ผู้เสียชีวิตโศกนาฏกรรมรถไฟชนกันในสเปนพุ่ง 39 ราย เผยเหตุเกิดบนทางตรง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 19 ม.ค. เกี่ยวกับความคืบหน้าของโศกนาฏกรรมรถไฟความเร็วสูงขบวนหนึ่ง ซึ่งวิ่งมาจากเมืองมาลากา ทางตอนใต้ของสเปน มุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด ที่อยู่ทางตอนกลาง เกิดตกรางใกล้กับเมืองอาดามุซ และไถลข้ามไปยังอีกรางหนึ่ง จนพุ่งชนกับรถไฟความเร็วสูงอีกขบวนที่วิ่งสวนมา เป็นเหตุให้รถไฟขบวนที่สองตกรางเช่นกัน เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา
กระทรวงมหาดไทยของสเปนปรับตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 39 ราย ส่วนจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเป็นอย่างน้อย 123 คน ในจำนวนนี้อย่างน้อย 24 คนมีอาการสาหัส ถือเป็นอุบัติเหตุทางรถไฟในสเปน ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต 80 ราย จากอุบัติเหตุรถไฟหลุดโค้ง ใกล้กับเมืองซันเตียโกเดกอมโปสเตลา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน
ด้านนายออสการ์ ปวนเต รมว.คมนาคมของสเปน กล่าวว่า ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกำลังร่วมกันสอบสวนหาสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งมีปริศนาหลายประการ ในเบื้องต้นพบว่า จุดเกิดเหตุเป็น "ทางตรง" และเพิ่งได้รับการปรับปรุงสภาพทางใหม่ทั้งหมด ส่วนรถไฟขบวนที่ตกรางขบวนแรกเป็นรถที่ใหม่มาก และมีการตรวจสภาพครั้งล่าสุด เมื่อวันพฤหัสบดี หรือสองวันก่อนเกิดเหตุ
หลังเกิดเหตุ การรถไฟสเปน (เอดีไอเอฟ) ประกาศระงับการให้บริการรถไฟความเร็วสูงระหว่างกรุงมาดริดกับเมืองในแคว้นอันดาลูเซียได้แก่ กอร์โดบา, เซบียา, มาลากา และอูเอลบา ตลอดทั้งวันจันทร์ที่ 19 ม.ค. เป็นอย่างน้อย ด้านหน่วยงานหลายแห่งร่วมกันจัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกด้านข่าวสาร และดูแลญาติของผู้ประสบภัย ตามสถานีรถไฟหลายแห่งที่อยู่ใกล้เคียง
ขณะที่สำนักพระราชวังสเปนออกแถลงการณ์ว่า สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลตีเซีย ทรงติดตามสถานการณ์ด้วยความกังวลพระราชหฤทัยอย่างยิ่ง พร้อมทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต และทรงอธิษฐานให้ผู้ได้รับบาดเจ็บฟื้นตัวโดยเร็ว
ส่วนนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ผู้นำสเปน แถลงแสดงความเสียใจ และกำชับหน่วยงานทุกแห่งที่เกี่ยวข้องร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสืบสวนสอบสวนเพื่อค้นหาสาเหตุ
ทั้งนี้ สเปนถือเป็นประเทศซึ่งมีโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป โดยมีเส้นทางเฉพาะมากกว่า 3,000 กิโลเมตร เชื่อมต่อเมืองสำคัญทั่วประเทศ.
เครดิตภาพ : REUTERS