โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกิดอะไรขึ้นกับ LUNA? : สาเหตุของราคาที่ร่วงหล่น และการละเมิด Impossible Trinity

The MATTER

อัพเดต 13 พ.ค. 2565 เวลา 12.02 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 12.00 น. • Thinkers

ไม่ว่ายุคสมัยไหนสกุลเงินที่มีเสถียรภาพต่างก็เป็นสิ่งที่ทุกคนต่างถวิลหา

ลองนึกดูสิครับว่าถ้าสกุลเงินบาทไทยสามารถตรึงราคาไว้คงที่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ตลอดไป ชีวิตของเหล่าผู้นำเข้าส่งออกก็ย่อมทำมาค้าขายได้อย่างสบายใจ เพราะสามารถทุ่มเทกับการทำธุรกิจได้เต็มที่โดยไม่ต้องเปลืองสมองจัดการความผันผวนของค่าเงิน

ในแวดวงสกุลเงินเข้ารหัส หรือ คริปโตเคอร์เรนซี (cryptocurrency) หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือเหรียญเสถียร (stablecoin) ไม่ว่าจะเป็น USD Coin (USDC) Tether (USDT) หรือ Binance USD (BUSD) เหรียญเหล่านี้ ‘ตรึง’ ราคาไว้กับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยหนึ่งเหรียญจะมีค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เหรียญเสถียรจึงเปรียบเสมือนเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างโลกคริปโตฯ กับโลกจริง และยังทำหน้าที่เป็น ‘หลุมหลบภัย’ จากสารพัดสกุลเงินที่ผันผวน

ความแตกต่างของเหรียญเสถียรข้างต้นกับสกุลเงินเข้ารหัสอื่นๆ ในตลาดคือหน่วยงานผู้ออกเหรียญ USDC USDT และ BUSD ต่างระบุว่าตนเองมี ‘เงินทุนสำรอง’ มากเพียงพอที่จะใช้ซื้อคืนเหรียญทั้งหมดตามอัตราแลกเปลี่ยนหนึ่งเหรียญต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ กล่าวคือเหรียญเหล่านี้ไม่ได้เสกออกมาจากอากาศแต่มีสินทรัพย์ ‘หนุนหลัง’ เหรียญเหล่านั้นอยู่

จะว่าไปก็คล้ายๆ กับระบบธนบัตรของโลกการเงินกระแสหลักที่ธนาคารกลางจำเป็นต้องมีสินทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับ เช่น ทองคำ พันธบัตรรัฐบาล หรือเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ก่อนที่จะพิมพ์ธนบัตรออกมาใช้ในระบบเศรษฐกิจได้นั่นเอง

ไม่น่าตื่นเต้นเท่าไหร่ใช่ไหมครับ?

ทว่า กระโดดมาสู่โลกกระจายศูนย์ทั้งที แต่ทำไมถึงเอาโมเดลโบราณของการเงินแบบรวมศูนย์มาใช้กันนะ

ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ.2018 มีโครงการหนึ่งที่ทำให้หลายคนตาลุกวาวนั่นคือ The Terra โดยแดเนียล ชิน (Daniel Shin) และโด ควอน (Do Kwon) โดยระบบดังกล่าวจะสร้างเหรียญเสถียรของสารพัดสกุลเงินขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้สินทรัพย์ในโลกจริงหนุนหลังสักบาท แต่เป็นการใช้อัลกอริทึมจัดการอุปสงค์และอุปทานในตลาดผ่านกลไก ‘พิมพ์และเผา’ (minting and burning) สกุลเงินเข้ารหัสอีกสกุลหนึ่งที่อยู่ในโครงข่ายเดียวกัน จัดเป็นเหรียญเสถียรสายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่าเหรียญเสถียรที่พึ่งพาอัลกอริทึม (algorithmic stablecoin)

เหรียญพี่เหรียญน้องที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพของโครงข่าย Terra มีชื่อว่า LUNA ซึ่งซื้อขายครั้งแรกเมื่อราวต้นปี ค.ศ.2019 ส่วนเหรียญเสถียรเรือธงของโครงข่ายดังกล่าวคือ TerraUSD (UST) ที่ตรึงราคากับดอลลาร์สหรัฐฯ ในอัตรา 1:1 โดยซื้อขายครั้งแรกเมื่อเดือนกันยายน ค.ศ.2020

