พาณิชย์ แจง 'มะพร้าวน้ำหอม' ล้นตลาด-ราคาตกต่ำ พบ 15 รายเสี่ยงนอมินี
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าปัญหาผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมล้นตลาดและราคาตกต่ำ ว่า ต้องพิจารณาหลายมิติ โดยในปี 2568 ผลผลิตมะพร้าวน้ำหอมของไทยเพิ่มขึ้นถึง 50% เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนภาวะซัพพลายที่ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
“เอาง่ายๆ ถ้า 100 ล้านลูก ก็จะมี 150 ล้านลูก อันนี้คือฝั่งซัพพลายที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ฝั่งดีมาน หรือ ความต้องการซื้อ ในขณะที่ไทยส่งออกมะพร้าวไปต่างประเทศ โดยประเทศหลัก คือ จีน ประมาณกว่า 80% ของมูลค่าการส่งออก แต่ขณะเดียวกัน ปี 2567 จีนอนุญาตให้ประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่งออกมะพร้าวน้ำหอมไปที่จีนได้”
ดังนั้น เมื่อจีนเปิดนำเข้ามะพร้าวน้ำหอมจากอินโดนีเซียและเวียดนามมากขึ้น ส่งผลให้ฝั่งดีมานของไทยเผชิญการแข่งขันสูงขึ้น ขณะที่ ผลผลิตในประเทศเพิ่มขึ้น จึงเกิดภาวะซัพพลายมาก ดีมานน้อย และกระทบต่อราคาภายในประเทศ
สำหรับประเด็นการตรวจสอบธุรกิจ ขณะนี้ตรวจสอบพบ 15 ราย เข้าข่ายเสี่ยงประกอบธุรกิจในรูปแบบนอมินี ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ถือเป็นหน่วยงานชี้เป้า ภายใต้การมอบหมายจากกระทรวงพาณิชย์
ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าว ได้ส่งต่อไปยังหน่วยงานที่มีอำนาจกำกับดูแล ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตำรวจสอบสวนกลาง คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า และกรมสรรพากร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกในรายละเอียด
ในส่วนมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดกลุ่มทุนใช้นอมินีในการดำเนินธุรกิจในไทยเพิ่มเติม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนทั่วประเทศกว่า 700,000 ราย ในจำนวนนี้พบกว่า 70,000 ราย ที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนแต่ถือหุ้นไม่ถึง 50% โดยกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องติดตามตรวจสอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดเป็นการใช้นอมินี
นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เตรียมออกคำสั่งเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหานอมินีเพิ่มขึ้น พร้อมเดินหน้าปราบปรามและตรวจสอบเชิงลึกในกลุ่ม 70,000 กว่ารายดังกล่าว โดยจะแยกประเภทกิจการ เช่น กลุ่มเกษตร อสังหาริมทรัพย์ หรือ ธุรกิจต้องห้าม เพื่อพิจารณาดำเนินการและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่
ทั้งนี้ ขอย้ำว่า โทษของการเป็นนอมินี สำหรับคนไทยที่สนับสนุนต่างชาติในรูปแบบการถือหุ้นแทน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับตั้งแต่ 100,000–1,000,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