The Secret Garden: ถอดรหัส “ดอกไม้ประจำแบรนด์” สัญลักษณ์ความหรูหราที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา
ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและวงการจิวเวลรีชั้นสูง “ดอกไม้” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ลวดลายสวยๆ ที่ทำให้เสื้อผ้าหวานขึ้นหรือเครื่องประดับละมุนขึ้นเท่านั้น แต่มันคือภาษาที่แบรนด์ใช้เล่าเรื่องตัวตน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อบางอย่างที่ถูกสืบทอดจนกลายเป็นดีเอ็นเอประจำแบรนด์ ดอกไม้บางชนิดถูกเลือกเพราะรูปทรงที่สมบูรณ์แบบราวงานสถาปัตยกรรม บางชนิดถูกยกให้เป็นเครื่องรางนำโชค บางชนิดคือลายเซ็นเชิงกราฟิกที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการปลอมแปลง และบางชนิดถึงขั้นมีสายพันธุ์จริงที่ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่คนของแบรนด์เอง เมื่อดอกไม้กลายเป็นรหัสลับ แฟชั่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องความงาม แต่คือการทำให้ “ธรรมชาติ” กลายเป็นสัญลักษณ์อมตะที่ไม่มีวันโรยรา
LOUIS VUITTON –Monogram Flower: ดอกไม้เรขาคณิตที่เกิดจากยุคแห่งรหัสและการต่อต้านของปลอม
ดอกไม้ของ Louis Vuitton ไม่ได้มาเป็นกลีบอ่อนๆ แบบสวนอังกฤษ แต่เกิดเป็นดอกไม้เชิงกราฟิกในระบบโมโนแกรมที่โลกจดจำได้ในเสี้ยววินาที ลาย Monogram ถูกสร้างขึ้นในปี 1896 โดย Georges Vuitton เพื่อยกระดับเอกลักษณ์แบรนด์และช่วยรับมือปัญหาการปลอมแปลงในยุคที่งานหรูเริ่มถูกลอกเลียนได้ง่าย แก่นความงามของมันถูกอธิบายผ่านบริบทศิลปะยุคปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งแรงบันดาลใจจากลวดลายแบบนีโอโกธิกและอิทธิพล Japonism ที่กำลังเป็นกระแสในยุโรป ทำให้ดอกไม้ของหลุยส์ วิตตองไม่ได้เป็นแค่ดอกไม้ แต่เป็นผลผลิตของยุคสมัยที่ศิลปะ การเดินทาง และการค้าข้ามวัฒนธรรมกำลังบานสะพรั่ง และเมื่อเวลาผ่านไป Monogram Flower ก็เบ่งบานออกจากผืนผ้าใบ สู่โลกจิวเวลรีอย่างชัดเจนผ่านไลน์ Idylle Blossom ที่แบรนด์ระบุถึงการต่อยอดจาก Monogram Flower ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1896 นี่คือดอกไม้ที่พิสูจน์ว่าความหรูบางแบบไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องด้วยความอ่อนหวาน แค่มีรูปทรงที่ถูกต้องก็กลายเป็นตำนานได้
GUCCI – Flora: สวนสวรรค์ที่ถูกวาดเพื่อเจ้าหญิง และกลายเป็นตำนานบนผ้าไหม
Flora ของ Gucci คือหนึ่งในลายดอกไม้ที่ถูกเล่าเรื่องได้แฟชั่นที่สุด เพราะมีจุดเริ่มต้นจากโมเมนต์แห่งการให้ของขวัญ ในปี 1966 เมื่อเจ้าหญิง Grace Kelly มาเยือนกุชชี่และ Rodolfo Gucci ต้องการมอบสิ่งพิเศษให้ จึงให้ศิลปินอย่าง Vittorio Accornero สร้างสรรค์ลาย Flora ที่ประกอบด้วยดอกไม้และพืช 43 ชนิด (และองค์ประกอบอื่นๆ ในงานภาพ) จนกลายเป็นผลงานที่ทั้งอลังการและซับซ้อนแบบงานศิลป์เต็มตัว ความพิเศษของ Flora ไม่ได้อยู่แค่ความแน่นของรายละเอียด แต่อยู่ที่อารมณ์อิตาเลียนลักชัวรีที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ความเฟื่องฟู และความโรแมนติกแบบไม่กลัวเยอะ และเมื่อเวลาผ่านไปลาย Flora ก็ถูกนำกลับมาตีความซ้ำในหลายยุคหลายสมัย ซึ่งพิสูจน์ว่าดอกไม้ที่ดีพอจะไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา
