โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฤดูร้อนปี 69 อันตราย เสี่ยงป่วยฮีทสโตรกพุ่ง ไม่ระวังอาจถึงชีวิต!

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนแล้ว และบางพื้นที่อุณหภูมิอาจแตะ 43°C แต่สิ่งที่อันตรายกว่าคือ “ดัชนีความร้อน” ที่เกิดจากอุณหภูมิรวมกับความชื้น ซึ่งอาจพุ่งเกิน 50°C ได้ เมื่อค่า Heat Index สูงกว่า 41°C จะเพิ่มความเสี่ยงตะคริว เพลียแดด และโรคลมแดด

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องฤดูร้อนปีนี้ คนไทยเสี่ยงโรคลมแดด–ฮีทสโตรกสูงกว่าที่คิด ต้องระวังเป็นพิเศษ

ฤดูร้อนปีนี้ คนไทยต้องเฝ้าระวังอันตรายจากความร้อนมากกว่าทุกปี หลังประเทศไทยเข้าสู่ฤดูร้อนอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 และมีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิในบางพื้นที่อาจพุ่งสูงถึง 43 องศาเซลเซียส ตัวเลขดังกล่าวอาจดูเหมือนเป็นเพียงสถิติทางอุตุนิยมวิทยา แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “อุณหภูมิที่ร่างกายรู้สึกได้จริง” หรือที่เรียกว่า ดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งอาจสูงกว่าค่าที่วัดได้จากเทอร์โมมิเตอร์อย่างมาก และส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง

ดัชนีความร้อนเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิอากาศและความชื้นสัมพัทธ์ โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศไทยมีความชื้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60–75 เปอร์เซ็นต์ เมื่ออากาศร้อนจัดและความชื้นสูง เหงื่อที่ร่างกายขับออกมาจะระเหยได้ช้าลง ทำให้ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความร้อนจึงสะสมอยู่ภายใน ส่งผลให้รู้สึกร้อนอบอ้าว เหนียวตัว และอาจเกิดภาวะอันตรายได้ ตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิจากเทอร์โมมิเตอร์อยู่ที่ 36 องศาเซลเซียส แต่มีความชื้นสูง ค่าดัชนีความร้อนอาจพุ่งเกิน 50 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในระดับอันตรายต่อสุขภาพ

หน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและสาธารณสุขได้แบ่งระดับความเสี่ยงของค่า Heat Index ไว้อย่างชัดเจน ตั้งแต่ระดับเฝ้าระวังที่อาจทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ไปจนถึงระดับอันตรายมาก ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก (Heat Stroke) อย่างเฉียบพลัน โดยเฉพาะเมื่อค่าดัชนีความร้อนเกิน 41 องศาเซลเซียสขึ้นไป ความเสี่ยงต่อการเกิดตะคริวจากความร้อน เพลียแดด และภาวะอวัยวะล้มเหลวจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น การดูแลตนเองในช่วงอากาศร้อนจัดจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนควรดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 2–3 ลิตร โดยไม่รอให้รู้สึกกระหาย หากมีเหงื่อออกมากควรดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่เพื่อทดแทนแร่ธาตุที่สูญเสียไป และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งทำให้ร่างกายขาดน้ำมากขึ้น การสวมเสื้อผ้าสีอ่อน เนื้อผ้าบางเบา และทรงหลวมจะช่วยให้อากาศถ่ายเทได้ดีขึ้น นอกจากนี้ การอาบน้ำเย็นหรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดบริเวณคอ รักแร้ และขาหนีบ ซึ่งเป็นจุดที่มีเส้นเลือดใหญ่อยู่ใกล้ผิวหนัง จะช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้รวดเร็วขึ้น ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แดดแรงที่สุด

ฤดูร้อนปีนี้จึงไม่ใช่เพียงความร้อนตามฤดูกาล แต่เป็นความร้อนที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากขาดความรู้และการป้องกันที่เหมาะสม การเข้าใจดัชนีความร้อนและตระหนักถึงสัญญาณเตือนของร่างกาย จะช่วยให้เราผ่านฤดูร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ลดความเสี่ยงต่อโรคลมแดดและฮีทสโตรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...