Business Today Thai Politics 23 เมษายน 2568
Businesstoday
อัพเดต 23 เม.ย. 2568 เวลา 20.01 น. • เผยแพร่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 13.01 น. • Businesstodayนายกฯเข้าหารือสมเด็จฯ ฮุน เซน ย้ำความสัมพันธ์ไทย – กัมพูชาใกล้ชิด
วันนี้ (วันพุธที่ 23 เมษายน 2568) เวลา 16.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงพนมเปญ ซึ่งเท่ากับกรุงเทพฯ) ณ วุฒิสภาราชอาณาจักรกัมพูชา (Senate House) นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จอัคคมหาเสนาบดีเดโช ฮุน เซน (Samdech Akka Moha Sena Padei Techo HUN SEN) ประธานวุฒิสภาและประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรีขอบคุณสมเด็จฯ ฮุน เซน สำหรับการเข้าเยี่ยมคารวะในวันนี้ และการต้อนรับที่อบอุ่น และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการและได้เข้าพบหารือกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ถือเป็นโอกาสอันดีในการแลกเปลี่ยนแนวความคิดและประสบการณ์ระหว่างกัน โดยไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน ทั้งสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับสูงระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการเยือนในครั้งนี้ของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นการเยือนกัมพูชาครั้งที่สองของนายกรัฐมนตรีไทย นับตั้งแต่สมเด็จฯ ฮุน มาแนด เข้ารับตำแหน่ง และยังเป็นส่วนหนึ่งของการฉลองโอกาสครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – กัมพูชา
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีและสมเด็จฯ ฮุน เซน ได้หารือประเด็นความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกัน โดยย้ำความมุ่งมั่นที่จะกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลกัมพูชาอย่างใกล้ชิด เพื่อเสริมสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ทั้งสองประเทศ ตลอดจนร่วมกันส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการค้าและการลงทุน เพื่อรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน
ในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีขอรับการสนับสนุนจากสมเด็จฯ ฮุน เซน ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาต่อไป เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ที่ดี ความปลอดภัย และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประชาชนทั้งสองประเทศ ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน พร้อมให้การสนับสนุนและร่วมมือกับไทย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างกันต่อไป
ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอื่น ๆ ต่อสถานการณ์ในภูมิภาค และเน้นย้ำความสำคัญของการกระชับความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจต่าง ๆ
“ชูศักดิ์” ย้ำตามนายกฯ ไม่ปรับ ครม .การเมืองพรรคร่วมคลี่คลาย
ทำเนียบ วันนี้ ( 23 เม.ย.) นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายกรัฐมนตรียืนยันไม่ปรับคณะรัฐมนตรี จะส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ว่า ถ้านายกฯ พูดไปอย่างนั้น ก็เป็นไปตามนั้น ส่วนที่ผ่านมาพูดกันตรงไปตรงมาเป็นห่วงเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่เมื่อผู้นำพูดในทำนองนี้
ตนเข้าใจว่าจะทำให้เหตุการณ์คลี่คลายลง และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหลายต่างยืนยันว่า ยินดีสนับสนุนนโยบายรัฐบาล ที่ผ่านมาแค่ผิดคิว ซึ่งก็ว่ากันไป ขณะนี้สถานการณ์มีความเข้าใจกันดีขึ้น เมื่อนายกฯในฐานะผู้นำและมีอำนาจปรับคณะรัฐมนตรีพูดอย่างนี้ในพรรคไหนก็ไม่น่าจะมีปัญหา
เมื่อถามว่า กรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทยอยากให้เปลี่ยนกระทรวงเกี่ยวกับการค้าขายแต่เมื่อเป็นอย่างนี้จะทำให้คนในพรรคเพื่อไทยผิดหวังหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องภายในที่ต้องคุยกัน ตนเข้าใจว่า เป็นเรื่องเสียงสะท้อนของสมาชิกในพรรคที่มองว่าเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องใช้มาตรการในการแก้ปัญหา ไม่ควรปล่อยให้เป็นอย่างนี้ แต่เมื่อนายกฯพูดอย่างนี้แล้วผู้มีหน้าที่ก็ต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ จะทำอย่างไรให้ราคาสินค้าดีขึ้น
