พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (38)
ไชยันต์ ไชยพร
ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 และฉบับที่ 3 คือฉบับ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่ใช้อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2475-2489 เป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ระบอบคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร ได้แก่
1. การเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีสิทธิ์รับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1
2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ที่มาจากการเลือกตั้ง
3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี และมีวาระอยู่ยาวตราบที่ยังบังคับใช้บทเฉพาะกาลอยู่
4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ชุดแรกที่แต่งตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร
5. คณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่งตั้งตัวเองและพวกพ้องซึ่งส่วนเป็นสมาชิกคณะราษฎรให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2
6. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 รับรองตัวเองให้เป็นคณะรัฐมนตรี
จาก 1-5 บรรดาสมาชิกคณะราษฎรต่างแต่งตั้งตัวเองกลับไปกลับมาหมุนเวียนกันเป็นคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปี จนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489
รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ แม้จะยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และให้มีสมาชิกพฤฒสภาขึ้นแทน แต่ก็ยังกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามีสิทธิ์ในการรับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และแม้ว่าจะกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ได้กำหนดไว้ว่า ในช่วงแรกให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ทีนี้ เรามาดูกันว่า สมาชิกพฤฒสภาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นมาเป็นจำนวน 80 คนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นใครและพวกใครบ้าง
และทำไมคนในสมัยนั้นถึงเรียกพฤฒสภาว่าเป็น “สภาปรีดี”พฤฒสภาเต็มไปด้วยคนของปรีดีจริงหรือ ?
ในการตอบข้อสงสัยข้างต้น ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงภูมิหลังของสมาชิกพฤฒสภาทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า ใน 62 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 30 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี 6 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 15 ท่าน
ต่อไปคือ พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ)
พระสุธรรมวินิจฉัย ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะราษฎร แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 จากนั้น ท่านก็ไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2489 หลังการลาออกของปรีดี พนมยงค์ พระสุธรรมวินิจฉัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 11
ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบตุลาการต้องปรับตัวอย่างมากจากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย และที่น่าสนใจคือ ในขณะที่ข้าราชการหลายท่านเลือกข้างทางการเมืองชัดเจน แต่พระสุธรรมวินิจฉัยได้รับการยอมรับในฐานะ “ตุลาการอาชีพ” ที่ยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ท่านเป็นหนึ่งในคณะผู้พิพากษาที่ช่วยประคับประคองให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุดในช่วงสุญญากาศทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับผู้นำคณะราษฎรอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์เชิง “วิชาชีพกฎหมาย” และ “ลำดับชั้นบังคับบัญชาในระบอบใหม่” มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวในเชิงอุดมการณ์การเมือง โดยความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับปรีดี พนมยงค์
ค่อนข้างใกล้ชิดในฐานะ “นักกฎหมายรุ่นพี่-รุ่นน้อง” และ “ผู้ร่วมงานในกระทรวงยุติธรรม” ส่วนความสัมพันธ์กับ จอมพล ป. พิบูลสงครามจะเป็นในเชิง “ข้าราชการผู้ใหญ่กับผู้นำรัฐบาล” ในสมัยรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม พระสุธรรมวินิจฉัยยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ตุลาการในยุคที่รัฐบาลต้องการความมั่นคงทางกฎหมายเพื่อรองรับนโยบายสร้างชาติ จอมพล ป. ให้ความเคารพข้าราชการตุลาการที่มีความซื่อสัตย์และมีบารมีสูงอย่างพระสุธรรมวินิจฉัย เพื่อใช้เป็นหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับระบอบใหม่ว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงศักดิ์สิทธิ์และเป็นธรรม หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ท่านมิได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จากข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่า การแต่งตั้งพระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ) ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกพฤฒสภาไม่ได้มีส่วนทำให้พฤฒสภาเป็น “สภาปรีดี” และท่านน่าจะอยู่ในกลุ่ม “ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด” ต่อไปคือ พันตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา พ.