‘พริษฐ์’ สังเกตการณ์นับคะแนนใหม่คันนายาว ชี้ 5 แนวปฏิบัติต้องเหมือน 8 ก.พ.
เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่หน่วยเลือกตั้ง 9 เขตเลือกตั้ง 15 เขตคันนายาว อาคารอมรพันธ์แซทเทอไลท์คอนโดทาวน์ (R4) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ตนเป็นส่วนหนึ่งของตัวแทนพรรคประชาชน ที่มาสังเกตการณ์และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการลงคะแนนออกเสียงประชามติใหม่ ในเขตเลือกตั้งที่ 15 กทม. ซึ่งเดินทางมาพร้อมรองหัวหน้าพรรค และผู้สมัคร สส. ในพื้นที่นี้ สำหรับประเด็นที่มาสังเกตการณ์ตรวจสอบ คือ ท่ามกลางข้อพิรุธและข้อสังเกตหลายประการของพรรคประชาชนและสังคมได้ตั้งคำถามขึ้นมา มองว่าหาก กกต. ยังคงยืนยันว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปอย่างถูกต้องทุกประการ และเป็นการออกเสียงลงคะแนนโดยลับ แสดงว่าการออกเสียงในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ต้องเหมือนกับแนวปฏิบัติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทุกประการ
ซึ่งตนแบ่งออกเป็น 5 ข้อ หาก กกต.ยืนยันว่าการดำเนินการวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ทำอย่างถูกต้อง วันนี้เราควรต้องเห็น 5 อย่างที่เราเคยเห็นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 คือ 1. บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code อยู่ 2. ประชาชนที่มาใช้สิทธิต้องเห็นรหัสบัตรต้นขั้ว ซึ่งภาพที่ปรากฏตามสำนักข่าว พบว่าต้นขั้วบัตรไม่ได้มีรหัสดังกล่าว 3. รหัสต้นขั้วต้องเปลี่ยนตามลำดับ 4. ต้องเห็นเจ้าหน้าที่มีการจดลำดับในบัญชีรายชื่อผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง 5. ควรเห็นเจ้าหน้าที่ชูบัตรและขานคะแนนต่อหน้าประชาชน โดยไม่มีเจตนาจงใจปิดบาร์โค้ด หรือ QR Code บนบัตร หาก กกต.ยืนยันว่าการดำเนินการในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถูกต้องทุกประการและเป็นไปตามระเบียบ วันนี้ก็ควรจะเห็นแนวปฏิบัติ 5 ข้อ แต่หากพบว่าไม่ตรงกับแนวปฏิบัติ 5 ข้อนี้ ก็มีสิทธิที่สังคมจะตั้งคำถาม
เมื่อถามว่า การเปลี่ยนแปลงตัวเลขบนต้นขั้ววันนี้พอจะเป็นหลักฐาน ที่จะยื่นเพิ่มเข้าไปในคำร้องที่จะยื่น กกต. ผิดตามมาตรา 157 ได้หรือไม่ นายพริษฐ์ กล่าวว่า เหตุผลที่ยังไม่ได้ยื่น ส่วนหนึ่งต้องการมาเก็บข้อมูลในวันนี้ ประเด็นเรื่องของรหัสบนต้นขั้ว เป็น 1 ใน 5 ประเด็น ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอพิสูจน์จากทางเจ้าหน้าที่ ว่าภาพที่ปรากฏจะสะท้อนทุกกรณีที่เกิดขึ้นในวันนี้หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงจะเห็นความแตกต่างในแนวปฏิบัติ
ส่วนมีข้อสังเกตว่าเหตุใดจึงไม่มีตัวเลขในต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อติดตามสถานการณ์ที่ผ่านมา การที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งสามารถเห็นรหัสบนต้นขั้ว ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่อาจจะทำให้การออกเสียงไม่ลับได้ ซึ่งตนมองว่าการเห็นรหัสบนต้นขั้วเป็นสิ่งที่ประชาชนผู้ใช้สิทธิเคลือบแคลง ดังนั้นหากวันนี้มีการใช้บัตรเลือกตั้งที่รหัสตรงกับต้นขั้ว ประชาชนผู้ใช้สิทธิไม่ได้เห็นอีกต่อไป ถือเป็นแนวปฏิบัติที่แตกต่างกัน
ส่วนจะมีการนำไปสู่การตีความว่าเป็นการลงคะแนนแบบลับหรือไม่ลับหรือไม่นั้น นายพริษฐ์ กล่าวว่า การที่จะนิยามว่าลับหรือไม่ลับนั้น มีสองกลุ่มความเห็น คือ กลุ่มที่พรรคประชาชนเห็นด้วยคือ คำว่าลับ หมายถึงไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปไม่ได้เลย ซึ่งไม่ใช่ว่าการตรวจสอบเป็นไปได้ยากหรือง่าย แต่คือการตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่ได้ ซึ่งเป็นความลับที่ผู้ใช้สิทธิรู้ยกเว้นเขาจะไปบอกกับคนอื่น และอีกกลุ่ม คือความเห็นที่ กกต. สนับสนุน คือพยายามจะบอกว่าเป็นลับ แม้จะตรวจสอบได้ แต่เป็นการตรวจสอบได้ยาก
“สิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เราไม่เคยกล่าวหาว่า กกต. จงใจทำการทุจริต แต่การที่มีการเลือกใช้บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด ระบุรหัสใต้บัตร เป็นการเปิดช่องโหว่ ที่ทำให้พรรคการเมืองหรือว่าผู้สมัคร หากรับรู้ระบบจะสามารถออกแบบกระบวนการเพื่อเช็กว่าใครกาให้กับใครได้ ซึ่งจะทำให้การออกเสียงนั้นไม่ลับไปแล้ว ซึ่งสิ่งนี้จะใช้เพื่อประกอบคำฟ้องในมาตรา 157 ด้วย วันนี้ถ้า กกต. มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการ ตนคิดว่าจะเป็นการเพิ่มข้อเท็จ และจะตีความได้ว่า กกต. ยอมรับข้อบกพร่องที่ได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569”
ส่วนกรณีกูรูทางกฎหมายออกมาให้ความคิดเห็นซึ่งอาจจะมีความขัดแย้งในข้อมูล นายพริษฐ์ กล่าวว่า แต่ละคนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน แต่ทางพรรคประชาชนยังแสดงความคิดเห็นเหมือนกับกลุ่มความเห็นที่หนึ่ง ว่าเมื่อเรานิยามคำว่าลับ คือตรวจสอบไม่ได้ ไม่ใช่ตรวจสอบได้ยากหรือไม่ยาก ซึ่งความเห็นของเราสอดรับกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่า ลับ หมายถึงไม่อาจตรวจสอบย้อนกลับไปได้
สำหรับกรอบระยะเวลาดำเนินการประชาชนได้มอบหมายรองหัวหน้าพรรค ในการทำคำฟ้อง ซึ่งใกล้จะเสร็จสมบูรณ์แล้ว และมีแผนที่จะยื่นในสัปดาห์หน้า พร้อมย้ำว่าจะนำข้อเท็จจริงในวันนี้ประกอบในคำฟ้องด้วย.