เทียบนโยบายอุตฯ 5 พรรคการเมืองใหญ่ สู้ศึกเลือกตั้ง ดัน New S-Curve ขยายท่าเรือ ปลุกจีดีพีโต 5%
ศึกเลือกตั้ง2569 กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยที่การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการถูกกำหนดขึ้นวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้านอกเขตจะได้ใช้สิทธิ์วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569
แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการดึงดูดใจประชาชนให้กากบาทเลือกตั้งก็คือนโยบายของพรรคด้านต่าง ๆ ซึ่ง “ฐานเศรษฐกิจ” ได้มีการนำเสนอมาอย่างต่อเนื่อง
ในโอกาสนี้จะขอนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับการผลักดันนโยบายด้านอุตสาหกรรม ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการผลักกันเศรษฐกิจไทย หรือจีดีพี (GDP) ให้เติบโต
ภูมิใจไทยดัน New S-Curve
เริ่มกันที่นโยบายของพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถูกวางตัวในตำแหน่งเดิมของพรรคภูมิใจไทยอีกสมัย ระบุเป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของพรรคอีก 4 ปีข้างหน้า จะใช้แนวทางเศรษฐกิจ 10 Plus เพื่อผลักดันการเติบโตให้ไม่ต่ำกว่า 3% หรือคือนโยบาย 3% Plus
สำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ (New S-Curve) ประกอบด้วยการเกษตรสมัยใหม่ (Smart Agriculture) ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), ระบบ Automation, Data Center เพื่อเป็นฐานของเอไอ (AI) และอุตสาหกรรม Wellness และการแพทย์ครบวงจร โดยมีเงื่อนไขสำคัญต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีให้คนไทย และดึง SMEs เข้าซัพพลายเชนระดับโลก
นายเอกนิติ ระบุว่า ศักยภาพการเติบโตลดลงต่อเนื่องจากเคยเติบโต 5% ในช่วงหลังปี 2540 แต่ปัจจุบันเหลือ 2.7% และปีนี้อาจเติบโตเพียง 1.5% สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้าง
ส่วนจะผลักดันเศรษฐกิจกลับไปเติบโตระดับ 4-5% ต้องเพิ่มสัดส่วนการลงทุนรวมให้ใกล้เคียงอดีตที่ระดับ 40% ของ GDP ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียง 23% โดยมีโครงการที่รอลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ (BOI) สูงถึง 480,000 ล้านบาท ซึ่งหากปลดล็อกผ่านโครงการ BOI Fast Track จะช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้เติบโตมากกว่า 1.5% รวมทั้งทำให้เศรษฐกิจปีต่อไปเติบโตมากกว่าระดับปัจจุบัน
ขณะที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะพร้อมใช้กองทุน Thailand Future Fund มาระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ
เพื่อไทยใช้ AI หนุนการแพทย์-อาหาร
นายยศนันท์ วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ระบุว่า นโยบายเครื่องยนต์เศรษฐกิจอยู่บนหลักการที่ไทยต้องมี Flagship ที่ชัดเจนในการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ โดยไทยควรผลักดันเป็นศูนย์กลาง AI แต่ใช้เฉพาะด้านที่มีความถนัด และได้เปรียบ เช่น อาหารและ Wellness Economy
