โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

กนง.หักปากกาเซียนหั่นดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 1% ต่ำสุดอันดับ 3 ของโลก หวังกระตุ้นชีพจรเศรษฐกิจไทย รักษาเสถียรภาพค่าเงิน แต่วัฏจักรดอกเบี้ยขาลงยังไม่จบ แบงก์ชาติยังเหลือกระสุนลดดอกเบี้ยอีก 4 นัด ไว้ใช้ช่วงวิกฤต

BTimes

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

เป็นที่ทราบกันว่าล่าสุด ว่าในการประชุมเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติลดอัตรา ดอกเบี้ย นโยบายลง 0.25% ต่อปี จาก 1.25% เป็น 1.00% ต่อปี โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและไม่ทั่วถึง เงินเฟ้อในระยะข้างหน้ามีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้น และ สินเชื่อรวมยังหดตัว เงินบาทแข็งค่า รวมไปถึงสภาพคล่องของ SME และครัวเรือนยังตึงตัวอยู่มาก

กนง.เซอร์ไพรส์นักวิเคราะห์-เศรษฐศาสตร์

การปรับ ดอกเบี้ย ของ กนง. ครั้งนี้ นับว่าเป็นการหักปากกาเซียนมาก เพราะบรรดานักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ต่างคาดว่า กนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ เพราะเศรษฐกิจไทยเติบโตดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 สถานการณ์การเมืองที่เริ่มจะดูดีขึ้น หากจัดตั้งรัฐบาลรัฐบาลก็จะต้องเร่งออกมาตรการเศรษฐกิจออกมาเร็วที่สุด และยังทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ต่ำเป็นอันดับที่ 3 ของโลก จากการรวบรวมข้อมูลกว่า 50 ประเทศ ทั้งกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (EM) และประเทศพัฒนาแล้ว (DM)

โดยที่ผ่านมาธนาคารกรุงไทย คาดว่า กนง.จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 1.25% เพื่อประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเพิ่มเติม ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอกประเทศ ส่วนศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ากนง.จะดอกเบี้ย หลังจากเศรษฐกิจไทยไตรมาส 4/2568 ขยายตัวดีกว่าที่คาด และความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มลดลงภายหลังทราบผลการเลือกตั้ง แต่ก็ประเมินว่ากนง. มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง สู่ระดับ 1.00% ในปีนี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนว่า กนง. ให้น้ำหนักกับการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้นและให้ความสำคัญกับค่าเงินบาท ที่กังวลว่าอาจจะแข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐาน

มุมมองการลงทุน แต่ก็ทำให้ตลาดหุ้นเด้งรับทันที โดยดัชนี SET ณ 25 ก.พ. 2569 ปิดบวกแรง 25 จุด หรือ 1.72% เนื่องจากการหั่นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ เหนือจากที่ตลาดคาดไว้ ขณะเดียวกันค่าเงินบาท ณ 17.00 น. ยังปรับอ่อนค่าจากวันก่อนหน้าเล็กน้อย

กนง.ชี้ "ยังไม่สิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง"

คุณดอน นาครทรรพ เลขานุการ กนง. กล่าวว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายลงมาอยู่ที่ 1% ในครั้งนี้ ยังไม่ถือเป็นการสิ้นสุดวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง โดยยังสามารถปรับลดเพิ่มเติมได้อีก หากเศรษฐกิจในอนาคตมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งระดับ 1% ถือเป็นระดับต่ำสุดหากไม่นับช่วงโควิด-19 ที่เคยอยู่ที่ 0.5% และยังย้ำด้วยว่า การลดดอกเบี้ยไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจอยู่ในภาวะวิกฤต แต่มีเป้าหมายเพื่อลดภาระผู้ประกอบการและช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้รับมือกับระเบียบการค้าโลก

"เศรษฐกิจไทยไม่ได้เข้าขั้นวิกฤต ถ้าดูในอดีตช่วงโควิด ซึ่งในขณะนั้นอัตราการเติบโตของ GDP ไทยติดลบ อัตราดอกเบี้ยนโยบายจึงลงไปถึง 0.5% แต่ตอนนี้ ไม่มีวิกฤตขนาดนั้น เพียงแต่กรรมการมองว่า การปรับลดดอกเบี้ยช่วยบรรเทาภาระลูกหนี้ได้" คุณดอน กล่าว

