โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

การขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐขยายตัว ทำสถิติใหม่ในปี 2568

เดลินิวส์

อัพเดต 10 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เดลินิวส์
ข้อมูลจากรัฐบาลวอชิงตันเผยให้เห็นว่า การขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐ ขยายตัวสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2568 แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศใช้มาตรการภาษีอย่างกว้างขวาง ในช่วงปีแรกที่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาวก็ตาม

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 ก.พ. ว่า การขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐ อยู่ที่ 1.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 38.7 ล้านล้านบาท) ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับในปี 2567 เป็นระดับสูงสุดในบันทึกตัวเลขของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ นับตั้งแต่ปี 2503

แต่ช่องว่างการค้าสินค้ากับจีนกลับแคบลง เนื่องจากสหรัฐนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับสองของโลก ลดลง 30%

เมื่อพิจารณาทั้งสินค้าและบริการ การขาดดุลการค้าสินค้าโดยรวมของสหรัฐ ในปี 2568 ลดลงเหลือ 901,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28.12 ล้านล้านบาท) จาก 903,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 28.12 ล้านล้านบาท) ในปี 2567 อย่างไรก็ตาม มันยังคงเป็นการขาดดุลที่กว้างเป็นอันดับสามของประเทศ

อนึ่ง การค้าที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐ ได้รับผลกระทบอย่างหนักในปี 2568 เมื่อทรัมป์กำหนดภาษีใหม่สำหรับสินค้าจากคู่ค้าเกือบทั้งหมด หลังเขากลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะลดช่องว่างการค้าของสหรัฐ แต่ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้อัตราภาษีเฉลี่ยแตะระดับสูงสุด นับตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1930

ด้านนายแชด บาวน์ จากสถาบันปีเตอร์สันเพื่อเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ (พีไอไออี) กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า การนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ของสหรัฐ ซึ่งครอบคลุมสินค้าไฮเทค เช่น เซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูง ที่ผลิตในไต้หวันเป็นหลัก และถูกนำไปใช้ในศูนย์ข้อมูล.

เครดิตภาพ : AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...