โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MAJOR ปิดจอ (หนัง) กัมพูชา.!

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.พ. เวลา 10.20 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. เวลา 23.50 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2568 ลากยาวมาถึงปัจจุบัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงเมื่อใดนั้น แน่นอนว่านอกจากจะส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนของทั้งสองประเทศโดยตรงแล้ว ยังทำให้ภาคธุรกิจไทยที่ไปลงหลักปักฐานในประเทศกัมพูชาเริ่มคิดทบทวนว่าจะไปต่อหรือพอแค่นี้..??

ที่ชัดแล้วก็กรณีบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ ORที่ประกาศไม่ไปต่อ…เตรียมถอนทัพการลงทุนจากกัมพูชา..!!

ส่วนอีกรายเห็นจะเป็นเจ้าพ่อโรงภาพยนตร์ อย่างบริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAJOR ซึ่งประกาศพอแล้ว เพียงพอแล้วกับตลาดกัมพูชา..!!

เลยเป็นที่มาของการกดปุ่มไฟเขียวให้บริษัทลูกที่ชื่อบริษัท เมเจอร์ โฮลดิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (MHD) ขายเงินลงทุนทั้งหมดที่ถือในบริษัท เมเจอร์ แพลตินัม ซีนีเพล็กซ์ (แคมโบเดีย) จำกัด (MPC) สัดส่วน 70% ในราคาหุ้นละ 734.89 ดอลลาร์สหรัฐ หรือเทียบเท่าหุ้นละ 23,043.06 บาท คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 5.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 161.30 ล้านบาท ให้กับ SABAY DIGITAL GROUP PTE. LTD.

ส่วนสาเหตุที่ขาย MAJOR ระบุชัดว่า “เพื่อลดผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่มบริษัทจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดกัมพูชา โดยในปี 2568 รายได้จากธุรกิจในประเทศกัมพูชาลดลง 29% มีรายได้อยู่ที่ 380 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีรายได้ 553 ล้านบาท จากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน และกระแสการรณรงค์ไม่สนับสนุนสินค้าและบริการจากบริษัทไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ และยังมีความไม่แน่นอนต่อเนื่องในปี 2569” น่าเห็นใจจริง ๆ…

เรียกว่าเป็นการปิดความเสี่ยงก่อนจะสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้ว่างั้น..!!

หลายคนอาจสงสัยว่า MAJORเข้าไปลงหลักปักฐานธุรกิจในกัมพูชาแต่หนใด..??

ก็ตั้งแต่เกิดกระแสเห่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ซึ่งใคร ๆ ก็อยากบุกตลาด AEC ที่มีประชากรรวมกันว่า 680 ล้านคน โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) ซึ่งตอนนั้นถูกมองว่ามีแนวโน้มเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง นั่นแหละ…

โดยราวปี 2557 MAJORได้ส่ง MHD ไปเกี่ยวก้อยกับบริษัท แพลตินั่ม ซีนีเพล็กซ์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในกัมพูชา ร่วมจัดตั้ง MPC ขึ้นมา เพื่อเปิดให้บริการโรงภาพยนตร์แบรนด์ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ซึ่งเป็นโรงภาพยนตร์หรูระดับเวิลด์คลาส 7 โรง และโบว์ลิ่ง 13 เลน ในประเทศกัมพูชา

ก็น่าเห็นใจอ๊ะนะ เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา เลยเป็นที่มาของการปิดจอโรงหนังในกัมพูชาให้รู้แล้วรู้รอด…

ส่วนจะปิดจอถาวรหรือแค่ชั่วคราว..?? คงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่ะมั้ง..??

ขณะที่ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์ประเมินว่า MAJOR มีโรงภาพยนตร์ในกัมพูชา 6 สาขา 33 โรงภาพยนตร์ คิดเป็น 3.8% ของโรงภาพยนตร์ทั้งหมดที่ MAJOR มี 187 สาขา 863 โรงภาพยนตร์ ในเชิงรายได้จากธุรกิจในกัมพูชา คิดเป็นสัดส่วน 3% ของรายได้รวม

จึงไม่น่าแปลกใจที่เห็นงบปี 2568 ของ MAJOR กำไรสุทธิเหลือแค่ 631 ล้านบาทลดลง 113 ล้านบาท หรือลดลง 15%เทียบกับปี 2567 ที่มีกำไรสุทธิ 744 ล้านบาท และมีรายได้รวม 7,631 ล้านบาท ลดลง 135 ล้านบาท หรือลดลง 2% เทียบกับปี 2567 ที่มีรายได้รวม 7,767 ล้านบาท ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากรายได้จากตลาดกัมพูชาที่หายไป…

ขณะที่การตัดขายธุรกิจในกัมพูชาไป…จะทำให้ MAJORไม่ต้องพะว้าพะวงกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ไม่รู้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อไหร่..?? ขืนทู่ซี้เก็บไว้ต่อไป เผลอ ๆ อาจต้องตั้งสำรองฯ ก้อนโต มาฉุดงบการเงินให้มีตำหนิก็ได้นะ

อย่างน้อย ๆ ขายทิ้งไปได้กระแสเงินสด 161.30 ล้านบาท มาเติมสภาพคล่อง จะนำไปชำระหนี้ ไปลงทุนขยายสาขา หรือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน ก็ว่ากันไป…

ว่าแต่จะมีใครถอนสมอจากกัมพูชาอีกป๊ะเนี่ย..??

เพราะคงไม่มีแค่ ORกับ MAJORหรอก…เชื่อหัวไอ้เรืองสิ

เท่าที่ไล่ดูมีอีกหลายบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ยังไม่แสดงตัว…ก็เท่านั้น

…อิ อิ อิ…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...