เมื่อถามว่า หากไม่มีการปรับ ครม.จะฉุดคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังวิเคราะห์ไม่ได้หรอกว่าจะฉุดหรือไม่ฉุด แต่ท้ายที่สุดอยู่ที่ว่าเราจะต้องทำงานมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นรูปธรรม แก้ไขปัญหาต่างๆให้สำเร็จลุล่วงไป เป็นเรื่องสำคัญที่สุด
เมื่อถามว่า ได้มีการวิเคราะห์กันภายในหรือไม่ว่าหากมีการปรับพรรคภูมิใจไทยออกจะทำให้รัฐบาลเกิดเสียงปริ่มน้ำ และทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นขี่คอพรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์ กล่าวว่า พูดกันตรงไปตรงมา มันมีคณิตศาสตร์การเมือง เราเห็นตัวเลขกันอยู่ ว่าถ้าเอาพรรคนั้นออกจะเหลือตัวเลขเท่าไหร่ มันเป็นคณิตศาสตร์ทางการเมืองที่เกี่ยวโยงกับสถานการณ์ทางการเมือง ความมั่นคงทางการเมือง คนที่เขาทำงานการเมืองต้องเอาเรื่องนี้มาดู มาวิเคราะห์ว่าควรจะเป็นอย่างไร แต่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีรัฐบาลไหนที่เสี่ยงจนถึงขั้นไปตายเอาดาบหน้า ทางการเมืองถือว่าเสี่ยงเกินไป ฉะนั้นถ้าทำอะไรให้เรียบร้อยพอจะไปกันได้ก็ต้องว่ากันไป
เมื่อถามย้ำว่า ต้องทนกันไปอย่างนี้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า อันนี้เราพูดไม่ได้หรอก แต่พูดได้ว่าขณะนี้เป็นอย่างนี้ แต่ในทางการเมืองก็ต้องดูกันต่อไป
จำนวน 320 เสียงของรัฐบาลเป็นจำนวนที่สามารถลดแรงต่อรองของพรรคร่วมได้ใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ ได้พยักหน้า ก่อนย้อนสื่อว่า “คุณชี้นำเอง”
นายชูศักดิ์ กล่าวว่า จะมีการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำประจำปีงบประมาณ 2569 ระหว่างช่วงวันที่ 28-30 พ.ค. ขณะเดียวกันจะมีการพิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)อีก 2 ฉบับ คือ พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 และ พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ซึ่งไม่น่ามีปัญหาอะไรเพราะสถานการณ์การเมืองคลี่คลายแล้ว
เมื่อถามว่า คิดว่าจะมีการโหวตล้ม พ.ร.บ.งบประมาณหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คิดว่าจะไม่มีการโหวตล้ม พ.ร.บ.งบประมาณ
เมื่อถามย้ำว่า มีเรื่องความขัดแย้งมาต่อรอง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การโหวตล้มงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่มาก ตนว่า มันไม่น่าจะเกิดขึ้น มันเดินไปได้ บริหารบ้านเมืองกันไปทำนโยบายให้สำเร็จ ซึ่งท่านนายกฯว่าอย่างนี้
รู้สึกเบาใจไปเยอะใช่หรือไม่ที่จะไม่มีการปรับ ครม. นายชูศักดิ์ ได้หัวเราะ เมื่อถามย้ำว่า นายกฯระบุว่าใดใดในโลกล้วนอนิจจัง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า การเมืองก็แบบนี้ต้องดูกันไปว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร การเมืองต้องดูเป็นช็อตเป็นช็อตไป
มีโอกาสปรับครม.หลังผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์กล่าวว่า อันนี้ต้องดูสถานการณ์ ขึ้นอยู่กับนายกฯ ท่านบอกว่ายังไม่ปรับ ยังไม่คิดอะไร ก็เป็นไปตามนั้น อนิจจังไปก่อน
“สนธิญา” ยื่น ป.ป.ช. สอบ “พีระพันธุ์” อ้าง “ดีเอ็นเอลุงตู่”
ป.ป.ช. วันนี้ (23 เม.ย.) นายสนธิญา สวัสดี เดินทางไปยื่นคำร้องกรณีการกระทำของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แก่
กรณีการอ้างถึง DNA ลุงตู่ หรือพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ซึ่งไม่สามารถมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 12 เป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และประเด็นการถือหุ้นอยู่ใน 3 บริษัท หลังจากที่รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2566
นายสนธิญา เปิดเผยว่า ไม่สบายใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ตนได้รับเอกสารจากประชาชนขอให้ตรวจสอบหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งมีเอกสารทั้งหมด 2 ชุด จึงมายื่นให้กับ ป.ป.ช.พิจารณาและวินิจฉัย ไต่สวน ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้ง 2 ประเด็น
นายสนธิญา กล่าวว่า กรณีที่นายพีระพันธุ์กล่าวถึง DNA ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี ในหลายโอกาส รวมทั้งเพจของพรรครวมไทยสร้างชาติ หรือบุคคลอื่นบุคคลใดก็ตามที่กล่าวถึงองคมนตรี ขณะนี้สถานะขององคมนตรีเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ (รธน.) มาตรา 12 ดังนั้น องคมนตรีไม่สามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือพรรคการเมืองได้ แม้จะรัก เคารพ หรือนับถือกันมากเท่าใด แต่เราไม่สามารถดึงองคมนตรีเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ หากยังกระทำต่อไป ตนถือว่าการกระทำเหล่านั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ
