ความพลิกผันภาษีทรัมป์ ทำผู้นำเข้าสหรัฐ จาก ‘ดีใจสุดขีด’ สู่ ‘แทบเป็นบ้า’
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชียรายงานว่า การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ “รีบประกาศเก็บภาษีรอบใหม่” แทนภาษีเดิมที่ศาลสูงสหรัฐเพิ่งสั่งยกเลิก ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในอเมริกาต้องเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็แบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นอยู่แล้ว
แม้ว่าบางคนจะรู้สึกโล่งใจอย่างระมัดระวัง หลังศาลสูงสหรัฐมีคำตัดสินเมื่อวันศุกร์ให้ยกเลิกภาษี “ตอบโต้กันไปมา” ที่ออกเมื่อปีที่แล้วภายใต้กฎหมาย IEEPA แต่เจ้าของธุรกิจจำนวนมากก็กังวลว่า จะได้เงินภาษีที่จ่ายไปแล้วคืนหรือไม่ และตกใจกับการที่ทำเนียบขาวรีบออกภาษีรูปแบบใหม่ทันที
โจนน์ คาร์ทิเกลีย ผู้ก่อตั้งร้านขายตุ๊กตา The Queen’s Treasures ซึ่งนำเข้าสินค้าจากจีน บอกว่า
“วันนั้นอารมณ์เปลี่ยนจากดีใจชั่วคราว กลายเป็นแทบจะบ้าคลั่ง”
เธอกำลังพยายามวางแผนตั้งราคาสินค้าใหม่หลังศาลตัดสิน แต่ทุกอย่างก็กลับมายุ่งเหยิงอีกครั้งเมื่อทรัมป์ประกาศเก็บภาษีใหม่
หลังคำตัดสินของศาล รัฐบาลทรัมป์ประกาศจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลก 10% ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีเก็บภาษีได้สูงสุด 15% เป็นเวลา 150 วัน
ต่อมาทรัมป์โพสต์ใน Truth Social ว่า จะปรับเพิ่มเป็น 15% นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเครื่องมือทางกฎหมายอื่น ๆ ที่ใช้ขึ้นภาษีได้อีก ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตคำตัดสินของศาลครั้งนี้
บริษัท Learning Resources ผู้ผลิตของเล่นเพื่อการศึกษาที่ผลิตในจีน เป็นหนึ่งในบริษัทที่ฟ้องร้องคัดค้านภาษีดังกล่าว ริก โวลเดนเบิร์ก ซีอีโอของบริษัทบอกว่า คำตัดสินของศาลถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ แต่เขามองว่าการตอบโต้ของประธานาธิบดีเป็นเรื่องโชคร้าย
เขาหวังว่า ต่อจากนี้ธุรกิจจะได้ฟื้นฟูสถานะการเงิน เสริมความแข็งแกร่งห่วงโซ่อุปทาน และกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ศาลไม่ได้ชี้แจงชัดเจนว่า จะคืนเงินภาษีที่เก็บไปแล้วอย่างไร หรือเมื่อใด ธุรกิจขนาดเล็กไม่มีความสามารถรอเงินคืนได้นานเหมือนบริษัทใหญ่ หลายแห่งกำลังจมอยู่กับหนี้ เพราะตามหลักแล้ว ผู้นำเข้าสหรัฐเป็นผู้จ่ายภาษี ไม่ใช่ผู้ส่งออกต่างประเทศอย่างที่รัฐบาลอ้าง
งานวิจัยของธนาคารกลางนิวยอร์กระบุว่า เกือบ 90% ของต้นทุนภาษีเมื่อปีที่แล้ว ตกอยู่กับผู้นำเข้าและผู้บริโภคในสหรัฐ
ไมเคิล โรเซนเบิร์ก เจ้าของบริษัทเสื้อกันหนาว Hawke & Co จ่ายภาษีไปมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว เขาบอกว่า หากได้เงินคืนจะเหมือนได้โชคก้อนใหญ่ แต่กระบวนการน่าจะยาวนานอย่างน้อยหนึ่งปี
ผลสำรวจขององค์กร Small Business Majority ระบุว่า เจ้าของธุรกิจขนาดเล็กกว่าครึ่งต้องขึ้นราคาสินค้าเพื่อความอยู่รอด หรือชะลอแผนขยายกิจการ อัตราเงินเฟ้อสหรัฐในเดือนธันวาคมสูงกว่า 3% และบริษัทวิจัย Capital Economics มองว่า คำตัดสินของศาลไม่น่าจะช่วยกดเงินเฟ้อลงได้ทันที
ธุรกิจขนาดเล็กและกลางคิดเป็น 99% ของบริษัททั้งหมดในสหรัฐ และจ้างงานเกือบครึ่งหนึ่งของแรงงานภาคเอกชน หนึ่งในสามของบริษัทเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้า หลายแห่งไม่สามารถปรับห่วงโซ่อุปทานได้รวดเร็วเหมือนบริษัทใหญ่ และในหลายกรณีก็แทบไม่มีทางเลือกผลิตสินค้าในสหรัฐได้
แรงกดดันทางการเงินเหล่านี้ ทำให้ปี 2025 มีธุรกิจขนาดเล็กยื่นล้มละลาย 2,446 ราย เพิ่มขึ้น 11% จากปีก่อน ตามข้อมูลของ Epiq Global Analytics
เบธ เบไนค์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์สินค้าเด็ก Busy Baby บอกว่า คำตัดสินของศาลทำให้เธอรู้สึกเหมือนยกของหนักหลายพันปอนด์ออกจากอก เธอหวังว่าภาษีในอนาคตจะจำกัดวงแคบลง และนโยบายการค้าจะไม่ผันผวนเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม เธอยังไม่สามารถวางแผนสั่งสินค้านำเข้าในอนาคตได้ ปีที่แล้วเธอต้องถอนเงินเกษียณออกมาใช้ และปลดพนักงานบางส่วน เพื่อประคองธุรกิจและจ่ายภาษีเกือบ 50,000 ดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านบาท)
อ้างอิง: nikkei