ด้านการเกษตรมีรากฐานสำคัญและมีความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งเป็นต้นน้ำของอาหารและวัสดุขั้นสูง ซึ่งไม่ควรทิ้งสิ่งที่เก่ง ดังนั้น นโยบายต้องมุ่งเน้นเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) และเพิ่มมูลค่าสูงขึ้น โดยทำให้ห่วงโซ่อุปทานครบวงจร และใช้ AI มาเสริมด้านอาหารเพื่อให้ไทยเป็นอันดับ 1 ของโลก
ส่วนการแพทย์ควรส่งเสริมให้เกิด Medical AI Hub โดยไทยต้องมุ่งเน้น Data Center สำหรับ Medical AI ไม่ใช่เป็นเพียงฐาน Data Center ทั่วไป เพราะมีข้อจำกัดพลังงานและอาจไม่ได้มูลค่าเพิ่ม โดยโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ต้องถูกสร้างแบบ Project Base ที่ตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งการเป็นศูนย์กลางด้านนี้จะทำให้เข้าถึงข้อมูลและใช้ประโยชน์จากข้อมูลด้านการแพทย์ก่อนประเทศอื่น
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และแคนดิเดตนายรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมีนโยบายยกระดับเป็นประเทศรายได้สูง และเพิ่ม GDP โตปีละ 5% โดยมียุทธศาสตร์ด้าน GEOECONOMICS ผ่านนโยบายการค้าและการคลัง รวมถึงยกระดับเทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อไม่ให้เราตกขบวนห่วงโซ่อุปทานของโลกร่วมสมัย
พรรคประชาชาติขยายท่าเรือระนอง-เพิ่มสนามบิน
นายรุ่งเรือง พิทยศิริ ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ เปิดเผยถึงนโยบายเศรษฐกิจที่นำเสนอต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ว่า รากฐานของพรรคประชาชาติมาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้(ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) ชาวบ้านได้รับผลกระทบมาก จากทั้งเหตุความไม่สงบ และปัญหาเศรษฐกิจ สิ่งแรกเราต้องไปดูแล ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องจิตใจ ชาวบ้านมีปัญหาเรื่องการทำกิน และเด็กเยาวชนไม่ได้เข้าสู่ระบบ จึงต้องเข้าไปบรรเทาและทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น
นโยบายการดูแลคุณภาพชีวิตชาวบ้าน จะประกอบด้วย การฟื้นโครงการกองทุนหมู่บ้าน เรียกว่าโครงการกองทุนหมู่บ้านสันติภาพเหมือนกับกองทุนหมู่บ้านสมัยก่อน จะใช้กับ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ที่ได้รับผลกระทบ เป้าหมายไม่ได้เป็นเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการบรรเทา เด็กขาดโอกาส และเนื่องจากเป็นพื้นที่มีมุสลิมจำนวนมาก กิจกรรมของชาวมุสลิม เช่น การไปประกอบพิธีฮัจย์ จะหาแนวทางให้เขาไปฮัจย์ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง จากปัจจุบันสูงถึงหัวละ 3 แสนกว่าบาท
รวมทั้งเรื่องฮาลาล จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล อาหารเป็นเรื่องลึกซึ้งมาก และไม่ใช่แค่เรื่องอาหาร แต่ยังมี Supply chain บริการต่าง ๆ รวมไปถึงอุตสาหกรรมหลายอย่าง แม้กระทั่งยา ได้พูดคุยกับนักธุรกิจไทยมุสลิม สมาคมนักธุรกิจไทยมุสลิม ซึ่งมีความชำนาญเรื่องมาตรฐานฮาลาล มีคณะกรรมการกลางอิสลามฯกำกับ พรรคประชาชาติจะเข้าไปเวิร์คเอาท์ ยกระดับการทำงานและเข้าสู่มาตรฐานมากขึ้น ขยายตลาดส่งออก เช่น ซาอุดิอาระเบีย ต้องการผลิตภัณฑ์ฮาลาลเยอะ ต้องทำให้ประเทศไทยเข้าไปสู่ตลาดเหล่านี้