ต. สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นสมาชิกคณะราษฎร สายทหารบก และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ความสัมพันธ์กับปรีดี พนมยงค์จะมีลักษณะเป็น “เพื่อนร่วมอุดมการณ์คณะราษฎร” และ “เพื่อนร่วมสภา” ขณะเดียวกัน ท่านเป็นหนึ่งในนายทหารที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างรัฐธรรมนูญในยุคที่ปรีดีพยายามแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน เพื่อลดทอนการผูกขาดอำนาจของฝ่ายทหารบางกลุ่ม จุดที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่ปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 พันตรี สมาน ได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกพฤฒสภา ชุดแรก ซึ่งถือเป็นสภาระดับสูงที่คัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ก่อการที่มีความซื่อสัตย์ต่อระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางของนายปรีดี ส่วนความสัมพันธ์กับจอมพล ป. พิบูลสงคามมีลักษณะเป็น “ผู้ใต้บังคับบัญชาสายทหาร” และ “เพื่อนร่วมรุ่นการเมือง” ในปี 2481 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. เริ่มเรืองอำนาจและเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก พันตรี สมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ส. ประเภทที่ 2 ซึ่งในขณะนั้น ส.ส. ประเภทนี้มักถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญในสภาให้กับรัฐบาลจอมพล ป. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสร้างชาติต่างๆ
สิ่งที่น่าสังเกตคือ พันตรี สมาน สามารถดำรงตำแหน่งสำคัญได้ทั้งในยุคที่จอมพล ป. มีอำนาจสูงสุด (ส.ส. 2481) และในยุคที่นายปรีดีมีอำนาจสูงสุด (พฤฒสภา 2489) สะท้อนให้เห็นว่า ท่านเป็น “ผู้ก่อการสายกลาง” ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป ท่านเน้นการทำงานในสภานิติบัญญัติมากกว่าการแย่งชิงอำนาจบริหารหรือคุมกำลังรบ ซึ่งทำให้ท่านได้รับการยอมรับจากทั้งสองขั้วอำนาจ [1]
ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปรีดี พนมยงค์ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ) เริ่มวางรากฐานเพื่อกู้เอกราช พันตรี สมาน ซึ่งเป็นนายทหารที่มีแนวคิดก้าวหน้าและเป็นสมาชิกสภาในขณะนั้น ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านญี่ปุ่น ท่านเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาที่ช่วยประคาบประคองอำนาจของฝ่ายพลเรือนภายใต้การนำของปรีดี เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายทหารที่สนับสนุนญี่ปุ่นฝ่ายจอมพล ป. ในช่วงต้นสงคราม เมื่อสิ้นสุดสงคราม ท่านได้รับเลือกเป็น สมาชิกพฤฒสภา (พ.ศ. 2489) ซึ่งสมาชิกชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนายปรีดีและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายหลังสงครามเพื่อล้างมลทินการเป็นผู้แพ้สงครามของไทย
หลังการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลสายพลเรือนของปรีดี พนมยงค์ โดยคณะทหารที่นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ บทบาททางการเมืองของท่าน คือ ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ศ. 2490 - 2494) แม้ท่านจะเป็นสมาชิกคณะราษฎรซึ่งมักถูกกวาดล้างหรือลดบทบาทหลังปี 2490 แต่เนื่องจากท่านเป็นนายทหารที่มีความอาวุโสและมาจากตระกูลเทพหัสดินที่มีบารมีสูงในกองทัพ ท่านจึงเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรเพียงไม่กี่คนที่ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งในสภาสูงต่อไป เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางการเมืองและกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่านดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ซึ่งมีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 กลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งยุบวุฒิสภาทิ้ง ทำให้บทบาทในสภาสูงของท่านสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ [2]
จากข้างต้น กล่าวได้ว่า การที่พันตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกพฤฒสภา ไม่น่าจะทำให้พฤฒสภาได้รับการขนานนามว่าเป็น “สภาปรีดี” อย่างชัดเจน แต่ท่านน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มี “แนวโน้มสนับสนุนปรีดี”
ผลล่าสุดคือ
สมาชิกพฤฒสภา
ปรีดี
ไม่ใช่พวกปรีดี
แนวโน้มสนับสนุนปรีดี
ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด
ม.ล. กรี เดชาติวงศ์
+
ร.อ. กำลาภ กาญจนสกุล ร.น.
