ธนาคารสหรัฐ หนุน “บัญชีทรัมป์” สมทบเงินเริ่มต้น 1,000 ดอลลาร์ เทียบเท่ารัฐบาล
Bank of America, Wells Fargo และ JPMorgan เตรียมสมทบเงินเริ่มต้น 1,000 ดอลลาร์ เทียบเท่ารัฐบาล หนุนโครงการออม-ลงทุนสำหรับเด็ก หวังตอบโจทย์ค่าครองชีพก่อนเลือกตั้งกลางเทอม
วันที่ 29 มกราคม 2569 เวลา 11.50 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า Bank of America และ Wells Fargo เตรียมสมทบเงินเริ่มต้น 1,000 ดอลลาร์ให้กับบัญชีทรัมป์ (Trump Accounts) สำหรับบุตรหลานของพนักงานที่มีสิทธิ์ เทียบเท่ากับเงินสนับสนุนเริ่มต้นจากรัฐบาลสหรัฐ ด้านคู่แข่งอย่าง JPMorgan Chase ก็ประกาศเช่นกันว่าจะสมทบเงิน 1,000 ดอลลาร์ให้กับบุตรหลานของพนักงานสหรัฐ ที่เข้าเกณฑ์
บัญชีทรัมป์ถูกจัดตั้งขึ้นภายใต้กฎหมาย One Big Beautiful Bill Act ของประธานาธิบดี Donald Trump และคาดว่าจะเริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 กรกฎาคม โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ จะฝากเงินตั้งต้น 1,000 ดอลลาร์เข้าไปในบัญชีการลงทุนสำหรับเด็กทุกคนที่เกิดระหว่างปี 2568–2571 และมีหมายเลขประกันสังคมที่ถูกต้อง
ทรัมป์ได้เรียกร้องให้ภาคธุรกิจอเมริกันร่วมสนับสนุนบัญชีครอบครัวของพนักงาน โดยรัฐบาลและพรรครีพับลิกันพยายามใช้มาตรการนี้ตอบโจทย์ความกังวลด้านค่าครองชีพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน โครงการดังกล่าวถูกนำเสนอในฐานะเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งระยะยาว ช่วยให้เด็กเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่แรกเกิด
ผู้สนับสนุนระบุว่าการเริ่มลงทุนตั้งแต่วันแรกของชีวิตจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจ และเสริมความสามารถในการไต่บันไดเศรษฐกิจของแรงงานในอนาคต
สำหรับ Bank of America ระบุในบันทึกภายในว่า พนักงานที่มีสิทธิ์จะสามารถสมทบเงินเข้าบัญชีดังกล่าวผ่านการหักเงินเดือนก่อนหักภาษีได้ โดยโครงการของรัฐกำหนดเพดานการสมทบรวมไม่เกิน 5,000 ดอลลาร์ต่อปี และส่วนที่นายจ้างสมทบคาดว่าจะจำกัดไว้ที่ 2,500 ดอลลาร์ต่อปี
เมื่อต้นเดือนนี้ Bank of America ซึ่งเป็นธนาคารรายใหญ่อันดับสองของสหรัฐยังประกาศจัดสรรหุ้นมูลค่ารวมราว 1 พันล้านดอลลาร์ให้กับพนักงานทุกระดับ ยกเว้นผู้บริหารระดับสูง หลังจากผลประกอบการแข็งแกร่งและกำไรพุ่งขึ้นอย่างมาก
ขณะที่ในปีนี้ JPMorgan Chase ได้มอบเงินรางวัลพิเศษ 1,000 ดอลลาร์ให้กับพนักงานทั่วโลกที่มีรายได้รวมต่อปีต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์
ทั้งนี้อุตสาหกรรมธนาคารสหรัฐถูกคาดหมายว่าจะเผชิญอีกหนึ่งปีที่แข็งแกร่ง โดยรายได้จากวาณิชธนกิจมีแนวโน้มได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของดีลควบรวมกิจการและการเสนอขายหุ้น IPO ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของความต้องการสินเชื่อ
อ้างอิง : reuters.com