ปัจจุบันปัญหาที่ควรแก้ไขโดยด่วนคือภาคผลิต การลงทุนภาคเอกชนติดลบหนัก ต้องช่วย เพราะส่งผลต่อการจ้างงาน จนถึงการใช้จ่ายของประชาชนในภาพรวม ต้องดูมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตให้ลงทุนขยายตัว ต้องหารือกับภาคเอกชนผู้ผลิต จะใช้โมเดลของจีนหรือที่ใช้วิธีอุดหนุนเลย แจกเครื่องใช้ไฟฟ้าให้ประชาชน เพื่อเพิ่มกำลังผลิต แต่ไทยจะทำแบบจีนได้หรือไม่ ก็จะมีปัญหาในเรื่องของไม่โปร่งใสขึ้นมา แต่จีนเดินแบบนี้
หลังจากนี้พรรคจะเข้าไปหารือกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อแลกเปลี่ยนนโยบาย พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน
นโยบายเศรษฐกิจหลักของพรรค จะมุ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม เพราะไทยพึ่งการส่งออก 60% สินค้าหลักคือภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกันการลงทุนจากต่างชาติในภาคอุตสาหกรรม จะส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาคใหญ่และระยะยาว เพิ่มการจ้างงานในประเทศ ตั้งเป้าเพิ่มจีดีพีในพื้นที่ 3 จังหวัด ไม่ต่ำกว่า 10% หรือมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท จากมูลค่าจีดีพี 3 จังหวัดในปัจจุบันระดับ 2 แสนล้านบาท
โดยจะเดินหน้า 3 ส่วนหลัก ประกอบด้วย
1.สนับสนุนให้มีการจัดตั้งเขตอุตสาหกรรม มุ่งเน้นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ ชิป เชื่อมกับเขตอุตสาหกรรมชิป ของมาเลเซียที่ดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งรัฐบาลมาเลเซียสนับสนุน เพื่อให้พื้นที่มาเลเซียและไทย เป็นฮับการผลิตของภูมิภาค
โดยรูปแบบจะเป็นดิวตี้ฟรี และฟรีพอร์ต จะไม่มีการเก็บภาษีธุรกิจ ภาษีรายได้ ส่วน sales tax ต้องดูรายละเอียดต้องหารือกรมสรรพากร มั่นใจนักลงทุนสนใจเข้าลงทุนจำนวนมาก จะช่วยยกระดับภาคผลิตของไทย ปัจจุบันมาเลเซียมีเขตอุตสาหกรรมไฮเทค ทำด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีมาสเตอร์แพลนเรื่องซุปเปอร์ชิปอยู่แล้ว จากศักยภาพของไทยสามารถทำได้ ยิ่งการลงทุนใน 3 จังหวัดที่ใกล้กับมาเลเซียจะยิ่งเป็นประโยชน์กับ 2 ประเทศ เชื่อมซัพพลายเชนกัน
2.อีกส่วนที่พรรคจะดำเนินการควบคู่กัน คือ ท่าเรือ ประมาณ 10 ปีแล้วที่ภาคใต้ไม่สามารถสร้างท่าเรือใหม่ได้ เพราะติดกฎหมาย EHIA และ EIA อย่างฝั่งยะลาก็เกิดไม่ได้ ท่าเรือที่มีก็เต็มหมด แข่งขันกับปีนังไม่ได้ มองกลับมาที่ท่าเรือคลองเตย ท่าเรือแหลมฉบัง ก็เต็มหมดแล้ว ขณะที่ตลาดยังมีอีกมาก โดยเฉพาะอินเดียที่เป็นรองแค่จีน
ดังนั้นจะพัฒนาขยายท่าเรือระนอง ที่ตอนนี้ยังเล็กมาก สามารถพัฒนาได้ แก้ไขจุดติดขัด ประกอบกับท่าเรือระนองอยู่ในทำเลที่ดี ไม่ไกลจากสายรถไฟที่ชุมพร การขนส่งไม่โหดร้าย และยังไม่ไกลจากแหลมฉบัง มีเส้นรถไฟเชื่อมต่อกันได้ ดังนั้นจะพัฒนาท่าเรือระนองเป็นท่าเรืออุตสาหกรรม จากการหารือกับเอกชน ทั้งสภาธุรกิจตลาดทุน นักธุรกิจ ต่างเรียกร้องให้มีเพื่อรองรับการส่งออกของไทย
3.จะพัฒนาสนามบินเพิ่มอีก 2 แห่ง คือ 1.สนามบินปัตตานี มีสนามบินอยู่แล้ว แต่ทหารขอใช้ ปัจจุบันไม่ได้ใช้เท่าไหร่กำลังขอให้กระทรวงคมนาคมรับคืนด้วยซ้ำ จะดูว่าควรจะอัพเกรดยังไง ถ้าอัพเกรด 3 จังหวัดจะเพิ่มขีดความสามารถของ 3 จังหวัด
2.สนามบินเบตง ตอนนี้มีไฟล์ทอยู่บ้างแล้ว ทั้งสองสนามบินนี้เป็นของกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังช่วยให้การท่องเที่ยวในพื้นที่ 3 จังหวัดขยายตัว จะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน
“ถ้าโครงการพวกนี้ ทั้งเขตอุตสาหกรรม ท่าเรือ สนามบิน เดินหน้าไปได้ จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะเขตอุตสาหกรรม เพราะจะช่วยเศรษฐกิจไทยทั้งในพื้นที่ และภาพรวมประเทศอย่างมาก”
พรรคประชาชนเร่งลงทุนพลังงาน 5 แสนล้าน
นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กล่าวว่า พรรคประชาชนตั้งเป้า GDP ขยายตัว 3.5% ภายใน 4 ปี เมื่อเป็นรัฐบาล เพราะการเติบโตเศรษฐกิจต้องมาจากการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันที่ใช้เวลาและเห็นผลเร็วสุดใน 4-5 ปีข้างหน้า ส่วนระยะต่อไปจะรักษาการเติบโตไปสู่ระดับ 4% อย่างสม่ำเสมอ
สำหรับเครื่องยนต์การลงทุนสำคัญมองอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน อุตสาหกรรมการแพทย์ และการลงทุนเพื่อสนับสนุน SMEs
ทั้งนี้นโยบายพลังงานและการปฏิรูปโครงสร้างไฟฟ้า (Smart Grid) ซึ่งจะสร้างวงจรการลงทุนใหม่ (Investment Cycle) โดยจะใช้เงินลงทุน 4-5 แสนล้านบาท ภายใน 10 ปี โดยเน้นอัปเกรดระบบสายส่งเป็น Smart Grid และเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าเป็นระบบดิจิทัลกว่า 30 ล้านตัว มีราคาตัวละ 2,000 บาท เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าเสรี ที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันในตลาดไฟฟ้า
ประชาธิปัตย์ขับเคลื่อน GDP โตแบบขั้นบันได
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจให้โตตามศักยภาพที่ควรเป็น 5% ต่อปี เป็นเป้าหมายที่วางไว้ภายใน 4 ปีที่เป็นรัฐบาล ซึ่งวางแผนเติบโตแบบขั้นบันได
ทั้งนี้หากได้เป็นรัฐบาลต้องประคอง GDP ที่ระดับ 2% หากสร้างความเชื่อมั่นและการบริหารเศรษฐกิจมหภาคได้ชัดเจนจะขยับเป็น 3% ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 3-4% ในปี 2571 จนถึงเป้าหมาย 5% เมื่อทุกอย่างลงตัว โดยสิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนวิธีคิดภาครัฐให้เป็นผู้เปิดทาง (Enabler) แทนเป็นผู้ขวางการทำงานภาคเอกชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจและการลงทุน รวมทั้งต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาปฏิรูประบบราชการเพื่อลดต้นทุนและสร้างประสิทธิภาพในการทำงานให้มากขึ้น
สำหรับเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่จะผลักดัน GDP ขยายตัว 5% ต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารที่มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท ให้เติบโตเป็น 5 ล้านล้านบาท ในระยะเวลาไม่นาน ซึ่งสาขาที่มีศักยภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมอาหารพรีเมียม โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงที่ส่งออกโตถึงปีละ 20% เพราะควบคุมได้ตั้งแต่ต้นน้ำภาคเกษตรไปจนถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ต้องเร่งสร้าง Green Transition เพราะการลงทุนมหาศาลจะเกิดขึ้นจากการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อลดคาร์บอน และการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งจะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศที่ยั่งยืน