เหรียญ LUNA เป็นสกุลเงินที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วและขึ้นแท่นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มูลค่าสูงที่สุด 10 อันดับแรกของโลกตามการจัดลำดับของนิตยสาร Forbes เมื่อปลายปีที่ผ่านมาโดยราคาเคยพุ่งไปแตะที่ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเหรียญ หรือในแวดวงคริปโตฯ จะเรียกว่าราคา ‘พุ่งทะยานไปสู่ดวงจันทร์’

แต่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา LUNA ก็ร่วงจากดวงจันทร์สู่ยอดหญ้าเมื่อราคาดิ่งเหวกว่า 99% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน โดยปัจจุบันซื้อขายกันอยู่ที่ราว 2 เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ TerraUSD ที่เคยสัญญาว่าจะตรึงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ กลับร่วงลงมาต่ำหลัก 10 เซนต์และยังไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปแตะที่ระดับ 1:1 ได้ในเร็ววัน (ข้อมูล ณ วันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ.2022)

ปัญหาของโครงข่าย Terra ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อสกุลเงินเข้ารหัสสั่นคลอนทั้งกระดาน ชวนให้ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ LUNA ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าจะมา ‘ปฏิวัติ’ ระบบเงินตรารวมศูนย์ของธนาคารกลางที่เราคุ้นเคย วิกฤติครั้งนี้สามารถอธิบายโดยทฤษฎีสามเป็นไปไม่ได้ (Impossible Trinity) เช่นเดียวกับวิกฤติต้มยำกุ้งของไทยเมื่อ พ.ศ.2540

Terra-LUNA ทำงานอย่างไร?

TerraUSD เป็นเหรียญเสถียรที่ไม่มีตัวกลางคอยบริหารจัดการ แต่ใช้อัลกอริทึมที่เขียนไว้ล่วงหน้าสำหรับจัดการอุปสงค์และอุปทานโดยอัตโนมัติ โดยความแตกต่างสำคัญของ TerraUSD คือ การมีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นสกุลเงินเข้ารหัสอีกหนึ่งสกุลที่ชื่อว่า LUNA โดยทั้งสองเหรียญอยู่ภายใต้การดูแลของกลุ่มบุคคลเดียวกัน

ในทางทฤษฎี ผู้ถือครอง TerraUSD จะสามารถแลกเงินดังกล่าวกับเหรียญ LUNA มูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา LUNA ซื้อขายกันในตลาดที่ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเหรียญ ดังนั้นผู้ถือ TerraUSD ก็จะสามารถนำเหรียญมาแลกได้ 0.0118 LUNA นั่นเอง โดยการแลกเปลี่ยนนี้จะถูกจัดการโดยสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) ซึ่งเป็นโค้ดคอมพิวเตอร์ที่จะไม่มีมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องในกระบวนการ

ระบบดังกล่าวยังมีหน้าที่ดูแลเงิน TerraUSD ให้มีมูลค่าเท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่เสมอ โดยในกรณีที่ TerraUSD มีมูลค่าน้อยกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ระบบก็จะ ‘พิมพ์’ (minting) เหรียญ LUNA ขึ้นมาเพื่อเข้าซื้อ TerraUSD เปรียบเสมือนการสร้างความต้องการซื้อปลอมๆ เพื่อดันให้ TerraUSD ราคาขึ้น ในทางกลับกัน หาก TerraUSD มีมูลค่ามากกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ระบบก็จะจ่าย TerraUSD เพื่อซื้อคืนเหรียญ LUNA มากำจัดหรือที่เรียกว่าการ ‘เผา’ (burning) นั่นเอง

การตรึงราคา TerraUSD ให้เท่ากับ LUNA มูลค่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่เสมอยังดึงดูดเหล่านักทำกำไรแบบไร้ความเสี่ยง (arbitrageur) ตัวอย่างเช่นในกรณีที่เหรียญ TerraUSD ราคาร่วงต่ำกว่า 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ จนเหลือ 95 เซ็นต์ เหล่านักทำกำไรที่นั่งเฝ้าจอก็จะเข้ามาซื้อ TerraUSD แล้วนำไปเปลี่ยนเป็น LUNA พร้อมกับคว้ากำไรส่วนต่างมูลค่า 5 เซ็นต์ต่อหนึ่งเหรียญเข้ากระเป๋าแบบฟรีๆ ในขณะที่ช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาให้กับเหรียญ TerraUSD ไปในตัว

กลไกดังกล่าวพยุงราคา TerraUSD ให้มีเสถียรภาพได้อยู่ร่วมปี แม้จะมีบางช่วงเวลาที่ราคาจะหลุดจาก 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ไปบ้าง แต่กลไกที่วางไว้ก็สามารถจัดการให้ราคากลับมาเข้ารูปเข้ารอยได้ในเวลาไม่นาน

