โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Secret Garden: ถอดรหัส “ดอกไม้ประจำแบรนด์” สัญลักษณ์ความหรูหราที่ไม่มีวันเหี่ยวเฉา

LSA Thailand

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 18 ก.พ. เวลา 08.00 น. • Lifestyle Asia Thailand

ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและวงการจิวเวลรีชั้นสูง “ดอกไม้” ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ลวดลายสวยๆ ที่ทำให้เสื้อผ้าหวานขึ้นหรือเครื่องประดับละมุนขึ้นเท่านั้น แต่มันคือภาษาที่แบรนด์ใช้เล่าเรื่องตัวตน ประวัติศาสตร์ และความเชื่อบางอย่างที่ถูกสืบทอดจนกลายเป็นดีเอ็นเอประจำแบรนด์ ดอกไม้บางชนิดถูกเลือกเพราะรูปทรงที่สมบูรณ์แบบราวงานสถาปัตยกรรม บางชนิดถูกยกให้เป็นเครื่องรางนำโชค บางชนิดคือลายเซ็นเชิงกราฟิกที่เกิดขึ้นเพื่อรับมือกับการปลอมแปลง และบางชนิดถึงขั้นมีสายพันธุ์จริงที่ถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่คนของแบรนด์เอง เมื่อดอกไม้กลายเป็นรหัสลับ แฟชั่นจึงไม่ใช่แค่เรื่องความงาม แต่คือการทำให้ “ธรรมชาติ” กลายเป็นสัญลักษณ์อมตะที่ไม่มีวันโรยรา

Photo Credit: Courtesy of Louis Vuitton

LOUIS VUITTON –Monogram Flower: ดอกไม้เรขาคณิตที่เกิดจากยุคแห่งรหัสและการต่อต้านของปลอม

ดอกไม้ของ Louis Vuitton ไม่ได้มาเป็นกลีบอ่อนๆ แบบสวนอังกฤษ แต่เกิดเป็นดอกไม้เชิงกราฟิกในระบบโมโนแกรมที่โลกจดจำได้ในเสี้ยววินาที ลาย Monogram ถูกสร้างขึ้นในปี 1896 โดย Georges Vuitton เพื่อยกระดับเอกลักษณ์แบรนด์และช่วยรับมือปัญหาการปลอมแปลงในยุคที่งานหรูเริ่มถูกลอกเลียนได้ง่าย แก่นความงามของมันถูกอธิบายผ่านบริบทศิลปะยุคปลายศตวรรษที่ 19 ทั้งแรงบันดาลใจจากลวดลายแบบนีโอโกธิกและอิทธิพล Japonism ที่กำลังเป็นกระแสในยุโรป ทำให้ดอกไม้ของหลุยส์ วิตตองไม่ได้เป็นแค่ดอกไม้ แต่เป็นผลผลิตของยุคสมัยที่ศิลปะ การเดินทาง และการค้าข้ามวัฒนธรรมกำลังบานสะพรั่ง และเมื่อเวลาผ่านไป Monogram Flower ก็เบ่งบานออกจากผืนผ้าใบ สู่โลกจิวเวลรีอย่างชัดเจนผ่านไลน์ Idylle Blossom ที่แบรนด์ระบุถึงการต่อยอดจาก Monogram Flower ที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1896 นี่คือดอกไม้ที่พิสูจน์ว่าความหรูบางแบบไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องด้วยความอ่อนหวาน แค่มีรูปทรงที่ถูกต้องก็กลายเป็นตำนานได้

Photo Credit: Courtesy of Gucci

GUCCI – Flora: สวนสวรรค์ที่ถูกวาดเพื่อเจ้าหญิง และกลายเป็นตำนานบนผ้าไหม

Flora ของ Gucci คือหนึ่งในลายดอกไม้ที่ถูกเล่าเรื่องได้แฟชั่นที่สุด เพราะมีจุดเริ่มต้นจากโมเมนต์แห่งการให้ของขวัญ ในปี 1966 เมื่อเจ้าหญิง Grace Kelly มาเยือนกุชชี่และ Rodolfo Gucci ต้องการมอบสิ่งพิเศษให้ จึงให้ศิลปินอย่าง Vittorio Accornero สร้างสรรค์ลาย Flora ที่ประกอบด้วยดอกไม้และพืช 43 ชนิด (และองค์ประกอบอื่นๆ ในงานภาพ) จนกลายเป็นผลงานที่ทั้งอลังการและซับซ้อนแบบงานศิลป์เต็มตัว ความพิเศษของ Flora ไม่ได้อยู่แค่ความแน่นของรายละเอียด แต่อยู่ที่อารมณ์อิตาเลียนลักชัวรีที่เต็มไปด้วยความรื่นรมย์ ความเฟื่องฟู และความโรแมนติกแบบไม่กลัวเยอะ และเมื่อเวลาผ่านไปลาย Flora ก็ถูกนำกลับมาตีความซ้ำในหลายยุคหลายสมัย ซึ่งพิสูจน์ว่าดอกไม้ที่ดีพอจะไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา

Photo Credit: Courtesy of Van Cleef & Arpels

VAN CLEEF & ARPELS – Alhambra (Clover): ความโชคดีที่ถูกออกแบบให้เป็นเครื่องประดับ

ถ้าพูดถึง “ความโชคดี” ในภาษาไฮจิวเวลรี ชื่อของ Van Cleef & Arpels มักถูกยกขึ้นมาเสมอ โดยเฉพาะ Alhambra ที่กลายเป็นไอเท็มไอคอนิกระดับโลก พร้อมประโยคอมตะที่ Jacques Arpels ชอบกล่าวว่า “To be lucky, you must believe in luck.” เมซงระบุด้วยว่าในปี 1968 พวกเขาสร้าง Alhambra long necklace รุ่นแรกที่ประกอบด้วยมอติฟทรงโคลเวอร์ (clover-shaped motifs) 20 ชิ้น ทำจากทองเหลืองอ่อนแบบมีรอยพับ (creased yellow gold) และขลิบด้วยเม็ดบีดทอง (gold beads) จนกลายเป็น “token of luck” ที่คนทั้งโลกจดจำ เรื่องเล่าของ Jacques ที่ชอบเก็บใบโคลเวอร์สี่แฉกและมอบให้คนรอบตัวจึงไม่ใช่แค่โรแมนติก แต่ทำหน้าที่เหมือนต้นกำเนิดของการออกแบบที่ทำให้ความโชคดีจับต้องได้และที่สำคัญคือสวมใส่ได้ทุกวัน

Photo Credit: Courtesy of CHANEL

CHANEL – Camellia: ความขบถที่อ่อนโยนในดอกไม้ไร้หนาม

ถ้าพูดถึง CHANEL ภาพดอกคามิลเลียสีขาวมักปรากฏขึ้นมาก่อนเสมอ ที่ทั้งเรียบ นิ่ง แต่ทรงพลัง ความหลงใหลของ Gabrielle Chanel ต่อคามิลเลียถูกเล่าซ้ำในฐานะดอกไม้ที่สะท้อนรสนิยมแบบไม่ต้องส่งเสียงดัง ซึ่งการ “ไม่มีกลิ่น” และ “ไม่มีหนาม” จึงไม่ไปแย่งซีนกับน้ำหอมของผู้หญิง และไม่ต้องพึ่งความหวือหวาเพื่อให้ดูมีระดับ ที่สำคัญ คามิลเลียยังถูกมองว่าเป็นดอกไม้ที่มีโครงสร้างกลีบค่อนข้างสมมาตร สวยแบบมีระบบ และมีระเบียบอย่างทรงเสน่ห์เสน่ห์ซึ่งไปในทางเดียวกับภาพจำของชาเนลที่วางความหรูไว้บนความเรียบและความเที่ยงตรง อีกด้านหนึ่งเรื่องเล่าทางวัฒนธรรมยังเชื่อมคามิลเลียกับโลกของ “boutonnière” หรือดอกไม้ติดปกเสื้อสูทของผู้ชายในยุคก่อน ซึ่งยิ่งทำให้การที่ Gabrielle หยิบมันมาปักบนลุคของผู้หญิงกลายเป็นสัญญะของการข้ามกรอบเพศและความเป็นอิสระแบบไม่ต้องป่าวประกาศ

Photo Credit: Courtesy of Dior

DIOR – Lily of the Valley: เครื่องรางเล็กๆ บนชายกระโปรงที่กลายเป็นตำนาน

สำหรับ Christian Dior ดอกไม้คือหัวใจของโลกแฟชั่นและ “Lily of the Valley” คือดอกไม้ที่เขาผูกไว้กับความเชื่อเรื่องโชคโดยตรง ถึงขั้นมีข้อมูลจากแบรนด์เองที่ระบุว่าดิออร์เป็นนักคิดแบบมีมนตร์ขลังและเคยเย็บกิ่งลิลลี่ ออฟ เดอะ วัลเลย์ไว้ที่ชายชุดเพื่อความเป็นสิริมงคล ความหมายของดอกไม้ชนิดนี้ถูกผูกกับการมาถึงของฤดูใบไม้ผลิ ความหวัง และการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งเข้ากับธีม “New Look” และจิตวิญญาณหลังสงครามที่ดิออร์เคยจุดประกายได้อย่างน่าประหลาด และแน่นอนว่ามันยังถูกส่งต่อสู่โลกกลิ่นหอมผ่าน Diorissimo ที่แบรนด์อธิบายชัดว่าลิลลี่ ออฟ เดอะ วัลเลย์คือ “ดอกไม้แห่งความโชคดี” ของ Christian Dior และเป็นสัญลักษณ์ของดิออร์กูตูร์อีกด้วย ทั้งนี้ในจักรวาลดิออร์ดอกไม้จึงไม่ใช่แค่ลายปักหรือพร็อพ แต่กลับเป็นพิธีกรรมเล็กๆ ที่ทำให้แฟชั่นโชว์กลายเป็นพื้นที่ของความเชื่อ

