โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

สภาพัฒน์ เตือนข้าวไทยเสี่ยง ขีดความสามารถทรุดเทียบตลาดโลก

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงาน สถานการณ์ตลาดข้าวไทยในปี 2568 พบว่า ในปี 2568 ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกของไทยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและปริมาณน้ำที่เพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้อย่างเต็มศักยภาพ ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของพื้นที่เพาะปลูกและผลผลิตรวมส่งผลต่ออุปทานภายในประเทศและแรงกดดันต่อราคาที่เกษตรกรได้รับ

ทั้งนี้ ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวในปี 2567/68 อยู่ที่ 74.68 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 3.5% เทียบกับการลดลง 1.8% ในปีการผลิตก่อน ตามการขยายตัวของพื้นที่เพาะปลูกดังกล่าว ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกของประเทศจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 35.58 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6% เทียบกับการลดลง 0.9% ในปีการผลิตก่อน แต่ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้น 8.9% ในช่วง 5 ปีการผลิตเฉลี่ยย้อนหลัง (พ.ศ. 2563 - 2567)

ปริมาณผลผลิตข้าวเปลือก ที่สูงขึ้นนับตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกภายในประเทศปรับตัวลดลง โดยราคาข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% ณ ไร่นาอยู่ที่ 6,689 บาทต่อตัน ลดลง 34% เทียบกับการลดลง 24.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการลดลง 12.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยราคาขายส่ง ข้าวสารเจ้า 5% ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 17,114 บาทต่อตัน ลดลง 15% เทียบกับการลดลง 14.3% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการเพิ่มขึ้น 1.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตามราคาขายปลีก ข้าวสารเจ้า 5% ร้านค้าทั่วไป อยู่ที่ 23,606 บาทต่อตัน ลดลง 0.1% เทียบกับการเพิ่มขึ้น 0.9% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการเพิ่มขึ้น 2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ส่วนต่างราคาระหว่างราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้รับกับราคาขายปลีกข้าวสาร (Price Spread) ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่า 91.45% ของต้นทุนการผลิตข้าวสารมาจากราคาของผลผลิตข้าวเปลือกเป็นสำคัญ สะท้อนถึงความไม่สมบูรณ์ของกลไกการส่งผ่านราคา (Price Transmission) และความไม่สมดุลของการกระจายโครงสร้างผลประโยชน์ของห่วงโซ่อุปทานข้าวไทย

นอกจากนี้ เกษตรกรยังต้องเผชิญต้นทุนปัจจัยการผลิตที่อยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาปุ๋ยเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคานำเข้าตลาดโลกโดยเฉลี่ยครึ่งหลังของปี 2568 ราคาปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46 – 0 – 0) อยู่ที่ 17,199.83 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 2.8% เทียบกับการลดลง 3.5% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการลดลง 5.2% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน

ราคาปุ๋ยเคมี (สูตร 15 – 15 - 15) อยู่ที่ 22,292.83 บาทต่อตัน เพิ่มขึ้น 0.1% เทียบกับการลดลง 2.2% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 และการลดลง 3.5% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่ราคาขายผลผลิตปรับตัวลดลง ส่งผลโดยตรงต่อรายได้สุทธิของเกษตรกร และจำกัดความสามารถในการสะสมทุนเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตในระยะยาว

ท่ามกลางสถานการณ์ราคาข้าวเปลือกเจ้า ตกต่ำในประเทศ เมื่อพิจารณาจากราคาในตลาดโลกพบว่า ราคาส่งออกข้าวของไทยอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศผู้ส่งออกข้าวสำคัญรายอื่น ๆ โดยในปี 2568 ราคาส่งออกข้าวขาว 25% ของไทย (FOB) อยู่ที่ 396.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน แม้ว่าจะลดลง 29.2% จากปีก่อนหน้า แต่ราคาดังกล่าวยังสูงกว่าเวียดนาม (354.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน) 10.4% และอินเดีย (360.3 เหรียญสหรัฐฯ ต่อตัน) 10% ตามลำดับ

ขณะที่ในด้านปริมาณการผลิตข้าว ประเทศไทยยังเผชิญกับข้อจำกัดทางด้านผลผลิตต่อพื้นที่ (Productivity) ที่อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่องมายาวนาน โดยทั้งปี 2568 ผลผลิตเฉลี่ยของไทยอยู่ที่ 3.08 ตันต่อเฮกตาร์ (491.66 กิโลกรัมต่อไร่) เทียบกับ 3.00 ตันต่อเฮกตาร์ (480.35กิโลกรัมต่อไร่) ในปี 2567 และอยู่ในระดับต่ำกว่าเวียดนาม 6.11 ตันต่อเฮกตาร์ (977.60 กิโลกรัมต่อไร่) และอินเดีย 4.32 ตันต่อเฮกตาร์(691.20 กิโลกรัมต่อไร่) ตามลำดับ

ความเหลื่อมล้ำด้านผลิตภาพดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตสูงกว่าคู่แข่งและส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา (Price Competitiveness) ของข้าวไทยในตลาดโลก

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความท้าทายเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมข้าวไทย โดยเฉพาะการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตหลัก กล่าวคือ แม้ปริมาณผลผลิตรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนต่อหน่วยยังอยู่ในระดับสูง และราคาที่เกษตรกรขายได้ยังไม่สามารถสร้างผลตอบแทนเพียงพอให้เกิดการสะสมทุนเพื่อปรับปรุงปัจจัยการผลิต เช่น การลงทุนในเครื่องจักรกลการเกษตร เทคโนโลยีการเพาะปลูกหรือการใช้พันธุ์ข้าวที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า เป็นต้น

ดังนั้น ข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมข้าวไทยแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1. นโยบายระยะสั้น (1 – 2 ปี)

มุ่งเน้นบรรเทาผลกระทบรายได้เกษตรกรจากราคาข้าวตกต่ำและต้นทุนสูง อาทิ การส่งเสริมกลไกการบริหารจัดการอุปทานในประเทศ เพิ่มประสิทธิภาพกลไกการส่งผ่านราคา (Price Transmission) ให้เกิดการกระจายผลประโยชน์อย่างสมดุลมากขึ้น และลดภาระต้นทุนปัจจัยการผลิตที่สำคัญ

2. นโยบายระยะกลาง (3 – 5 ปี)

มุ่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนต่อหน่วยให้แข่งขันได้ อาทิ การจัดโซนนิ่งและบริหารจัดการพื้นที่ผลิตเชิงรุก สนับสนุนงานวิจัยและกระจายพันธุ์ข้าวมูลค่าสูงให้เหมาะสมกับพื้นที่ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรเพื่อการประหยัดต่อขนาดในการยกระดับการผลิตและการหาตลาด ควบคู่ไปกับการจัดหาแหล่งน้ำกระจายในพื้นที่ทำการเกษตร รวมทั้งบริหารจัดการแหล่งน้ำอย่างเหมาะสมทั้งในและนอกเขตชลประทาน

3. นโยบายระยะยาว (5 – 10 ปี)

สร้างความสามารถในการแข่งขันเชิงโครงสร้างในตลาดโลก อาทิ ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมข้าวสู่ห่วงโซ่มูลค่าเพิ่ม (Value chain upgrade) พัฒนาระบบโลจิสติกส์และโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร รวมทั้งสนับสนุนงานวิจัย นวัตกรรม และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...