โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กรมทะเลและชายฝั่ง พบปลาโรนันจุดขาว สัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 พ.ย. 2565 เวลา 05.19 น. • เผยแพร่ 09 พ.ย. 2565 เวลา 03.22 น.

กรมทะเลและชายฝั่ง พบปลาโรนันจุดขาว สัตว์ทะเลหายากใกล้สูญพันธุ์ เพศเมีย ยาว 1.5 เมตร น้ำหนัก 20 กิโลกรัม เกยตื้นที่หาดแหลมกุ่ม จ.ประจวบคีรีขันธ์ เร่งให้ความช่วยเหลือปล่อยคืนธรรมชาติ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2565 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนฝั่งตะวันตก (ศวบต.) ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในพื้นที่หาดแหลมกุ่ม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ว่าพบสัตว์ทะเลเกยตื้นบริเวณ หาดแหลมกุ่ม ตำบลนาหูกวาง อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ทางเจ้าหน้าที่ ศวบต.ได้ประสานเจ้าหน้าที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 3 (สทช.3) เจ้าหน้าที่กรมประมง และอาสาสมัครพิทักษ์ทะเล (อสทล.) เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบร่วมกัน

ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าเป็นปลาโรนันจุดขาว (White Spotted wedgefish ; Rhynchobatus australiae) จำแนกชนิดโดยนายทัศพล กระจ่างดารา ผู้เชี่ยวชาญด้านปลากระดูกอ่อน กรมประมง พบว่าเป็นเพศเมีย โตเต็มวัย ความยาว 1.5 เมตร น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม

เจ้าหน้าที่ สทช.3 เจ้าหน้าที่กรมประมง และเครือข่าย อสทล. จึงร่วมกันให้ความช่วยเหลือปลาโรนันจุดขาวตัวดังกล่าว จากการประเมินเบื้องต้น ปลาโรนันจุดขาวมีสภาพร่างกายแข็งแรงดี จึงรีบปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติโดยเร็ว

นายอรรถพลกล่าวเพิ่มเติมว่า ปลาโรนันจุดขาวถือเป็นสัตว์หายากชนิดหนึ่งที่มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ สำหรับในด้านกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ด้านของระบบนิเวศปลาโรนันจุดขาวถือเป็นปลาที่หายากแล้ว

พร้อมทั้งยังเคยผลักดันปลาชนิดนี้เข้าสู่ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า แต่ยังไม่สำเร็จ มีเพียงแต่ปลาโรนินที่มีลักษณะคล้ายกัน ซึ่งถูกจัดอยู่ใน พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่าแล้ว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าปลาโรนันจุดขาวจะไม่ใช่สัตว์คุ้มครอง แต่ก็หายากพอกับปลาโรนิน และฉลามวาฬ ปลาโรนันจุดขาวจึงเป็นปลาดึกดำบรรพ์กึ่งฉลามกึ่งกระเบน พบเห็นค่อนข้างน้อยในน่านน้ำไทย

โดยมีลักษณะเด่นคือ ส่วนหัวขนาดใหญ่ รูปทรงแบนกลมและโค้งมน ปากกลม ครีบอกแผ่กว้าง ครีบหลังตั้งสูงเป็น 2 ตอน บริเวณเหนือตามีสันเป็นหนาม ตรงกลางหลังด้านหน้าของครีบหลังมีหนามเรียงตัวกันเป็นแถวชัดเจน ซึ่งหนามบนตัวปลานี้คนทางภาคใต้ของไทยนิยมนำมาทำเครื่องประดับ ทำหัวแหวน กำไล

โดยเชื่อว่าเป็นของขลังสามารถป้องกันคุณไสย ป้องกันอันตรายจากภูตพรายที่อาศัยอยู่ในน้ำ และอันตรายจากสัตว์น้ำได้ โดยทั่วไปพื้นผิวลำตัวของปลาโรนันจุดขาว ด้านบนมีสีเทาอมน้ำตาล มีแต้มเป็นจุดสีขาวจาง ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว ด้านท้องมีสีขาว โดยเฉพาะปลาวัยอ่อนจะมีลวดลายที่มากกว่าปลาขนาดใหญ่

อีกทั้งออกลูกเป็นตัว ครั้งละ 7-19 ตัว ชอบกินปลาหน้าดินขนาดเล็ก หอย กุ้ง และปูเป็นอาหาร ชอบอาศัยอยู่ตามบริเวณพื้นทะเลที่เป็นโคลนหรือทรายตามชายฝั่งและแนวปะการัง จนถึงระดับความลึก 60 เมตร พบได้ทั้งฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

นอกจากนี้ ปลาโรนันจุดขาวเป็นปลากระดูกอ่อนที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดชนิดหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงถือเป็นภัยคุกคามที่มีอย่างต่อเนื่อง จากการรายงานเบื้องต้นพบว่าบริเวณอ่าวไทยอาจเป็นแหล่งรวมตัวเพื่อผสมพันธุ์ หรือเป็นพื้นที่เลี้ยงดูตัวอ่อนของปลาโรนันจุดขาวอีกด้วย

ทั้งนี้ ตนขอเน้นย้ำไปยังกลุ่มนายทุนหรือบุคคลที่มีความเชื่อผิด ๆ หากยังมีการล่าปลาโรนันจุดขาวเพื่อการค้าขายหรือนำอวัยวะมาทำเป็นเครื่องประดับ เครื่องลางของขลัง ในอนาคตเราอาจจะไม่พบเจอปลาชนิดนี้ในน่านน้ำทะเลไทย และอาจจะสูญพันธุ์ไปจากระบบนิเวศทางทะเล

ฉะนั้น จึงวิงวอนขอให้พี่น้องเครือข่ายชุมชนชายฝั่ง อาสาสมัครพิทักษ์ทะเล ผู้ประกอบการเดินเรือ และชาวประมงในพื้นที่ ให้ช่วยกันสอดส่องดูแลและเฝ้าระวังการเกยตื้นซ้ำ หรือการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อปลาชนิดนี้ รวมไปถึงสัตว์ทะเลหายากทุกชนิด

หากพบเจอสถานการณ์แบบนี้ให้แจ้งเบาะแสมาได้ที่ สายด่วนพิทักษ์ป่าและรักษาทะเล โทร. 1362 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเจ้าหน้าที่จะประสานไปยังหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อเข้าตรวจสอบและดำเนินการได้ทันท่วงทีต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...