Photo Credit: Courtesy of Cartier

CARTIER – Orchid: ความงามที่ยากจะครอบครองในภาษาของอัญมณี

กล้วยไม้ในโลกธรรมชาติถูกมองว่าเลี้ยงยาก ซับซ้อน และมีเสน่ห์แบบเข้าใกล้แล้วต้องยอมรับกติกา นั่นทำให้มันเหมาะจะเป็นแรงบันดาลใจในโลกของ Cartier ที่มักยกระดับธรรมชาติให้กลายเป็นงานศิลป์บนโลหะและอัญมณี หนึ่งในหลักฐานที่ช่วยยืนยันการปรากฏตัวของ “Orchid brooch” ของ Cartier ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 คือการอ้างอิงถึงผลงาน “Orchid brooch … Cartier Paris, 1925” ซึ่งถูกยกเป็นชิ้นเด่นในบริบทงานออกแบบยุคนั้น สิ่งที่ทำให้กล้วยไม้เหมือนคาร์เทียร์คือความละเอียดของการทำให้ดอกไม้ดูมีมิติและชีวิต ยิ่งเมื่อวัสดุเป็นเพชร อีนาเมล หรือหินสี การไล่ระดับและสัดส่วนยิ่งกลายเป็นเกมของความแม่นยำ กล้วยไม้จึงไม่ใช่แค่ดอกไม้สวย แต่เป็นสัญลักษณ์ของความหรูแบบลึกลับ นั่นคือความงาม เปราะบาง และทรงอำนาจในคราวเดียว

Photo Credit: Courtesy of Piaget

PIAGET – Piaget Rose: ดอกไม้ที่มี “สายพันธุ์จริง” และถูกแปลงเป็นทองคำ

ในบรรดาแบรนด์จิวเวลรีชั้นสูง Piaget ก็เป็นหนึ่งในแบรนด์น่าจดจำมากเพราะมีกุหลาบที่ถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ คือ Yves Piaget Rose ซึ่งเพียเจต์ระบุว่าเป็นกุหลาบไฮบริดสีชมพูเข้ม ลักษณะคล้ายพีโอนี มี 80 กลีบ และขอบกลีบเป็นริ้ว พร้อมกลิ่นหอมเข้มข้น นอกจากนี้แบรนด์ยังบอกชัดว่ากุหลาบนี้ได้รับการยกย่องใน International Rose Competition ในปี 1982 และถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติ ก่อนจะกลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่เพียเจต์นำมาตีความเป็นคอลเลกชั่นจิวเวลรี ทำให้กุหลาบไม่ได้อยู่แค่ในสวน แต่อยู่ในรูปของกลีบทองที่ประดับเพชรและอัญมณีราวกับดอกไม้มีชีวิต นี่คือความหรูที่โรแมนติกแบบมีหลักฐานเพราะมันเริ่มจากดอกไม้จริง ก่อนจะถูกทำให้ไม่มีวันเหี่ยวในโลกของงานช่างชั้นสูง

ไม่ว่าจะเป็นคามิลเลียไร้หนามของ CHANEL, โมโนแกรมฟลาวเวอร์เชิงเรขาคณิตของ Louis Vuitton, Lily of the Valley ที่เป็นเครื่องรางของ DIOR, โคลเวอร์ Alhambra ที่ Van Cleef & Arpels ทำให้กลายเป็นนิยามของโชค, สวน Flora ของ Gucci ที่ถือกำเนิดเพื่อเจ้าหญิง หรือกล้วยไม้ของ Cartier และกุหลาบจริงของ Piaget ดอกไม้เหล่านี้พิสูจน์สิ่งเดียวกันว่า “แฟชั่น” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเสื้อผ้าหรือเครื่องประดับ แต่มันคือการนำธรรมชาติมาแปลงเป็นรหัสและเปลี่ยนความงามที่แสนเปราะบาง ให้กลายเป็นตำนานที่อยู่เหนือฤดูกาลตลอดกาล

Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...