โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

พฤฒสภา คือ สภาปรีดี จริงหรือ ? (38)

ไทยโพสต์

อัพเดต 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 23.09 น. • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไชยันต์ ไชยพร

ก่อนจะเกิดรัฐธรรมนูฉบับที่ 4 หรือรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2490 เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 คือฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 และฉบับที่ 3 คือฉบับ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 ผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ที่ใช้อยู่ระหว่าง พ.ศ. 2475-2489 เป็นรัฐธรรมนูญที่นำไปสู่ระบอบคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร สาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญคณาธิปไตยสืบทอดอำนาจโดยคณะราษฎร ได้แก่

1. การเปิดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีสิทธิ์รับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1

2. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มีจำนวนเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 1 ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี และมีวาระอยู่ยาวตราบที่ยังบังคับใช้บทเฉพาะกาลอยู่

4. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 ชุดแรกที่แต่งตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2476 มาจากการแต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร

5. คณะรัฐมนตรี คณะที่ 4 ที่มาจากการทำรัฐประหาร แต่งตั้งตัวเองและพวกพ้องซึ่งส่วนเป็นสมาชิกคณะราษฎรให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2

6. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 รับรองตัวเองให้เป็นคณะรัฐมนตรี

จาก 1-5 บรรดาสมาชิกคณะราษฎรต่างแต่งตั้งตัวเองกลับไปกลับมาหมุนเวียนกันเป็นคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เป็นระยะเวลาถึง 13 ปี จนมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2489

รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ แม้จะยกเลิกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 และให้มีสมาชิกพฤฒสภาขึ้นแทน แต่ก็ยังกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามีสิทธิ์ในการรับรองคณะรัฐมนตรีร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และแม้ว่าจะกำหนดให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 นี้ได้กำหนดไว้ว่า ในช่วงแรกให้สมาชิกพฤฒสภามาจากการเลือกของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ทีนี้ เรามาดูกันว่า สมาชิกพฤฒสภาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เลือกขึ้นมาเป็นจำนวน 80 คนตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นใครและพวกใครบ้าง

และทำไมคนในสมัยนั้นถึงเรียกพฤฒสภาว่าเป็น “สภาปรีดี”พฤฒสภาเต็มไปด้วยคนของปรีดีจริงหรือ ?

ในการตอบข้อสงสัยข้างต้น ผู้เขียนจะขอกล่าวถึงภูมิหลังของสมาชิกพฤฒสภาทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า ใน 62 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 30 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี 6 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 15 ท่าน

ต่อไปคือ พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ)

พระสุธรรมวินิจฉัย ไม่ได้เป็นสมาชิกคณะราษฎร แต่ได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชั่วคราว และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 จากนั้น ท่านก็ไม่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดจนกระทั่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกพฤฒสภาในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2489 หลังการลาออกของปรีดี พนมยงค์ พระสุธรรมวินิจฉัย ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในสามผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ชั่วคราว ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 11

ในช่วงการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านดำรงตำแหน่งสำคัญในฐานะ ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบตุลาการต้องปรับตัวอย่างมากจากการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบประชาธิปไตย และที่น่าสนใจคือ ในขณะที่ข้าราชการหลายท่านเลือกข้างทางการเมืองชัดเจน แต่พระสุธรรมวินิจฉัยได้รับการยอมรับในฐานะ “ตุลาการอาชีพ” ที่ยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ ท่านเป็นหนึ่งในคณะผู้พิพากษาที่ช่วยประคับประคองให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินต่อไปได้โดยไม่สะดุดในช่วงสุญญากาศทางการเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับผู้นำคณะราษฎรอย่าง นายปรีดี พนมยงค์ และ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น มีลักษณะเป็นความสัมพันธ์เชิง “วิชาชีพกฎหมาย” และ “ลำดับชั้นบังคับบัญชาในระบอบใหม่” มากกว่าจะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัวในเชิงอุดมการณ์การเมือง โดยความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับปรีดี พนมยงค์