VAN CLEEF & ARPELS – Alhambra (Clover): ความโชคดีที่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องประดับ
ถ้าพูดถึง “ความโชคดี” ในภาษาไฮจิวเวลรี ชื่อของ Van Cleef & Arpels มักถูกยกขึ้นมาเสมอ โดยเฉพาะ Alhambra ที่กลายเป็นไอเท็มไอคอนิกระดับโลก พร้อมประโยคอมตะที่ Jacques Arpels ชอบกล่าวว่า “To be lucky, you must believe in luck.” เมซงระบุด้วยว่าในปี 1968 พวกเขาสร้าง Alhambra long necklace รุ่นแรกที่ประกอบด้วยมอติฟทรงโคลเวอร์ (clover-shaped motifs) 20 ชิ้น ทำจากทองเหลืองอ่อนแบบมีรอยพับ (creased yellow gold) และขลิบด้วยเม็ดบีดทอง (gold beads) จนกลายเป็น “token of luck” ที่คนทั้งโลกจดจำ เรื่องเล่าของ Jacques ที่ชอบเก็บใบโคลเวอร์สี่แฉกและมอบให้คนรอบตัวจึงไม่ใช่แค่โรแมนติก แต่ทำหน้าที่เหมือนต้นกำเนิดของการออกแบบที่ทำให้ความโชคดีจับต้องได้และที่สำคัญคือสวมใส่ได้ทุกวัน
CHANEL – Camellia: ความขบถที่อ่อนโยนในดอกไม้ไร้หนาม
ถ้าพูดถึง CHANEL ภาพดอกคามิลเลียสีขาวมักปรากฏขึ้นมาก่อนเสมอ ที่ทั้งเรียบ นิ่ง แต่ทรงพลัง ความหลงใหลของ Gabrielle Chanel ต่อคามิลเลียถูกเล่าซ้ำในฐานะดอกไม้ที่สะท้อนรสนิยมแบบไม่ต้องส่งเสียงดัง ซึ่งการ “ไม่มีกลิ่น” และ “ไม่มีหนาม” จึงไม่ไปแย่งซีนกับน้ำหอมของผู้หญิง และไม่ต้องพึ่งความหวือหวาเพื่อให้ดูมีระดับ ที่สำคัญ คามิลเลียยังถูกมองว่าเป็นดอกไม้ที่มีโครงสร้างกลีบค่อนข้างสมมาตร สวยแบบมีระบบ และมีระเบียบอย่างทรงเสน่ห์เสน่ห์ซึ่งไปในทางเดียวกับภาพจำของชาเนลที่วางความหรูไว้บนความเรียบและความเที่ยงตรง อีกด้านหนึ่งเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมยังเชื่อมคามิลเลียกับโลกของ “boutonnière” หรือดอกไม้ติดปกเสื้อสูทของผู้ชายในยุคก่อน ซึ่งยิ่งทำให้การที่ Gabrielle หยิบมันมาปักบนลุคของผู้หญิงกลายเป็นสัญญะของการข้ามกรอบเพศและความเป็นอิสระแบบไม่ต้องป่าวประกาศ
DIOR – Lily of the Valley: เครื่องรางเล็กๆ บนชายกระโปรงที่กลายเป็นตำนาน
สำหรับ Christian Dior ดอกไม้คือหัวใจของโลกแฟชั่นและ “Lily of the Valley” คือดอกไม้ที่เขาผูกไว้กับความเชื่อเรื่องโชคโดยตรง ถึงขั้นมีข้อมูลจากแบรนด์เองที่ระบุว่าดิออร์เป็นนักคิดแบบมีมนตร์ขลังและเคยเย็บกิ่งลิลลี่ ออฟ เดอะ วัลเลย์ไว้ที่ชายชุดเพื่อความเป็นสิริมงคล ความหมายของดอกไม้ชนิดนี้ถูกผูกกับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ ความหวัง และการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเข้ากับธีม “New Look” และจิตวิญญาณหลังสงครามที่ดิออร์เคยจุดประกายได้อย่างน่าประหลาด และแน่นอนว่ามันยังถูกส่งต่อสู่โลกกลิ่นหอมผ่าน Diorissimo ที่แบรนด์อธิบายชัดว่าลิลลี่ ออฟ เดอะ วัลเลย์คือ “ดอกไม้แห่งความโชคดี” ของ Christian Dior และเป็นสัญลักษณ์ของดิออร์กูตูร์อีกด้วย ทั้งนี้ในจักรวาลดิออร์ดอกไม้จึงไม่ใช่แค่ลายปักหรือพร็อพ แต่กลับเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่ทำให้แฟชั่นโชว์กลายเป็นพื้นที่ของความเชื่อ
