โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปตท. เตรียมลุยธุรกิจ LNG-CCS ในต่างประเทศ ตั้งเป้าเทรด 15 ล้านตันในปี 2578

The Bangkok Insight

อัพเดต 16 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • The Bangkok Insight

ปตท. เตรียมลุยธุรกิจ LNG - CCS ในต่างประเทศ ตั้งเป้าเทรดดิ้ง LNG 15 ล้านตันในปี 2578 พร้อมชงรัฐเร่งปลดล็อกกฎหมายผลักดันโครงการ CCS เชิงพาณิชย์ในไทย หวังปูทางสู่ Carbon Hub

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. โดยมีพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มุ่งมั่นในการตอบโจทย์มิติพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน (Affordability) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก "ความยั่งยืนอย่างสมดุล" ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ปตท.

ยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก

ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเน้นการทำธุรกิจลดคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยอดีตก๊าซธรรมชาติเป็น "เชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน" (Transitional Fuel) ระหว่างฟอสซิลกับพลังงานสะอาด แต่ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติได้กลายเป็น "จุดหมายปลายทาง" หรือ Destination Fuel ที่ความสำคัญและยังมีความต้องการใช้ไปอีกนาน จากการประเมินพบว่าในปี 2573 ความต้องการใช้ก๊าซฯ ในตลาดโลกยังอยู่ในอัตราที่สูง โดย 70% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาจากทวีปเอเชีย ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าLNG มาติดอันดับโลก หลังจากปริมาณก๊าซฯในอ่าวไทยลดลง

ทั้งนี้ ปตท. ยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก โดยวางเป้าหมายเพิ่มการเทรดดิ้ง LNG เพิ่มเป็นปีละ 10 ล้านตันในปีพ.ศ 2573 และขยายต่อเนื่องเป็น 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578 โดยบริษัทมีแผนจะเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งผลิต LNG ที่มีต้นทุนการผลิตราคาถูก อาทิ สหรัฐและตะวันออกกลาง เป็นต้น โดยจะถือหุ้นประมาณ 5-10% เพื่อขอรับสิทธิ์ในการรับ LNG ไปทำตลาดในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีการทำเทรดดิ้งต่างจากบริษัทเทรดเดอร์อื่น ๆ

"ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงาน LNG Scale Up เพื่อมาศึกษาการทำธุรกิจในต่างประเทศLNGและการลงทุนในแหล่งLNG ขณะที่ฝั่งดีมานด์จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง" นายคงกระพัน กล่าว

โดยในปี 2568 หน่วยธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ปตท. ได้เทรดดิ้ง LNG แบบ out-out รวม 2.3 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่มีการขายให้กับลูกค้าในแถบเอเชียตะวันออก โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าซื้อขาย LNG ในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 ล้านตัน โดยล่าสุดมีการลงนามสัญญาซื้อขายLNGไปแล้วราว 2 ล้านตัน

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง

หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน

"หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือ การใช้โมเดล Asset Back ซึ่งอาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซ คลังรับ-จ่าย LNG และประสบการณ์บริหารจัดการพลังงานมาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลกในเชิงซัพพลาย เราต้องมีทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ต และลดความผันผวน ซึ่งการมีสินทรัพย์และตลาดรองรับจริง จะช่วยบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดจร (spot)ได้ดีกว่าโมเดลเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว" นายคงกระพัน กล่าว

นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า ปตท. ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่านกลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน

โครงการ CCS แหล่งอาทิตย์ ถือเป็นนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ราว 1 ล้านตันต่อปี โดยรูปแบบการกักเก็บคาร์บอนจะใช้หลุมก๊าซเก่าที่หมดสภาพการผลิตมากักเก็บคาร์บอน และมีแผนขยายสู่พื้นที่ในอ่าวไทย ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) เบื้องต้นคาดว่ามีศักยภาพรองรับการกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ราว 5-10 ล้านตันต่อปี เบื้องต้นจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นที่ดังกล่าวในอ่าวไทย หากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้มีสิงคโปร์แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย

อย่างไรก็ดี โครงการ CCS ในไทย ยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีกฎหมายมารองรับ รวมทั้งโครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐทั้งการสนับสนุนด้านต่าง ๆ รวมถึงภาษี แม้ว่าภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค

ปตท.

ข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลใหม่

1. การตั้งหน่วยงานกลางแบบ Single Window ทำหน้าที่กำกับ อนุญาต และติดตามโครงการ CCS แบบเบ็ดเสร็จ (Delivery Unit) แทนการกระจายอำนาจหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนล่าช้าและขาดเอกภาพในการตัดสินใจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้าในการผลักดันโครงการ CCS อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หากประเทศคู่แข่งเดินหน้า โครงการ CCS เร็วกว่าไทยจะทำให้ไทยเสียความได้เปรียบ

ปัจจุบัน โครงการ CCS อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายปิโตรเลียม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล ความปลอดภัยอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ใต้ดิน หากไม่มีการบูรณาการชัดเจน อาจทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ล่าช้า

2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ในระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ประมาณ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น รัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง "บทลงโทษ" และ "แรงจูงใจ" ได้แก่

  • กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว
  • จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุน (Incentive) สำหรับโครงการนำร่อง
  • เปิดทางให้โครงการ CCS สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล

"การผลักดัน CCS ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว หากไทยไม่ลงทุนตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน หรือแม้แต่ซีเมนต์ อาจเสียเปรียบในการแข่งขันและเผชิญต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้นในตลาดโลก ปตท.พร้อมลงทุนและเป็นผู้นำ แต่การจะเดินหน้าเชิงพาณิชย์ได้ ต้องมีกรอบกฎหมายและกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ" นายคงกระพัน กล่าว

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...