ค่อนข้างใกล้ชิดในฐานะ “นักกฎหมายรุ่นพี่-รุ่นน้อง” และ “ผู้ร่วมงานในกระทรวงยุติธรรม” ส่วนความสัมพันธ์กับ จอมพล ป. พิบูลสงครามจะเป็นในเชิง “ข้าราชการผู้ใหญ่กับผู้นำรัฐบาล” ในสมัยรัฐนิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม พระสุธรรมวินิจฉัยยังคงดำรงตำแหน่งสำคัญในกระบวนการยุติธรรม ท่านได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่ตุลาการในยุคที่รัฐบาลต้องการความมั่นคงทางกฎหมายเพื่อรองรับนโยบายสร้างชาติ จอมพล ป. ให้ความเคารพข้าราชการตุลาการที่มีความซื่อสัตย์และมีบารมีสูงอย่างพระสุธรรมวินิจฉัย เพื่อใช้เป็นหลักประกันความเชื่อมั่นให้กับระบอบใหม่ว่ากระบวนการยุติธรรมยังคงศักดิ์สิทธิ์และเป็นธรรม หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ท่านมิได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ จากข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่า การแต่งตั้งพระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ) ให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกพฤฒสภาไม่ได้มีส่วนทำให้พฤฒสภาเป็น “สภาปรีดี” และท่านน่าจะอยู่ในกลุ่ม “ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด” ต่อไปคือ พันตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา พ.ต. สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา เป็นสมาชิกคณะราษฎร สายทหารบก และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ 2 เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ความสัมพันธ์กับปรีดี พนมยงค์จะมีลักษณะเป็น “เพื่อนร่วมอุดมการณ์คณะราษฎร” และ “เพื่อนร่วมสภา” ขณะเดียวกัน ท่านเป็นหนึ่งในนายทหารที่ยืนหยัดอยู่เคียงข้างรัฐธรรมนูญในยุคที่ปรีดีพยายามแยกอำนาจบริหารและนิติบัญญัติออกจากกัน เพื่อลดทอนการผูกขาดอำนาจของฝ่ายทหารบางกลุ่ม จุดที่ชัดเจนที่สุดคือในปี 2489 ซึ่งเป็นช่วงที่ปรีดีดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2489 พันตรี สมาน ได้รับเลือกให้เป็น สมาชิกพฤฒสภา ชุดแรก ซึ่งถือเป็นสภาระดับสูงที่คัดเลือกจากผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ก่อการที่มีความซื่อสัตย์ต่อระบอบประชาธิปไตยตามแนวทางของนายปรีดี ส่วนความสัมพันธ์กับจอมพล ป. พิบูลสงคามมีลักษณะเป็น “ผู้ใต้บังคับบัญชาสายทหาร” และ “เพื่อนร่วมรุ่นการเมือง” ในปี 2481 ซึ่งเป็นช่วงที่จอมพล ป. เริ่มเรืองอำนาจและเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยแรก พันตรี สมาน ได้รับการแต่งตั้งเป็น ส.ส. ประเภทที่ 2 ซึ่งในขณะนั้น ส.ส. ประเภทนี้มักถูกมองว่าเป็นฐานเสียงสำคัญในสภาให้กับรัฐบาลจอมพล ป. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายสร้างชาติต่างๆ

สิ่งที่น่าสังเกตคือ พันตรี สมาน สามารถดำรงตำแหน่งสำคัญได้ทั้งในยุคที่จอมพล ป. มีอำนาจสูงสุด (ส.ส. 2481) และในยุคที่นายปรีดีมีอำนาจสูงสุด (พฤฒสภา 2489) สะท้อนให้เห็นว่า ท่านเป็น “ผู้ก่อการสายกลาง” ที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจนเกินไป ท่านเน้นการทำงานในสภานิติบัญญัติมากกว่าการแย่งชิงอำนาจบริหารหรือคุมกำลังรบ ซึ่งทำให้ท่านได้รับการยอมรับจากทั้งสองขั้วอำนาจ [1]

ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อปรีดี พนมยงค์ในฐานะหัวหน้าขบวนการเสรีไทยภายในประเทศ) เริ่มวางรากฐานเพื่อกู้เอกราช พันตรี สมาน ซึ่งเป็นนายทหารที่มีแนวคิดก้าวหน้าและเป็นสมาชิกสภาในขณะนั้น ได้ให้การสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่ต่อต้านญี่ปุ่น ท่านเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาที่ช่วยประคาบประคองอำนาจของฝ่ายพลเรือนภายใต้การนำของปรีดี เพื่อคานอำนาจกับฝ่ายทหารที่สนับสนุนญี่ปุ่นฝ่ายจอมพล ป. ในช่วงต้นสงคราม เมื่อสิ้นสุดสงคราม ท่านได้รับเลือกเป็น สมาชิกพฤฒสภา (พ.ศ. 2489) ซึ่งสมาชิกชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับนายปรีดีและมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายหลังสงครามเพื่อล้างมลทินการเป็นผู้แพ้สงครามของไทย

หลังการรัฐประหารวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2490 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลสายพลเรือนของปรีดี พนมยงค์ โดยคณะทหารที่นำโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ บทบาททางการเมืองของท่าน คือ ท่านได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา (พ.ศ. 2490 - 2494) แม้ท่านจะเป็นสมาชิกคณะราษฎรซึ่งมักถูกกวาดล้างหรือลดบทบาทหลังปี 2490 แต่เนื่องจากท่านเป็นนายทหารที่มีความอาวุโสและมาจากตระกูลเทพหัสดินที่มีบารมีสูงในกองทัพ ท่านจึงเป็นหนึ่งในสมาชิกคณะราษฎรเพียงไม่กี่คนที่ยังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งในสภาสูงต่อไป เพื่อช่วยประคับประคองสถานการณ์ทางการเมืองและกฎหมายในช่วงเปลี่ยนผ่าน ท่านดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาเรื่อยมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ รัฐประหารตัวเองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2494 ซึ่งมีการประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 และนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2475 กลับมาใช้ใหม่ พร้อมทั้งยุบวุฒิสภาทิ้ง ทำให้บทบาทในสภาสูงของท่านสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ [2]

จากข้างต้น กล่าวได้ว่า การที่พันตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกพฤฒสภา ไม่น่าจะทำให้พฤฒสภาได้รับการขนานนามว่าเป็น “สภาปรีดี” อย่างชัดเจน แต่ท่านน่าจะจัดอยู่ในกลุ่มของผู้ที่มี “แนวโน้มสนับสนุนปรีดี”

ผลล่าสุดคือ

สมาชิกพฤฒสภา

ปรีดี

ไม่ใช่พวกปรีดี

แนวโน้มสนับสนุนปรีดี

ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใด

ม.ล. กรี เดชาติวงศ์

+

ร.อ. กำลาภ กาญจนสกุล ร.น.

+

พ.ท. ก้าน จำนงภูมิเวท

+

แก้ว สิงหะคเชนทร์

+

หลวงกาจสงคราม

+

พลเรือตรี กระแส ประวาหะนาวิน สรยุทธเสนี

+

พลโท หลวงเกรียงศักดิ์พิชิต

+

เขียน กาญจพันธุ์

+

พลโท จิระ วิชิตสงคราม

+

จรูญ สืบแสง

+

จิตตะเสน ปัญจะ

+

พันโท เจือ สฤษฎิ์ราชโยธิน

+

จำรัส สุวรรณชีพ

+

จินดา จินตนเสรี

+

จำลอง ดาวเรือง

+

หลวงเสรีเริงฤทธิ์ (จรูญ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์)

+

ไต๋ ปาณิกบุตร

+

ถวิล อุดล

+

ทัน พรหมิทธิกุล

+

พระยานลราชสุวัจน์ (ทองดี นลราชสุวัจน์)

+

พระนิติการณ์ประสม (สงวน ชัยเฉนียน)

+

ปพาฬ บุญ-หลง

+

หลวงประสิทธิ์นรกรรม (เจี่ยน หงสประภาส)

+

ประทุม รมยานนท์

+

พันตำรวจเอก พระพิจารณ์พลกิจ

+

พึ่ง ศรีจันทร์

+

มิ่ง เลาห์เรณู

+

สุกิจ นิมมานเหมินท์

+

ไสว อินทรประชา

+

พันโท พระอภัยพลรบ (ชลอ อินทรัมพรรย์)

+

หลวงอรรถกัลยาณวินิจ (เอื้อน ยุกตะนันทน์)

