โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Replacement Migration: ปรับตัวให้ทันเมื่อประชากรหดตัว

สยามรัฐ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สุภรต์ จรัสสิทธิ์ – สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

โลกกำลังหดตัว ครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลกมีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน หลายประเทศในเอเชียตั้งแต่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ กำลังพึ่งพาแรงงานต่างชาติเป็นทางรอด ขณะที่ไทยยังไม่มีทิศทางชัดเจน นี่อาจเป็นความท้าทายที่ไทยต้องเผชิญในอนาคต

หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญภาวะเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน (below replacement fertility) รวมถึงประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ (0.72) สิงคโปร์ (0.97) ญี่ปุ่น (1.20) และไทย (1.21) (ข้อมูล ณ ปี 2566) ขณะที่ยุโรปและอเมริกาเหนือเผชิญภาวะเกิดน้อยมานานจนมีนโยบายส่งเสริมการเกิดหลายรูปแบบที่ผนวกรวมไปในสวัสดิการทางสังคมที่ครอบครัวมีบุตรจะได้รับ ตั้งแต่การดูแลคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์จนกระทั่งเด็กเติบโตเข้าเรียนหนังสือ ในทางกลับกัน หลายประเทศในแอฟริกายังมีอัตราเจริญพันธุ์รวม (Total fertility rate (TFR)) สูงกว่า 4.0 ซึ่งสะท้อนว่ามีสัดส่วนประชากรวัยแรงงานสูงอยู่ ซึ่งแตกต่างจากบางประเทศในเอเชียที่กำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว

จำนวนและร้อยละของประเทศที่มีภาวะเจริญพันธุ์ต่ำกว่าระดับทดแทน จำแนกตามทวีป ปี 2566

ที่มา: ธนาคารโลก อ้างอิงจาก World Population Prospects 2022 Revision

เมื่ออัตราการเกิดลดลงต่อเนื่อง โครงสร้างทางประชากรของหลายประเทศในเอเชียเริ่มเผชิญภาวะอัตราส่วนเกื้อหนุนที่ต่ำลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจำนวนประชากรวัยทำงานช่วงอายุ 15-64 ปี มีน้อยลงเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุ ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ภาระด้านบำนาญ สาธารณสุข และค่าใช้จ่ายทางสังคมสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งภายใต้สถานการณ์แรงงานหดตัวนี้ หลายประเทศพยายามส่งเสริมการเกิด ขยายอายุการทำงาน และลงทุนในทุนมนุษย์ แต่ล้วนเป็นมาตรการที่ต้องใช้เวลา จึงทำให้หลายประเทศใช้ Replacement Migration หรือการดึงแรงงานย้ายถิ่นมาทดแทนกำลังคนในประเทศที่ลดลง เพื่อชะลอผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นโยบายเชิงรุกด้วยมาตรการดึงดูดแรงงานสู่ญี่ปุ่น

ญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราส่วนเกื้อหนุนต่ำที่สุด โดยมีแรงงานเฉลี่ยเพียง 1.8 คนหรือประมาณ 2 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน ทำให้ญี่ปุ่นขาดกำลังแรงงานจำนวนมาก แม้จะพยายามส่งเสริมการมีบุตรมาหลายทศวรรษ แต่ก็ไม่สามารถยกระดับอัตราเจริญพันธุ์ให้สูงขึ้นได้ ทำให้ต้องพึ่งพา Replacement Migration มากขึ้น และปรับนโยบายเปิดรับแรงงานต่างชาติ ลดความเข้มงวดในการยื่นขอวีซ่าของแรงงานในบางประเภท และปรับมาตรการดึงดูดแรงงานต่างชาติ