ส่วนประเด็นที่ 2 ยื่นเอกสารขอให้ตรวจสอบกรณีที่นายพีระพันธุ์ ถูกกล่าวหาว่าเป็นกรรมการบริหาร และมีส่วนการพิจารณาหรือตัดสินใจ มีหุ้นส่วน ตั้งแต่ 70 กว่าเปอร์เซ็นต์ 77 เปอร์เซ็นต์ และ 10 เปอร์เซ็นต์ ของ 3 บริษัท หากเป็นเช่นนี้ กระบวนการจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 170(4) มาตรา 160(5) และมาตรา 179(9) เพราะกรณีการเป็นกรรมการบริหารในบริษัทเอกชนหรือถือหุ้น ผู้ที่ดำรงตำแหน่งฝ่ายบริหารต้องลาออกก่อนดำรงตำแหน่งนั้นๆ ซึ่งหลังจากที่ตรวจสอบ ขณะนี้บางบริษัทยังมีชื่อนายพีระพันธุ์ดำรงตำแหน่งอยู่
ทั้งนี้ หาก ป.ป.ช.ตรวจสอบและวินิจฉัยอย่างชัดเจน ว่านายพีระพันธุ์ยังไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการบริหารบริษัทเอกชนต่างเหล่านั้น ก็จะเข้าสู่กระบวนการการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมทั้งเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ที่เป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 219
ปภ. จับมือ 6 หน่วยงาน แถลงความพร้อม การแจ้งเตือนภัยผ่าน Cell Broadcast
วันนี้ (23 เมษายน 2568) เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 1 อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานแถลงข่าวการทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยผ่านสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) เตรียมทดสอบระบบในช่วงวันที่ 2, 7 และ 13 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ ต่าง ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อทดสอบระบบการแจ้งเตือนภัยและพัฒนาปรับปรุงการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ทั้งการประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานและขั้นตอนในการทำงาน เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากที่สุด
นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในอนาคต จึงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย
โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนอย่างรวดเร็ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย จึงได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS True และ NT เตรียมความพร้อมในการใช้งานระบบการแจ้งเตือนภัยด้วย Cell Broadcast
โดยได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน (SOP) และมาตรฐานข้อความในการแจ้งเตือนภัยที่กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย ประชาชนอ่านแล้วเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น และจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ปลอดภัยจากสถานการณ์ภัย ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมในการให้บริการแล้ว โดยจะทำการทดสอบการแจ้งเตือนภัยด้วย Cell Broadcast ในพื้นที่จริงนอกห้องปฏิบัติการ เพื่อประเมินประสิทธิภาพให้สามารถแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุม และแม่นยำ
นายภาสกร กล่าวต่อว่า เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศไทยมีระบบการแจ้งเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพ ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้รับข้อความการแจ้งเตือนภัยอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ปภ. ได้ร่วมกับ 6 หน่วยงาน กำหนดวันทดสอบระบบแจ้งเตือนภัยด้วย Cell Broadcast ในวันที่ 2 , 7 และ 13 พ.ค.68 ที่จะถึงนี้ โดยแบ่งการทดสอบเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเล็ก ระดับกลาง และระดับใหญ่ ครอบคลุมจังหวัดใหญ่ในภูมิภาค
รวมถึง กทม. ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นการทดสอบการแจ้งเตือนภัยด้วย Cell Broadcast ครั้งแรกของประเทศนอกห้องปฏิบัติการ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการแจ้งเตือนภัยด้วยระบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยการทดสอบการแจ้งเตือนภัยด้วยระบบ Cell Broadcast ในครั้งนี้ ประชาชนจะได้รับเสียงแจ้งเตือนดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือและมีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นบนหน้าจอโดยอัตโนมัติ