นอกจากนี้ กนง. ยังเห็นว่าจะช่วยลดแรงกดดันเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตร ซึ่งจะช่วยบรรเทาแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งค่าบางส่วนแม้ไม่ทั้งหมด โดย ธปท. เตรียมใช้มาตรการเพิ่มเติมดูแลค่าเงินบาท เช่น การควบคุมธุรกรรมการซื้อขายทองคำที่อยู่ระหว่างดำเนินการ แม้ว่าการลดดอกเบี้ยครั้งนี้ เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ตลาดคาดจากเดิมที่คาดว่าจะลดในช่วงเดือนเมษายน แต่คณะกรรมการเห็นว่าการลดเร็วขึ้นจะช่วยหนุนเศรษฐกิจได้เร็วขึ้นประมาณ 2–3 เดือน โดยประเมินว่ายังมีช่องว่างลดดอกเบี้ยได้อีกประมาณ 0.5% หากจำเป็น ส่วนการส่งผ่านไปยังธนาคารพาณิชย์ ควรเป็นไปตามกลไกตลาด

ซึ่งการฟื้นเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ระดับศักภาพได้นั้นต้องใช้เวลาอีกนาน และต้องพึ่งนโยบายจากภาครัฐการบนิโภคภาคเอกชนร่วมด้วย ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้จึงไม่ใช่เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการประคับคองให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้

ผู้ว่าฯธปท.หนุนลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ หนี้สูง

ก่อนหน้านี้ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วิทัย รัตนากร กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยที่โตต่ำมีสาเหตุสำคัญมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 86-87% แม้จะลดลงจากระดับ 92% แต่คุณภาพหนี้กลับน่ากังวลเพราะกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) เพิ่มขึ้นได้ ขณะเดียวกันสินเชื่อภาพรวมติดลบต่อเนื่อง 6 ไตรมาส และสินเชื่อ SME หดตัวต่อเนื่องมาถึง 14 ไตรมาส แต่ไทยยังมีปัจจัยบวกจากยอดส่งเสริมการลงทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุน (FDI) สูงถึง 1.8 ล้านล้านบาท อีกทั้งการท่องเที่ยวที่ทยอยฟื้นประคองเศรษฐกิจไว้อยู่

ขณะเดียวกัน นโยบายภาษีของสหรัฐฯ ยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ระยะสั้นไทยยังได้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลง แต่ต้องติดตามมาตรา 232 และ 301 ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมบังคับใช้ ซึ่งอาจกระทบสินค้าส่งออกบางรายการของไทย

จะเห็นได้ว่า การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ กนง.ได้ปล่อยเครื่องมือดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้นปี ดังนั้น SCB EIC จึงมองว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยูที่ 1.0% ไปอีกระยะหนึ่ง โดยอาจลดลงเพิ่มเติมหากเศรษฐกิจแย่กว่าที่ประเมินไว้ เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจไทย

ทีดีอาร์ไอมองหั่นดอกเบี้ยครั้งนี้ อยู่ในวิสัยที่เกิดขึ้นได้

คุณนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันการวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มองว่าการปรับลดครั้งนี้ถือว่าอยู่ในวิสัยที่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ได้เหนือความคาดหมาย เพราะกนง.สามารถดำเนินนโยบายได้ทั้งการคงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับลด ซึ่งทั้งสองแนวทางให้ผลใกล้เคียงกัน แต่มีข้อดีต่างกันในแต่ละด้าน หากคงอัตราดอกเบี้ยไว้จะเป็นการรักษา fiscal space และสะท้อนมุมมองว่าเศรษฐกิจยังสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าต่อได้ แต่หากเลือกปรับลดอัตราดอกเบี้ย ข้อดีคือช่วยบรรเทาภาระของรายย่อยและผู้กู้ ทำให้มีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น อาจสะท้อนว่ามีความเสี่ยงในอนาคตที่ต้องติดตาม และแม้จะส่งผลต่อทิศทางค่าเงิน เนื่องจากเมื่อผลตอบแทนในประเทศลดลง อาจทำให้มีเงินทุนไหลออกไปต่างประเทศได้บ้าง แต่อาจไม่ได้อยู่ในระดับมากนัก

