สรรพสามิตปักหมุดคาร์บอนแท็กซ์-ดันดิจิทัลบริหารภาษีน้ำมัน ทดลอง 20 มี.ค.นี้
กรมสรรพสามิต เตรียมยกระบบจัดเก็บภาษีน้ำมันสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทดลองใช้ 20 มี.ค. 2569 เชื่อมข้อมูลผู้ประกอบการ 18 รายแบบเรียลไทม์ วางฐานรองรับภาษีคาร์บอน-มาตรการ CBAM พร้อมเสริมรายได้รัฐเดือนละเกือบ 3 พันล้านบาท หลังปรับภาษีเพิ่มลิตรละ 1 บาท
นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กรมเตรียมเดินหน้าใช้ระบบดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูลการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แทนระบบเอกสารกระดาษและการทำงานด้วยมือที่ใช้มาในอดีต โดยจะเริ่มทดลองใช้ระบบตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2569 เป็นระยะเวลา 3-4 เดือน ก่อนประเมินผลและปรับปรุง เพื่อให้สามารถใช้งานเต็มรูปแบบได้ในช่วงกลางปี 2569 เป็นต้นไป
โดยปัจจุบันการจัดเก็บภาษีน้ำมันต้องอาศัยเอกสารจำนวนมาก และใช้แรงงานคนทั้งฝั่งผู้ประกอบการโรงอุตสาหกรรมและเจ้าหน้าที่รัฐ การเปลี่ยนมาใช้ระบบดิจิทัลจะเชื่อมโยงข้อมูลจากผู้ประกอบการกว่า 18 ราย เข้าสู่กรมสรรพสามิตโดยตรง ทำให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และเป็นแบบเรียลไทม์
ที่ผ่านมาการใช้เอกสารกระดาษอาจเกิดความคลาดเคลื่อนจากการกรอกข้อมูลหรือความไม่ชัดเจนของตัวเลข ต้องเสียเวลาตรวจสอบซ้ำ แต่เมื่อเป็นระบบดิจิทัล ผู้ประกอบการต้องยืนยัน ข้อมูลตั้งแต่ต้นทาง ช่วยลดข้อผิดพลาดและเพิ่มความแม่นยำในการคำนวณภาษี
สำหรับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลไม่ใช่แค่เพิ่มความสะดวก แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อกำหนดสัดส่วน ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในน้ำมันให้แม่นยำและสอดคล้องมาตรฐานสากล โดยเฉพาะรองรับมาตรการ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่ภาคอุตสาหกรรมต้องเผชิญ
ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะให้อำนาจกรมสรรพสามิตในการจัดเก็บภาษีคาร์บอนในอนาคต หากกฎหมายมีผลบังคับใช้ ฐานข้อมูลดิจิทัลที่จัดทำไว้จะสามารถรองรับการจัดเก็บภาษีคาร์บอนได้ทันที และใช้เป็นแหล่งอ้างอิงในการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิตที่เป็นมาตรฐานสากล
“เราต้องการยกระดับการจัดเก็บข้อมูลให้เป็นดิจิทัลทั้งหมด เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และระบบภาษีที่สอดคล้องกับมาตรฐานโลก” นายพรชัยกล่าว
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมัน นายพรชัยยอมรับว่า ปัจจุบันราคาน้ำมันในตลาดโลกอยู่ในระดับไม่สูงนัก จากภาวะอุปทานล้นตลาด อย่างไรก็ดี ช่วงที่ผ่านมาได้มีการปรับเพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 1 บาทต่อลิตร ส่งผลให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นราว 2,700-2,800 ล้านบาทต่อเดือน เสริมฐานะการคลังของกระทรวงการคลัง
ส่วนคำถามเกี่ยวกับการกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนในน้ำมันดีเซลและเบนซิน นายพรชัยระบุว่า ต้องรอข้อมูลที่ไหลเข้ามาในระบบดิจิทัลให้ครบถ้วนก่อน แม้กรมจะมีผลการศึกษาเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่การกำหนดอัตราภาษีเป็นเรื่องนโยบายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ โครงสร้างภาษีประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ราคา (Price) ปริมาณ (Quantity) และอัตราภาษี (Tax Rate) โดยในส่วนของระบบใหม่จะช่วยเพิ่มความแม่นยำในด้านข้อมูลราคาและปริมาณ ขณะที่อัตราภาษียังคงเป็นไปตามนโยบายภาครัฐ และไม่กระทบผู้ใช้รถในขณะนี้
สำหรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์อัตราใหม่ที่มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 นายพรชัยกล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลเริ่มทยอยเข้ามา แต่ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญต่อยอดขายหรือการจัดเก็บภาษี อย่างไรก็ดี ต้องติดตามอีก 1-2 เดือน เนื่องจากช่วงเดือนธันวาคมก่อนหน้า มีการเร่งซื้อรถยนต์จำนวนมาก
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สรรพสามิตปักหมุดคาร์บอนแท็กซ์-ดันดิจิทัลบริหารภาษีน้ำมัน ทดลอง 20 มี.ค.นี้
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net