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการขยายระบบแรงงานต่างชาติทักษะเฉพาะ (Specified Skilled Worker: SSW) ทั้งด้านจำนวนและเพิ่มประเภทอุตสาหกรรม โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2567 ญี่ปุ่นประกาศเพิ่มโควตารับแรงงานต่างชาติที่มีทักษะเฉพาะ กำหนดเป้าหมายสูงสุด 820,000 คน ภายในปี 2572 และเพิ่มสาขาอุตสาหกรรม จากเดิม 16 สาขา เป็น 19 สาขา เพื่อทดแทนแรงงานขาดแคลนในภาคขนส่ง ป่าไม้ และแปรรูปไม้ นอกจากนี้ ยังปรับมาตรการดึงดูดให้แรงงาน SSW (i) ที่อยู่อาศัยในญี่ปุ่นได้ไม่เกิน 5 ปี สามารถสอบเลื่อนระดับเป็นแรงงาน SSW (ii) ซึ่งไม่มีข้อจำกัดด้านระยะเวลาการอยู่อาศัยและสามารถพาครอบครัวมาอยู่ร่วมได้ ทำให้แรงงานสามารถอยู่อาศัยระยะยาวได้ ซึ่งแรงงานส่วนใหญ่มาจากจีน เวียดนาม และฟิลิปปินส์ เป็นสัดส่วนที่มากกว่าประเทศอื่นๆ

สำหรับกลุ่มแรงงานทักษะสูง (Highly Skilled Professional (HSP) จะมีสิทธิพิเศษผ่านระบบ The Japan System for Special Highly Skilled Professionals (J-Skip) ที่จะขอวีซ่าพำนักถาวรได้ภายใน 1 ปี ขณะที่ นักศึกษาต่างชาติที่จบจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลก (Top 100) สามารถอยู่อาศัยและทำงานในญี่ปุ่นได้นานถึงสองปี ผ่านวีซ่าประเภท The Japan System for Future Creation Individual Visa (J-Find) มาตรการทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความพยายามดึงบุคลากรคุณภาพเข้ามาเป็นกำลังแรงงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและรองรับสังคมสูงวัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เกาหลีใต้: แรงงานต่างชาติคือความจำเป็น

สำนักงานสถิติแห่งเกาหลีคาดประมาณว่าประชากรวัยทำงานจะลดลงจาก 37.4 ล้านคนในปี 2563 เหลือเพียง 24.1 ล้านคนภายในปี 2593 ซึ่งหมายถึงการหายไปของแรงงานกว่า 36% หากไม่มีแรงงานจากต่างประเทศเข้ามาทดแทน การหดตัวของกำลังแรงงานในสัดส่วนที่สูงเช่นนี้เป็นความท้าทายสำคัญที่ผลักดันให้เกาหลีใต้ต้องเปิดรับแรงงานย้ายถิ่นในหลากหลายระดับ ตั้งแต่งานประเภท 3D (Difficult, Dirty และ Dangerous) ไปจนถึงแรงงานทักษะกลางถึงสูง (Skilled Workers)

โดยมาตรการดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะกลางถึงสูง คือ การให้วีซ่าพำนักระยะยาว (F-2) และวีซ่าพำนักถาวร (F-5) ให้กับแรงงานที่ทำงานในพื้นที่ที่มีประชากรลดลง (population decline areas) เช่น จังหวัดชอลลา และคยองซัง โดยแรงงานที่เกาหลีใต้ต้องการคือแรงงานในอุตสาหกรรมการผลิต การเกษตร การประมง การก่อสร้าง และบริการ โดยเฉพาะในงาน 3D ขณะที่แรงงานต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่สุดมาจากจีน (40%) รองลงมาคือ เวียดนามและไทย ซึ่งในปี 2567 เกาหลีใต้มีแรงงานต่างชาติเกิน 1 ล้านคนเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นว่าการย้ายถิ่นเป็นกลไกสำคัญต่อการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรที่รวดเร็ว

สิงคโปร์: ออกแบบนโยบายอย่างมียุทธศาสตร์

สิงคโปร์มี TFR ต่ำกว่า 1.0 แต่ประเทศกลับสามารถรักษาอัตราการเติบโตของประชากรไว้ได้ เพราะอาศัยแรงงานย้ายถิ่นมาทดแทนประชากรที่ลดลง รัฐบาลสิงคโปร์มีการกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการดึงดูดแรงงานต่างชาติในหลายระดับทักษะเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนี้

