ปตท. เตรียมลุยธุรกิจ LNG-CCS ในต่างประเทศ ตั้งเป้าเทรด 15 ล้านตันในปี 2578
ปตท. เตรียมลุยธุรกิจ LNG - CCS ในต่างประเทศ ตั้งเป้าเทรดดิ้ง LNG 15 ล้านตันในปี 2578 พร้อมชงรัฐเร่งปลดล็อกกฎหมายผลักดันโครงการ CCS เชิงพาณิชย์ในไทย หวังปูทางสู่ Carbon Hub
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยว่า ทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. โดยมีพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพ ความมั่นคงด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ มุ่งมั่นในการตอบโจทย์มิติพลังงาน 3 ด้าน (Energy Trilemma) ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความเป็นธรรมในการเข้าถึงพลังงาน (Affordability) และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก "ความยั่งยืนอย่างสมดุล" ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี
ยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งเน้นการทำธุรกิจลดคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนควบคู่กับการสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยอดีตก๊าซธรรมชาติเป็น "เชื้อเพลิงช่วงเปลี่ยนผ่าน" (Transitional Fuel) ระหว่างฟอสซิลกับพลังงานสะอาด แต่ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติได้กลายเป็น "จุดหมายปลายทาง" หรือ Destination Fuel ที่ความสำคัญและยังมีความต้องการใช้ไปอีกนาน จากการประเมินพบว่าในปี 2573 ความต้องการใช้ก๊าซฯ ในตลาดโลกยังอยู่ในอัตราที่สูง โดย 70% ของความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาจากทวีปเอเชีย ซึ่งประเทศไทยมีการนำเข้าLNG มาติดอันดับโลก หลังจากปริมาณก๊าซฯในอ่าวไทยลดลง
ทั้งนี้ ปตท. ยกระดับธุรกิจ LNG สู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก โดยวางเป้าหมายเพิ่มการเทรดดิ้ง LNG เพิ่มเป็นปีละ 10 ล้านตันในปีพ.ศ 2573 และขยายต่อเนื่องเป็น 15 ล้านตันต่อปีภายในปี 2578 โดยบริษัทมีแผนจะเข้าไปร่วมลงทุนในแหล่งผลิต LNG ที่มีต้นทุนการผลิตราคาถูก อาทิ สหรัฐและตะวันออกกลาง เป็นต้น โดยจะถือหุ้นประมาณ 5-10% เพื่อขอรับสิทธิ์ในการรับ LNG ไปทำตลาดในต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศมีการทำเทรดดิ้งต่างจากบริษัทเทรดเดอร์อื่น ๆ
"ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงาน LNG Scale Up เพื่อมาศึกษาการทำธุรกิจในต่างประเทศLNGและการลงทุนในแหล่งLNG ขณะที่ฝั่งดีมานด์จะเน้นตลาดศักยภาพสูงในเอเชีย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งยังมีความต้องการ LNG อย่างต่อเนื่อง" นายคงกระพัน กล่าว
โดยในปี 2568 หน่วยธุรกิจค้าระหว่างประเทศ ปตท. ได้เทรดดิ้ง LNG แบบ out-out รวม 2.3 ล้านตันต่อปี ส่วนใหญ่มีการขายให้กับลูกค้าในแถบเอเชียตะวันออก โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าซื้อขาย LNG ในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 3.4 ล้านตัน โดยล่าสุดมีการลงนามสัญญาซื้อขายLNGไปแล้วราว 2 ล้านตัน
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน
"หัวใจสำคัญของการเติบโตครั้งนี้คือ การใช้โมเดล Asset Back ซึ่งอาศัยจุดแข็งโครงสร้างพื้นฐานที่ ปตท. สั่งสมมานาน ทั้งระบบท่อส่งก๊าซ คลังรับ-จ่าย LNG และประสบการณ์บริหารจัดการพลังงานมาต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลกในเชิงซัพพลาย เราต้องมีทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ต และลดความผันผวน ซึ่งการมีสินทรัพย์และตลาดรองรับจริง จะช่วยบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาในตลาดจร (spot)ได้ดีกว่าโมเดลเทรดดิ้งเพียงอย่างเดียว" นายคงกระพัน กล่าว
