"เสรีพิศุทธ์" ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สกัด "อนุทิน" ผิดจริยธรรมหรือไม่
"เสรีพิศุทธ์" ร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน สกัด "อนุทิน" ผิดจริยธรรมหรือไม่ ยืนยันไม่สนกระทบ “ธรรมนัส” ชี้ไม่เคยสนับสนุนแค่บอกว่า "คบง่ายกว่า"
วันที่ 27 ก.พ. 69 ที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เข้ายื่นหนังสือต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรี กรณีแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลที่ผ่านมา โดยขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายขาดความซื่อสัตย์สุจริตและมีพฤติกรรมผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) และ (5) ซึ่งอาจทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 170 (4) แม้รัฐบาลจะยุบสภาแล้วแต่ยังคงอยู่ในสถานะรักษาการ
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวถึงเหตุผลที่เพิ่งมายื่นร้องเรียนในช่วงจัดตั้งรัฐบาลใหม่ว่า ที่ผ่านมาตนรู้จักกับนายอนุทินเป็นการส่วนตัว ตั้งแต่สมัยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยกัน จึงไม่ได้ดำเนินการร้องเรียน แต่ภายหลังเห็นสถานการณ์ทางการเมืองมีแนวโน้มขยายอำนาจมากขึ้น และมองว่า นายอนุทินจะกินรวบหรือคุมทั้งประเทศ จึงตัดสินใจยื่นเรื่องตรวจสอบ พร้อมยกตัวอย่างพฤติกรรมการเมืองในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ซึ่งมีการดำเนินคดีหัวคะแนนในขณะนั้น
นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา ว่า มีการซื้อสิทธิขายเสียงในหลายพรรคการเมืองใหญ่ รวมถึงการใช้อำนาจรักษาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัด ปลัดจังหวัด และนายอำเภอ ซึ่งอาจมีผลต่อการควบคุมกระบวนการเลือกตั้ง พร้อมตั้งคำถามถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่ามีความเป็นอิสระเพียงใด
เมื่อถูกถามว่าการร้องเรียนครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อร.อ.ธรรมนัสหรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ หากมีผลกระทบก็ต้องยอมรับ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยสนับสนุนร.อ.ธรรมนัส เพียงแต่เคยกล่าวว่าเป็นบุคคลที่ทำงานร่วมกันได้ง่ายกว่าเท่านั้น
พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการรับรองแล้ว รวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาล โดยไม่จำเป็นต้องยึดหลักว่าพรรคที่ได้เสียงมากที่สุดต้องเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล พร้อมเสนอแนวคิดให้พรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการทุจริตรวมตัวกัน และมองว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ มีความเหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แม้ตนเองจะมีเสียงสนับสนุนเพียงเล็กน้อย
นอกจากนี้พรรคภูมิใจไทยยังนำพรรคตนไปรวม ไม่ได้บอกกล่าวตน ทั้งที่ตนไม่ได้ยินดีด้วย แต่ที่เอาไปก็เป็นเพราะแผนจะไม่เอาร.อ.ธรรมนัส เพื่อรวมให้ได้ 300 เสียง “แล้วจะเอาผมไปได้ยังไง ผมจะปราบโกง ผมรู้ว่าคุณโกง ผมจะไปอยู่ร่วมได้ยังไง ผมไม่เหมือนรังษี พรรครังษีจะปราบโกง จะออกกฏหมายแก้โกงประหารชีวิต ยังไม่ทันไรเลย ไปมอบตัวกับเขาแล้ว“
ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่าร้อยเอกธรรมนัสสามารถดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยดังกล่าวไม่ได้ชี้ว่าร.อ.ธรรมนัสไม่มีความผิด เพียงแต่คดีเกิดขึ้นในต่างประเทศ โดยเป็นคำพิพากษาของศาลออสเตรเลีย ไม่ใช่ศาลไทย จึงเห็นว่ายังเป็นประเด็นด้านคุณธรรมและจริยธรรมที่นายอนุทินต้องรับผิดชอบต่อการแต่งตั้งดังกล่าว
ส่วนมองว่าเป็นการฟ้องแก้เกี้ยวหรือไม่เพราะมาร้องล่าช้า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ร้องเมื่อไรก็ได้ ตอนนี้ยังรักษาการอยู่ ผู้รักษาการมีอำนาจหน้าที่ ตนเองเคยเป็นราชการตนเองรู้ดี และนายอนุทิน ก็ยังอยู่ในตำแหน่ง ไปเจรจากับต่างประเทศก็ไปในฐานะนายก
เมื่อถามว่าที่มาร้องช่วงที่มีการตั้งรัฐบาลเพราไม่อยากเห็น ทั้งสองคนอยู่ในรัฐบาลใช่หรือไม่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “ไม่ได้ไม่อยากเห็นแต่ ไม่อยากให้คนชั่วมาปกครอง” และ ส่วนตัวอยากเห็นรัฐบาลเหมือนที่ในหลวงร.9ตรัสไว้ ‘อยากได้คนดีมาปกครอง’
ส่วนกรณี กกต.แจ้งความประชาชนและสื่อมวลชน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า กกต.ใช้ไม่ได้ อยู่ดีๆ 17วัน รีบประกาศทำไมเขาให้เวลาตั้ง60วันควรจัดการให้ชัดๆ ให้บริสุทธิ์ ยุติธรรม ดังนั้นตนเองก็มีสิทธิคิดว่า การกระทำของกกต.เอื้อ นายอนุทินให้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ ดังนั้นการเลือกตั้งก็ควรจะสุจริตและเที่ยงธรรม แต่นี่การเลือกตั้งกลิ่นคาวฉาวโฉ่ ทุกบัตร ซึ่งการที่ประชาชนบอกให้นับใหม่มันผิดตรงไหนเพื่อให้มันชัวร์ สื่อมวลชนก็ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ตัวเองแต่ทำเพื่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นการไปฟ้องแบบนี้กระทำไปเพื่ออะไร
ส่วนกรณี ที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า กรณีที่นายอนุทิน ถูกร้องเรื่องการแต่งตั้ง ร.อ.ธรรมนัส นั้น เมื่อพ้นตำแหน่งไปแล้วก็ไม่มีปัญหานั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “ฟังไม่ได้ พยานไม่เป็นกลาง เอียงไปหมด ลองให้ไปดูว่าเดินตรงหรือไม่ และนายบวรศักดิ์ เป็นรองนายก ก็คงจะต้องตอบแทนหน่อย”
ทั้งนี้ หากมีการรับรองสส.บัญชีรายชื่อมาเมื่อไรแล้วยังไม่เคลียร์ ตนเองก็จะดำเนินคดีกับ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ส่วน เขต33 บางกอกน้อย ที่พรรคประชาชนเปลี่ยนตัวส่ง นายเท่าพิภพ ลงชิ้งแทนผู้สมัครเดิมที่ถูกตำรวจจับนั้น ตนเองขอตั้วคำถามว่า เปลี่ยนได้หรือไม่ หรือพรรคประชาชนฮั๊วกับกกต. หรือไม่ จ่ายเงินใต้โต๊ะให้กตต.หรือไม่ เพราะตนเองดูแล้วยังไงก็เปลี่ยนตัวไม่ได้ และตอนนี้มีการรับรอง สส.กทม.เขต33 มาแล้ว ตนเองก็จะเตรียมยื่นฟ้องต่อ กกต.เรื่องนี้ด้วย