+

อรุณ แสงสว่างวัฒนะ

+

เฉลียว ปทุมรส

+

หลวงขาญสงคราม

+

พันเอก ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม

+

หลวงชำนาญนิติเกษตร์ (อุทัย แสงมณี)

+

ชาญ บุนนาค

+

ชุณฑ์ ปิณฑานนท์

+

พลตรี ไชย ประทีปะเสน

+

ช่วย สุคนธมัต

+

ดิเรก ชัยนาม

+

เดือน บุนนาค

+

พลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

+

พระยานิติศาสตร์ไพศาลย์ (วัน จามรมาน)

+

บรรจง ศรีจรูญ

+

ประเสริฐ ศรีจรูญ

+

ปราโมทย์ พึ่งสุนทร

+

พันเอก ทวน วิชัยขัทคะ

+

เธียรไท อภิชาตบุตร์

+

พลตรี ปลด ปลดปรปักษ์ พิบูลภานุวัธน์

+

พลโท ประจนปัจจนึก

+

พลตรีประยูร ภมรมนตรี

+

พลโท มังกร พรหมโยธี (มังกร ผลโยธิน)

+

พระยามานวราชเสวี (ปลอด ณ สงขลา)

+

พันเอก หม่อมราชวงศ์ลาภ หัสดินทร์

+

เล้ง ศรีสมวงศ์

+

วิจิตร ลุลิตานนท์

+

วิลาส โอสถานนท์

+

ร้อยเอก วิมล วิมลสรกิจ

+

ร้อยโท วิริยะ วิริยะเหิรหาว

+

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร

+

สงวน จูฑะเตมีย์ (หลวงนฤเบศร์มานิต)

+

พระสุธรรมวินิจฉัย (ชม วณิกเกียรติ)

+

พันตรี สมาน เทพหัสดิน ณ อยุธยา

+

จากที่ศึกษาภูมิหลังสมาชิกพฤฒสภาไปทั้งสิ้น 64 ท่านในทั้งหมด 80 ท่าน พบว่า มีสมาชิกที่จัดได้ว่าเป็นพวกปรีดี 30 ท่าน มีแนวโน้มที่จะสนับสนุนปรีดี 7 ท่าน ไม่ใช่พวกปรีดี 11 ท่าน ไม่สามารถจัดได้ว่าเป็นฝ่ายใดแน่ 16 ท่าน

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(อ้างอิง: ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. (2544). ประวัติศาสตร์การเมืองไทย 2475-2500. มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์. (หน้า 188-192) — บันทึกเรื่องการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มผู้พิพากษาเดิมกับคณะราษฎรในช่วงการวางรากฐานรัฐธรรมนูญ; สมยศ เชื้อไทย. (2550). คำอธิบายวิชากฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป. สำนักพิมพ์วิญญูชน. (หน้า 45-47) — กล่าวถึงบทบาทของนักกฎหมายรุ่นพระสุธรรมวินิจฉัยในการประยุกต์ใช้แนวคิดกฎหมายตะวันตกที่นายปรีดีนำเข้ามา; สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ. (2543). กลุ่มขบวนการทางการเมืองไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2. สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (หน้า 110) — มีการกล่าวถึงรายนามข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุนงานด้านธุรการกฎหมายในยุคจอมพล ป. พิบูลสงคราม)

[1] นครินทร์ เมฆไตรรัตน์. (2546). การปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475. สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน. (หน้า 210-212); สรศักดิ์ งามขจรกุลกิจ. (2543). การเมืองไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2. (หน้า 145-148); วุฒิสภาไทย. (2549). 60 ปี พฤฒสภา: อุดมคติและบทบาท. (หน้า 89).

[2] ราชกิจจานุเบกษา. (2490). พระบรมราชโองการ แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา. เล่มที่ 64 ตอนที่ 56. (หน้า 618); สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. (2550). แผนชิงชาติไทย: การเมืองไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้ระเบียบโลกใหม่. (หน้า 142-145); วุฒิสภาไทย. (2554). ทำเนียบสมาชิกวุฒิสภาไทย พ.ศ. 2489 - 2554. (หน้า 102).

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...