กนง.ยังเหลือกระสุนอีก 4 นัด

ทีดีอาร์ไอ ประเมินว่าตามกลไกแล้ว กนง.สามารถทยอยปรับลดลงได้อีกจาก 1% เหลือ 0.75%, 0.5%, 0.25% และ 0% รวมแล้วเปรียบเสมือนเหลือกระสุน อีกเพียง 4 นัด ซึ่งยังมีความเสี่ยงของนโยบายด้านการเงิน ทั้งเรื่องขีดความสามารถของนโยบายการเงินที่เหลืออยู่จำกัด หากเศรษฐกิจยังไม่ได้อยู่ในภาวะวิกฤตรุนแรง แต่มีการใช้เครื่องมือไปก่อน อาจทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงจริงในอนาคต นโยบายการเงินจะมีพื้นที่เหลือน้อยลงในการรับมือ

อีกทั้งปัญหาเศรษฐกิจไทยมีลักษณะเชิงโครงสร้าง ซึ่งใหญ่กว่านโยบายการเงินไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายการเงินเพียงอย่างเดียว การลดดอกเบี้ยช่วยได้ในลักษณะประคองธุรกิจให้ยังดำเนินกิจการต่อไปได้ แต่ไม่ได้แก้ต้นตอของปัญหา หากโครงสร้างเศรษฐกิจไม่ถูกปรับแก้ ในระยะยาวธุรกิจอาจเผชิญแรงกดดันอีกครั้ง และอาจนำไปสู่การกดดันให้ต้องลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งทำให้ กระสุนทางนโยบายเหลือน้อยลง

ทีดีอาร์ไอคาดว่าจีดีพีไทยปี 2569 น่าจะขยายตัวราว 1.8% แม้มีโอกาสถึง 2% ได้ในกรอบปีเดียว แต่ควรเป็นการเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ ไม่ใช่เร่งใช้เม็ดเงินล่วงหน้าแล้วปีถัดไปชะลอตัว โดยปีที่แล้วเศรษฐกิจขยายตัวสูงช่วงปลายปีราว 2.2-2.4% จากแรงเร่งทั้งโครงการ EV 3.0 ที่กระตุ้นการซื้อรถก่อนสิ้นสุดในไตรมาส 4 ปี 2568 และการดึงงบประมาณมาใช้ล่วงหน้า ทำให้เม็ดเงินบางส่วนกระจุกในปีก่อน ส่งผลให้ปีนี้มีแนวโน้มอ่อนแรงลงและเติบโตต่ำกว่าปีก่อนหน้า

‘ดอกเบี้ยต่ำ’ ส่งผลอย่างไรต่อผู้กู้

โดยหลักๆแล้วประโยชน์ที่ส่งผลโดยตรงจากการลดดอกเบี้ย คือ ผู้กู้รายเก่าจะได้จ่ายดอกเบี้ยลดลง ส่วนคนที่ยื่นกู้ใหม่อาจจะไม่ได้รับประโยชน์ทั่วถึง เพราะจะต้องเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตไม่สูง ธนาคารถึงจะอนุมัติสินเชื่อก้อนใหม่ จึงจะได้ใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่ที่ต่ำลง ส่วนใครที่นิยมฝากเงิน จะทำให้ได้ดอกเบี้ยถูกลง ผลตอบแทนก็อาจจะน้อยลง

เป้าหมายสำคัญของ กนง. คือการประคองเศรษฐกิจ แต่ภายหลังมีการจัดตั้งรัฐบาลก็หวังว่า รัฐบาลใหม่จะมีเครื่องมือการคลังเข้ามาเสริมทัพ กับเครื่องมือการเงินของ กนง.อีกแรง บวกกับลูกทัพการท่องเที่ยว การลงทุน ที่ยังสถานการณ์ดีอยู่จะช่วยเศรษฐกิจไทยปีนี้โตได้แบบไม่เหนื่อยจนเกินไป….

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...