- ในกลุ่มแรงงานทักษะสูง/ ผู้บริหารหรือผู้เชี่ยวชาญที่ถือบัตร Employment Pass (EP) ให้ได้รับสถานะผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวร (Singapore Permanent Resident) หรือได้รับสัญชาติในภายหลัง

- ในกลุ่มแรงงานทักษะระดับกลางที่มีทักษะเฉพาะทาง เช่น ช่างเทคนิค เป็นผู้ที่ถือบัตร S Pass จะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำที่สูงขึ้นจากเดิม

- ในกลุ่มแรงงานระดับช่างฝีมือหรือกึ่งฝีมือที่ถือบัตร Work Permit (WP) เช่น งานก่อสร้าง อู่ต่อเรือ งานรับใช้ในบ้าน งานผลิต งานบริการ และงานเกษตรกรรม ได้ขยายการรับแรงงานเพิ่มเติมในประเภทงานที่ขาดแคลน ได้แก่ พ่อครัว คนขับรถบรรทุก นอกจากนี้ ยังขยายรายชื่อประเทศต้านทางของแรงงานกลุ่มนี้จากเดิมคือ บังกลาเทศ อินเดีย เมียนมา ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และไทย โดยตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2568 ให้รวมถึง ภูฏาน กัมพูชา และลาว รวมถึงการขยายอายุการจ้างงานเป็น 63 ปี ให้สอดคล้องกับอายุเกษียณการทำงานของคนสิงคโปร์ ซึ่งส่วนหนึ่งเพื่อให้คนทำงานที่มีประสบการณ์ยังอยู่ในกำลังแรงงานต่อไปได้ ซึ่งได้รวมการขยายอายุของผู้สมัครงานใหม่ในกลุ่ม WP ที่สามารถสมัครงานได้แม้จะอายุ 61 ปี (อายุมากที่สุดที่รับเข้าทำงานได้) จากเดิมที่ต้องมีอายุไม่เกิน 50 ปี

แม้สิงคโปร์จะใช้มาตรการ Replacement Migration เป็นกลไกสำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่ยังจำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ แต่รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการควบคุมผลกระทบต่อแรงงานในประเทศอย่างรอบคอบ โดยกำหนดเพดานสัดส่วนแรงงานต่างชาติ (Dependency Ratio Ceiling: DRC) ในแต่ละภาคอุตสาหกรรม เช่น ภาคการก่อสร้างที่อนุญาตให้จ้างแรงงานต่างชาติได้สูงสุดที่ 83.3% หรือบริษัทสามารถจ้างแรงงานต่างชาติได้ 5 คนต่อแรงงานภายในประเทศ 1 คน นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแนวโน้มที่จะปรับลดโควตาการจ้างแรงงานต่างชาติในอนาคต เพื่อให้แรงงานภายในประเทศเข้าถึงโอกาสการทำงานได้

สำหรับประเทศไทย กำลังเข้าสู่รูปแบบการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรไม่แตกต่างกันกับ 3 ประเทศตัวอย่าง แม้ว่าประเทศไทยจะพยายามสร้างแรงงานคุณภาพ พัฒนาทักษะ แต่ประเทศใกล้เคียงที่มีมาตรการดึงดูดแรงงานทักษะสูงไปทำงานยังประเทศปลายทางพร้อมค่าตอบแทนที่สูงกว่า ประเทศไทยจะรักษากำลังแรงงานที่มีน้อยลงนี้ให้อยู่ได้อย่างมั่นคงเพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศได้อย่างไร ขณะที่ยังไม่มีนโยบาย Replacement Migration อย่างชัดเจน แต่ว่าในอีกด้านไทยก็ได้พึ่งพิงแรงงานย้ายถิ่นจากเมียนมา ลาว และกัมพูชา มายาวนาน โดยแรงงานเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญที่ช่วยพยุงหลายอุตสาหกรรม เช่น ก่อสร้าง ประมง เกษตร บริการ และโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการนำแรงงานต่างชาติมาทดแทนแรงงานภายในประเทศ ที่ช่วยลดผลกระทบจากจำนวนแรงงานไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...