CARTIER – Orchid: ความงามที่ยากจะครอบครองในภาษาของอัญมณี
กล้วยไม้ในโลกธรรมชาติถูกมองว่าเลี้ยงยาก ซับซ้อน และมีเสน่ห์แบบเข้าใกล้แล้วต้องยอมรับกติกา นั่นทำให้มันเหมาะจะเป็นแรงบันดาลใจในโลกของ Cartier ที่มักยกระดับธรรมชาติให้กลายเป็นงานศิลป์บนโลหะและอัญมณี หนึ่งในหลักฐานที่ช่วยยืนยันการปรากฏตัวของ “Orchid brooch” ของ Cartier ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คือการอ้างอิงถึงผลงาน “Orchid brooch … Cartier Paris, 1925” ซึ่งถูกยกเป็นชิ้นเด่นในบริบทงานออกแบบยุคนั้น สิ่งที่ทำให้กล้วยไม้เหมือนคาร์เทียร์คือความละเอียดของการทำให้ดอกไม้ดูมีมิติและชีวิต ยิ่งเมื่อวัสดุเป็นเพชร อีนาเมล หรือหินสี การไล่ระดับและสัดส่วนยิ่งกลายเป็นเกมของความแม่นยำ กล้วยไม้จึงไม่ใช่แค่ดอกไม้สวย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูแบบลึกลับ นั่นคือความงาม เปราะบาง และทรงอำนาจในคราวเดียว
PIAGET – Piaget Rose: ดอกไม้ที่มี “สายพันธุ์จริง” และถูกแปลงเป็นทองคำ
ในบรรดาแบรนด์จิวเวลรีชั้นสูง Piaget ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์น่าจดจำมากเพราะมีกุหลาบที่ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ คือ Yves Piaget Rose ซึ่งเพียเจต์ระบุว่าเป็นกุหลาบไฮบริดสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายพีโอนี มี 80 กลีบ และขอบกลีบเป็นริ้ว พร้อมกลิ่นหอมเข้มข้น นอกจากนี้แบรนด์ยังบอกชัดว่ากุหลาบนี้ได้รับการยกย่องใน International Rose Competition ในปี 1982 และถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติ ก่อนจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่เพียเจต์นำมาตีความเป็นคอลเลกชั่นจิวเวลรี ทำให้กุหลาบไม่ได้อยู่แค่ในสวน แต่อยู่ในรูปของกลีบทองที่ประดับเพชรและอัญมณีราวกับดอกไม้มีชีวิต นี่คือความหรูที่โรแมนติกแบบมีหลักฐานเพราะมันเริ่มจากดอกไม้จริง ก่อนจะถูกทำให้ไม่มีวันเหี่ยวในโลกของงานช่างชั้นสูง
ไม่ว่าจะเป็นคามิลเลียไร้หนามของ CHANEL, โมโนแกรมฟลาวเวอร์เชิงเรขาคณิตของ Louis Vuitton, Lily of the Valley ที่เป็นเครื่องรางของ DIOR, โคลเวอร์ Alhambra ที่ Van Cleef & Arpels ทำให้กลายเป็นนิยามของโชค, สวน Flora ของ Gucci ที่ถือกำเนิดเพื่อเจ้าหญิง หรือกล้วยไม้ของ Cartier และกุหลาบจริงของ Piaget ดอกไม้เหล่านี้พิสูจน์สิ่งเดียวกันว่า “แฟชั่น” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ แต่มันคือการนำธรรมชาติมาแปลงเป็นรหัสและเปลี่ยนความงามที่แสนเปราะบาง ให้กลายเป็นตำนานที่อยู่เหนือฤดูกาลตลอดกาล
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.