เรื่องร้อนใกล้เลือกตั้ง
ร้อนฉ่า…
บรรดาพรรคการเมือง นักการเมืองระวังกันให้ดีครับ…
ยิ่งใกล้เลือกตั้ง จะมีรายการแฉชนิดแก้ตัวไม่ทันออกมาวันละหลายรอบ
ทั้งของจริง ทั้งเอไอ ใครแยกออกก็แล้วไป ใครแยกไม่ออกตกเป็นเหยื่อไปตามระเบียบ
การเมืองมันโหดร้ายครับ!
วานนี้ (๕ กุมภาพันธ์) เพจ CSI LA โพสต์ข่าวเขย่าวงการเมือง
"…วงในส่งข้อมูลว่า มีนักการเมืองไทยระดับรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ชื่อย่อBig ส.
ซื้อเครื่องบินส่วนตัวGulfstream G550 จาก เบน สมิธ
มูลค่าจริงราว ๘๐๐ ล้านบาท ผ่อนเดือนละ ๑๐๐ ล้าน แต่แจ้งต่อ ป.ป.ช. ว่าซื้อมาเพียง ๓๐ ล้านบาท
บนตัวเครื่องยังมีอักษรย่อชื่อ-นามสกุลSRJ
ล่าสุดสายข่าวแจ้งว่า เครื่องบินลำนี้ถูกใช้งานบินลำเลียงกระสุนไปยังเป้าหมายต่าง ๆ ในทางภาคเหนือและอีสาน
จึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยตรวจสอบเส้นทางการได้มาของPrivate Jet ของBig ส. ว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีความเชื่อมโยงกับนายทุนเทาหรือขบวนการผิดกฎหมายหรือเปล่า…"
ในโซเชียลเขาไปถามเอไอว่าเป็นของใคร ข้อมูลไหลมาเป็นทะเลเลยครับ
เอาคร่าวๆ ว่าถือครองตั้งแต่ปี ๒๕๖๗ แสดงมูลค่าในบัญชีทรัพย์สินไว้ที่ ๓๐ ล้านบาท
สถานะการจดทะเบียน : ข้อมูลจาก สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ระบุสถานะการจดทะเบียนในประเทศไทย (Thailand Aircraft Register) เป็นเครื่องบินส่วนตัว (Private Aircraft)
รุ่นและประสิทธิภาพ : เป็นเครื่องบินเจ็ตขนาดใหญ่ที่ผลิตโดย Gulfstream Aerospace สามารถบินระยะไกลข้ามทวีปได้ และรองรับผู้โดยสารได้สูงสุดถึง ๑๙ คน
ข้อเท็จ มีอดีตรัฐมนตรีคนหนึ่งแจ้ง ป.ป.ช.ว่ามีเครื่องบินมูลค่า ๓๐ ล้านจริง
แต่…ที่มันจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ คือซื้อมาจากเบน สมิธ จริงหรือเปล่า
รวมทั้งขนกระสุนไปภาคเหนือ อีสาน ก็ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ เพราะไม่มีหลักฐานยืนยัน
แต่ในทางการเมืองมีผลครับ
จะมากน้อยแค่ไหน คาดการณ์ยาก เพราะการเมืองไทยมันซับซ้อน จนไม่สามารถเอาตำราฝรั่งมาเป็นเกณฑ์ตัดสินใจ
เป็นเรื่องแปลกที่ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีกระแสยี้การซื้อขายเสียงเยอะกว่าการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา
ขณะเดียวกันมีกระแสข่าวว่าเลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อเสียงกันมากเป็นประวัติการณ์
ต้องใบเทา ๒ ใบเท่านั้น
ใครให้ต่ำกว่าเตรียมสอบตก
ที่สำคัญทุกพรรคพูดตรงกันว่า ไม่มีการซื้อเสียง!