+
พ.ท. ก้าน จำนงภูมิเวท
+
แก้ว สิงหะคเชนทร์
+
หลวงกาจสงคราม
+
พลเรือตรี กระแส ประวาหะนาวิน สรยุทธเสนี
+
พลโท หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต
+
เขียน กาญจพันธุ์
+
พลโท จิระ วิชิตสงคราม
+
จรูญ สืบแสง
+
จิตตะเสน ปัญจะ
+
พันโท เจือ สฤษฎิ์ราชโยธิน
+
จำรัส สุวรรณชีพ
+
จินดา จินตนเสรี
+
จำลอง ดาวเรือง
+
หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์)
+
ไต๋ ปาณิกบุตร
+
ถวิล อุดล
+
ทัน พรหมิทธิกุล
+
พระยานลราชสุวัจน์ (ทองดี นลราชสุวัจน์)
+
พระนิติการณ์ประสม (สงวน ชัยเฉนียน)
+
ปพาฬ บุญ-หลง
+
หลวงประสิทธิ์นรกรรม (เจี่ยน หงสประภาส)
+
ประทุม รมยานนท์
+
พันตำรวจเอก พระพิจารณ์พลกิจ
+
พึ่ง ศรีจันทร์
+
มิ่ง เลาห์เรณู
+
สุกิจ นิมมานเหมินท์
+
ไสว อินทรประชา
+
พันโท พระอภัยพลรบ (ชลอ อินทรัมพรรย์)
+
หลวงอรรถกัลยาณวินิจ (เอื้อน ยุกตะนันทน์)
+
อรุณ แสงสว่างวัฒนะ
+
เฉลียว ปทุมรส
+
หลวงขาญสงคราม
+
พันเอก ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม
+
หลวงชำนาญนิติเกษตร์ (อุทัย แสงมณี)
+
ชาญ บุนนาค
+
ชุณฑ์ ปิณฑานนท์
+
พลตรี ไชย ประทีปะเสน
+
ช่วย สุคนธมัต
+
ดิเรก ชัยนาม
+
เดือน บุนนาค
+
พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
+
พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ (วัน จามรมาน)
+
บรรจง ศรีจรูญ
+
ประเสริฐ ศรีจรูญ
+
ปราโมทย์ พึ่งสุนทร
+
พันเอก ทวน วิชัยขัทคะ
+
เธียรไท อภิชาตบุตร์
+
พลตรี ปลด ปลดปรปักษ์ พิบูลภานุวัธน์
+
พลโท ประจนปัจจนึก
+
พลตรีประยูร ภมรมนตรี
+
พลโท มังกร พรหมโยธี (มังกร ผลโยธิน)
+
พระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา)
+
พันเอก หม่อมราชวงศ์ลาภ หัสดินทร์
+
เล้ง ศรีสมวงศ์
+
วิจิตร ลุลิตานนท์
+
วิลาส โอสถานนท์
+
ร้อยเอก วิมล วิมลสรกิจ
+
ร้อยโท วิริยะ วิริยะเหิรหาว
+
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร
+
สงวน จูฑะเตมีย์ (หลวงนฤเบศร์มานิต)
+
พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ)
+
พันตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา
+
จากที่ศึกษาภูมิหลังสมาชิกพฤฒสภาไปทั้งสิ้น 64 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 30 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี 7 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 16 ท่าน
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
(อ้างอิง: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2544). ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2475-2500. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. (หน้า 188-192) — บันทึกเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้พิพากษาเดิมกับคณะราษฎรในช่วงการวางรากฐานรัฐธรรมนูญ; สมยศ เชื้อไทย. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป. สำนักพิมพ์วิญญูชน. (หน้า 45-47) — กล่าวถึงบทบาทของนักกฎหมายรุ่นพระสุธรรมวินิจฉัยในการประยุกต์ใช้แนวคิดกฎหมายตะวันตกที่นายปรีดีนำเข้ามา; สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ. (2543). กลุ่มขบวนการทางการเมืองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (หน้า 110) — มีการกล่าวถึงรายนามข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนงานด้านธุรการกฎหมายในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม)
[1] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2546). การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน. (หน้า 210-212); สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ. (2543). การเมืองไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2. (หน้า 145-148); วุฒิสภาไทย. (2549). 60 ปี พฤฒสภา: อุดมคติและบทบาท. (หน้า 89).
[2] ราชกิจจานุเบกษา. (2490). พระบรมราชโองการ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา. เล่มที่ 64 ตอนที่ 56. (หน้า 618); สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2550). แผนชิงชาติไทย: การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกใหม่. (หน้า 142-145); วุฒิสภาไทย. (2554). ทำเนียบสมาชิกวุฒิสภาไทย พ.ศ. 2489 - 2554. (หน้า 102).