แต่จุดอ่อนสำคัญของระบบดังกล่าวคือกลไกจะพังทลายทันทีหากเหรียญ LUNA ไม่หลงเหลือมูลค่าในตลาด สัญญาณไม่ดีนักเริ่มต้นเมื่อราววันที่ 7 พฤษภาคมที่ผ่านมาเมื่อมีการเทขาย TerraUSD ในแพลตฟอร์มรับฝากเหรียญที่ชื่อว่า Anchor ก่อนที่ราคาของ LUNA จะร่วงลงอย่างต่อเนื่องและลดฮวบในวันที่ 9 พฤษภาคมเมื่อ TerraUSD ไม่สามารถตรึงมูลค่าที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ได้อีกต่อไป

แรงเทขายมหาศาลทำให้ระบบอัตโนมัติที่วางไว้ทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่วนนักทำกำไรแบบไร้ความเสี่ยงก็ยอมนั่งทับมือตัวเองไม่เข้ามาทำการซื้อขายเพราะตลาดผันผวนอย่างนัก ขณะที่ผู้ก่อตั้งเหรียญ TerraUSD และ LUNA ก็ใช่ว่าจะอยู่นิ่งเฉย โดยยอมทุ่มเงินกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จาก Luna Foundation Guard เพื่อยื้อชีวิต

แต่สุดท้าย TerraUSD และ LUNA ก็ราคาดิ่งเหวเพราะไม่สามารถกู้ศรัทธาของนักลงทุนคืนมาได้ จากเหรียญที่เคยมีมูลค่ามหาศาลและเป็นดาวเด่นในแวดวงสกุลเงินเข้ารหัสกลับกลายเป็นชนวนเหตุที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของทั้งตลาดและอาจเป็นเหตุผลให้หน่วยงานกำกับดูแลเข้ามาควบคุมอย่างเข้มงวดมากขึ้น

เกิดอะไรขึ้นกับ LUNA?

ปัจจุบันยังไม่มีใครตอบได้ว่าแรงเทขาย TerraUSD นั้นมาจากไหนและมีเหตุผลเบื้องหลังคืออะไร บางสำนักมองว่าเป็นกลุ่มผู้ประสงค์ร้ายที่มุ่งหมายทุบค่าเงิน บางคนมองว่ามีสาเหตุมาจากการกู้ยืมผ่านแพลตฟอร์ม Abracadabra ที่เพิ่งจับมือกับ Terra เมื่อไม่นานมานี้ หรือกระทั่งการพยายามสร้างราคาโดยกลุ่มผู้ก่อตั้งเองผ่านการให้ดอกเบี้ยในอัตราที่ไม่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ดี ท่ามกลางฝุ่นตลบก็ยังไม่มีใครกล้าฟันธงว่าสาเหตุที่แท้จริงคืออะไร

แต่วิกฤติในครั้งนี้คลับคล้ายคลับคลากับกับกรณีเฮดจ์ฟันด์ที่โจมตีค่าเงินบาทซึ่งตรึงมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐฯ เมื่อคราววิกฤติปี 40 ซึ่งสามารถอธิบายได้จากทฤษฎีคลาสสิกที่ชื่อว่า ‘สามเป็นไปไม่ได้’ (Impossible Trinity)

ทฤษฎีสามเป็นไปไม่ได้หมายถึงนโยบายการเงินสามอย่างที่ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้นั่นคือ (1) อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ (fixed exchange rate) (2) เงินทุนเคลื่อนย้ายแบบเสรี (free capital flows) และ (3) การกำหนดนโยบายการเงินอย่างอิสระ (independent monetary policy) เพราะหากใช้ทั้งสามนโยบายพร้อมกัน สิ่งที่ตามมาคือระบบการเงินที่ไร้เสถียรภาพและเสี่ยงต่อการพังทลายโดยจะต้องเลือกใช้เพียง 2 ใน 3 เท่านั้น

‘สามเป็นไปไม่ได้’ (Impossible Trinity)