คนซื้อ คนขาย ต่างก็รู้อยู่แก่ใจ เลือกตั้งกี่ครั้งก็ทำแบบนี้มาตลอด ฉิบหายแล้วฉิบหายอีก แต่ก็ยังไม่เลิกนิสัยสันดานเดิมกันเสียที
ครั้งนี้ถ้ายังซื้อขายกันดุ ผลที่ตามมาก็อย่าโทษใครครับ หัดโทษตัวเองเสียบ้าง
ครับ นอกจากเรื่องซื้อขายเสียงแล้ว ยังมีเรื่องการหาเสียงด้วยความเท็จ
ประเด็นนี้มีเยอะครับ พรรคการเมืองถึงได้ตอบโต้กันไฟแลบ
แต่มีอยู่ประเด็นหนึ่ง คนของพรรคการเมืองสร้างความเข้าใจผิดให้กับสังคมไทยมานาน มีการบิดเบือนแม้กระทั่งหลักคำสอนของพระราชา
"มนตรี ศรไพศาล" อดีตนักเคลื่อนไหว อดีตผู้บริหารภาคเอกชน โพสต์ถึงประเด็นนี้ครับ…
"…วันก่อนผมอยากศึกษารากฐานความคิดของพรรคการเมืองรุ่นใหม่ แล้วผมพบคลิปสาธารณะคลิปหนึ่ง เรื่อง 'ธนาธรวิจารณ์เศรษฐกิจพอเพียง' https://youtu.be/JQstRILZfm0?si=4tuOtB1Evhf0Juzc ผมจึงเข้าใจว่าเป็นพรรคที่สร้างรากฐานความคิดแบบ 'สร้างความแตกแยก' และผมไม่สบายใจมาก
ผมยอมรับไม่ได้! กับการ 'ใส่ร้ายด้วยความเท็จ' ต่อหลักคำสอน 'เศรษฐกิจพอเพียง' ผมผ่านวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง และเห็นว่า นี่เป็น ๑ ใน ๓ คำสอนที่ผมรัก และถือว่าเป็น 'พระสุรเสียงส่องทาง' คนไทยทุกคนอย่างดี คือ
๑.หลักเศรษฐกิจพอเพียง 'ให้ พอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้อาจจะมีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น'
๒.บทเรียน 'พระมหาชนก' สอนให้มีความเพียร พัฒนาตนเองไม่หยุด แล้วจะประสบความสำเร็จ
๓.'รู้รักสามัคคี' ในความขัดแย้งช่วงพฤษภาทมิฬ พระองค์ทรงเตือนสติให้หันหน้าเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน ไม่เช่นนั้นจะมีแต่ฝ่ายแพ้คือประเทศชาติและประชาชน
เป็นคำสอนอันเป็นดัง 'แสงส่องทาง' คนไทยประกอบกัน
ผมยอมรับไม่ได้! กับการที่มีคำพูดบิดเบือน สร้างความแตกแยกชิงชังว่า 'เป็นไพร่ก็เป็นไพร่ไป' ซึ่งเป็นเท็จอย่างมาก ผมเกิดในแผ่นดินยุคในหลวง ร.๙ ในครอบครัวที่พ่อแม่ยากจน เช่าบ้านเขาอยู่ ค้าขายอย่างขยันขันแข็ง เลี้ยงลูกมาอย่างเข้มแข็ง สนับสนุนให้มีการศึกษากันทุกคน ผมสอบเข้าวิศวะ จุฬาฯ ได้ที่ ๑ ประเทศไทย ไม่มีเส้นสาย ไม่ต้องพึ่งอภิสิทธิ์ชนใดๆ และเข้า MBA ธรรมศาสตร์ ได้ที่ ๑ เช่นกัน ผมใช้ชีวิตพอเพียง หมั่นเพียรตลอดชีวิต และรู้รักสามัคคีเสมอ ทำให้ชีวิตดีขึ้นเรื่อยๆ
สังคมนี้ดี เป็นประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทรงอยู่เหนือการเมือง ประชาชนได้ใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผมได้รับเลือกตั้งเป็นนายก อบจ. ปี ๒๕๒๗ ก็โปร่งใส ไม่มีความเครียด โกรธเกลียด แตกแยก
ผมเริ่มสนใจการเมืองมาก สมัยร่วมต่อต้านรัฐประหารสมัย 'พฤษภาทมิฬ' ผมอยู่ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยซึ่งตั้งขึ้นในสมัยนั้น ผมรักประชาธิปไตย และต้องการอย่างที่จะปกป้องประชาธิปไตยให้สุจริต ไม่ถูกใช้เป็น 'ธุรกิจการเมือง' ของนายทุน เพื่อหาประโยชน์อันมิชอบ และสู้โกง ในฐานะประชาชนคนรักประชาธิปไตยมาทุกยุคทุกสมัย
ผมได้รับพระคุณแผ่นดินจนทุกวันนี้ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่า คำสอน 'หลักเศรษฐกิจพอเพียง' จะถูกบิดเบือน สร้างอารมณ์ โกรธเกลียดชิงชัง ทำให้เกิดความแตกแยกได้ขนาดนี้ จึงขอสรุปว่า
ผมยอมรับไม่ได้! กับการสร้างรากฐานการเมือง ด้วยการใส่ร้าย 'หลักเศรษฐกิจพอเพียง' ด้วยความเท็จ เช่นนี้ครับ…"
ก่อนนี้มีหมอรามาฯ คนหนึ่งบอกว่า รักในหลวง ร.๙ แต่จะเลือกพรรคส้ม เป็นตรรกะที่ย้อนแย้ง เพราะท่าทีพรรคส้มต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้เป็นมิตร
ที่จริงมีคนคิดแบบหมอรามาฯ อยู่ไม่น้อย
เบื่อการเมืองในปัจจุบัน อยากได้คนรุ่นใหม่มาลองบริหารประเทศดูบ้าง
ขณะที่พรรคส้มออดอ้อน ขอบริหารประเทศ ๔ ปี ถ้าทำไม่ได้ไม่ต้องเลือกอีก
ประหนึ่งว่าประเทศกลายเป็นสนามทดลองงานของนักการเมืองไปเสียชิบ
มีโพสต์สั้นๆ แชร์ว่อนในโลกออนไลน์
"…ผมคุยกับเพื่อนTG ที่ชอบส้ม
เขาบอกอยากให้โอกาสส้มได้เป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ขนลุกเลย
ผมเลยถามว่าขอโอกาสให้ผมได้ขับเครื่องบินที่คุณทำงานได้ไหม ถ้าบินไม่ดีค่อยไล่ผมออก ความเงียบได้กินเวลาไป ๓๐ นาที…"
จะลองมั้ยครับ.