นายคงกระพัน กล่าวอีกว่า ปตท. ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่านกลุ่ม ปตท. ประเมินว่า CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน
โครงการ CCS แหล่งอาทิตย์ ถือเป็นนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ราว 1 ล้านตันต่อปี โดยรูปแบบการกักเก็บคาร์บอนจะใช้หลุมก๊าซเก่าที่หมดสภาพการผลิตมากักเก็บคาร์บอน และมีแผนขยายสู่พื้นที่ในอ่าวไทย ชั้นหินอุ้มน้ำเค็มใต้ดิน (Saline Aquifer) เบื้องต้นคาดว่ามีศักยภาพรองรับการกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ราว 5-10 ล้านตันต่อปี เบื้องต้นจะต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้ของพื้นที่ดังกล่าวในอ่าวไทย หากโครงการขยายผลสำเร็จ ไทยจะสามารถพัฒนาเป็น Carbon Hub ของภูมิภาค รองรับการกักเก็บคาร์บอนทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ขณะนี้มีสิงคโปร์แสดงความสนใจร่วมลงทุนและใช้บริการกักเก็บคาร์บอนในไทย
อย่างไรก็ดี โครงการ CCS ในไทย ยังเป็นเรื่องใหม่ ไม่มีกฎหมายมารองรับ รวมทั้งโครงการดังกล่าวใช้เงินลงทุนสูง จำเป็นต้องได้รับการอุดหนุนจากภาครัฐทั้งการสนับสนุนด้านต่าง ๆ รวมถึงภาษี แม้ว่าภาคเอกชนพร้อมลงทุนและมีศักยภาพด้านเทคนิค
ข้อเสนอหลักต่อรัฐบาลใหม่
1. การตั้งหน่วยงานกลางแบบ Single Window ทำหน้าที่กำกับ อนุญาต และติดตามโครงการ CCS แบบเบ็ดเสร็จ (Delivery Unit) แทนการกระจายอำนาจหลายหน่วยงาน ซึ่งอาจทำให้ขั้นตอนล่าช้าและขาดเอกภาพในการตัดสินใจ ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านมีความก้าวหน้าในการผลักดันโครงการ CCS อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น หากประเทศคู่แข่งเดินหน้า โครงการ CCS เร็วกว่าไทยจะทำให้ไทยเสียความได้เปรียบ
ปัจจุบัน โครงการ CCS อาจเกี่ยวข้องกับกฎหมายหลายฉบับ ทั้งกฎหมายปิโตรเลียม สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล ความปลอดภัยอุตสาหกรรม และการใช้พื้นที่ใต้ดิน หากไม่มีการบูรณาการชัดเจน อาจทำให้การพัฒนาเชิงพาณิชย์ล่าช้า
2. การออกแบบกลไกทางเศรษฐศาสตร์ให้เหมาะสม เนื่องจากต้นทุน CCS ในระยะเริ่มต้นยังอยู่ที่ประมาณ 60-100 ดอลลาร์ต่อตัน ซึ่งสูงกว่าระดับราคาคาร์บอนในตลาดปัจจุบัน ดังนั้น รัฐควรสร้างสมดุลระหว่าง "บทลงโทษ" และ "แรงจูงใจ" ได้แก่
- กำหนดทิศทางภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) หรือระบบซื้อขายสิทธิปล่อยคาร์บอน (ETS) ให้ชัดเจนในระยะยาว
- จัดสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุน (Incentive) สำหรับโครงการนำร่อง
- เปิดทางให้โครงการ CCS สามารถสร้างคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองในระดับสากล
"การผลักดัน CCS ไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว หากไทยไม่ลงทุนตั้งแต่วันนี้ อุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี เหล็ก โรงกลั่นน้ำมัน หรือแม้แต่ซีเมนต์ อาจเสียเปรียบในการแข่งขันและเผชิญต้นทุนคาร์บอนที่สูงขึ้นในตลาดโลก ปตท.พร้อมลงทุนและเป็นผู้นำ แต่การจะเดินหน้าเชิงพาณิชย์ได้ ต้องมีกรอบกฎหมายและกลไกสนับสนุนที่ชัดเจนจากภาครัฐ" นายคงกระพัน กล่าว
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- กลุ่ม ปตท. จัดงาน ‘Sustainability Spark by PTT Group 2026’ ผนึกพลังรัฐ-เอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยั่งยืน
- กลุ่ม ปตท. ยันไม่มีการส่งออกน้ำมันไปประเทศกัมพูชาตั้งแต่ มิ.ย. 68
- ปตท. คาดราคาน้ำมันปี 69 แตะ 60-70 ดอลลาร์ ลุยปรับเป้า Net Zero
ติดตามเราได้ที่