จากทฤษฎีดังกล่าว เราสามารถจัดแบ่งกลุ่มระบบการเงินออกเป็น 3 กลุ่มคือ

กลุ่ม (1) + (2) – อัตราแลกเปลี่ยนคงที่และเงินทุนเคลื่อนย้ายเสรี เช่น สกุลเงินยุโรปซึ่งเหล่าประเทศในสหภาพยุโรปที่ใช้สกุลเงินดังกล่าวจะเสมือนว่าสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองได้ในอัตรา 1 ต่อ 1 โดยเงินสกุลดังกล่าวยังสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี แต่มีข้อจำกัดเนื่องจากประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรจะไม่สามารถกำหนดนโยบายการเงินได้อย่างเป็นอิสระ เช่น การกำหนดอัตราดอกเบี้ย เพราะจะมีหน่วยงานกลางคือธนาคารกลางยุโรปเป็นผู้กำหนด

กลุ่ม (2) + (3) – เงินทุนเคลื่อนย้ายเสรีและนโยบายการเงินอิสระ ทางเลือกนี้คือมาตรฐานระบบการเงินของโลกโดยมีต้นแบบคือสหรัฐอเมริกาโดยปัจจุบันประเทศไทยก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกัน สกุลเงินที่จัดการแบบนี้มีข้อจำกัดสำคัญคืออัตราแลกเปลี่ยนจะผันผวนไปตามกลไกตลาดโดยธนาคารกลางสามารถแทรกแซงได้เล็กน้อยเท่านั้น

กลุ่ม (1) + (3) – อัตราแลกเปลี่ยนคงที่และนโยบายการเงินอิสระ ประเทศยักษ์ใหญ่ที่เลือกจัดการสกุลเงินตามแนวทางนี้คือประเทศจีนที่สามารถกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนได้ตามใจนึก อีกทั้งนโยบายการเงินยังเป็นอิสระ แต่ต้องแลกมาด้วยการกำกับดูแลเงินทุนไหลเข้าและออกประเทศอย่างเข้มงวด ผ่านเครือข่ายธนาคารัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนควบคุมอย่างเข้มแข็ง

ย้อนกลับมาที่ TerraUSD เราจะเห็นว่าสกุลเงินดังกล่าว (1) พยายามตรึงอัตราแลกเปลี่ยนให้เท่ากับ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เสมอ (2) เปิดให้ซื้อขายได้อย่างเสรีไม่มีข้อจำกัด และ (3) มีการกำหนดนโยบายการเงินที่แตกต่างจากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งพยายามตรึงมูลค่าเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายผลตอบแทนเมื่อฝากไว้บนแพลตฟอร์ม Anchor ในอัตรา 20% ขณะที่ดอกเบี้ยของดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ราว 2.6% ต่อปีเท่านั้น

เมื่อละเมิดหลักสามเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายค่าเงินก็สูญเสียเสถียรภาพและถูกบีบบังคับให้ ‘ลอยตัว’

แม้เหตุการณ์นี้จะส่งผลต่อศรัทธาของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย แต่ผมชวนมองมุมอีกมุมหนึ่งว่าสกุลเงินเข้ารหัสเพิ่งถือกำเนิดมาเพียง 10 ปีเศษ การลองผิดลองถูกถือเป็นวัฏจักรแสนปกติธรรมดาของการก่อเกิดนวัตกรรม แต่ต้นทุนของความเสียหายในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากเมื่อก่อน เพราะในอดีตคนส่วนใหญ่ที่จะตัดสินใจลงทุนกับสิ่งประดิษฐ์เปลี่ยนโลกมักถูกจำกัดอยู่ในเหล่าผู้มั่งคั่งที่หากเงินสูญสลายหายไปบางส่วนก็ไม่เดือดร้อนสักเท่าไหร่ แต่ปัจจุบัน นักลงทุนรายย่อยสามารถร่วมเสี่ยงกับนวัตกรรมเปลี่ยนโลกได้เพียงปลายนิ้วคลิก ความเสียหายเลยลุกลามบานปลายจนรัฐบาลอาจต้องเข้ามากำกับดูแล

บทเรียนจากกรณี Terra-LUNA จึงไม่ใช่ว่าการลงทุนในสกุลเงินเข้ารหัสเป็นเรื่องต้องห้าม หรือนวัตกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องลวงโลกแต่อย่างใด เพียงแต่ตอกย้ำชัดๆ อีกหนึ่งครั้งว่า ‘ยิ่งผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็สูงเป็นเงาตามตัว’ ดังนั้นจงเตรียมใจให้พร้อมหากคิดจะลงทุนในตลาดคริปโตฯ

เราจะติดดอยไปด้วยกันครับ สวัสดี!

อ้างอิงข้อมูลจาก

economist.com

cnbc.com

coindesk.com

businesstoday.in

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...