มองความขัดแย้งชาวเน็ตไทย-กัมพูชา บทสรุปจากเสวนา โจรสยาม vs เคลมโบเดีย ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ
Claimbodia
Thiefland
คือคำที่เป็นภาพแทนในดราม่าระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชาอย่างเป็นที่รู้กัน จน Urban Dictionary เว็บไซต์พจนานุกรมศัพท์สแลง ถึงกับบัญญัติศัพท์ 2 คำอย่างเป็นทางการ เพื่ออธิบายประเด็นความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศที่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ และลุกลามทุกประเด็นตั้งแต่อาหาร บุคคลสำคัญ สู่ประเด็นใหญ่โตอย่างวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์สำคัญของชาติ
จากกระแสความเกลียดชังระหว่าง 2 เพื่อนบ้านในอาเซียน สู่บทสนทนาเพื่อย้อนกลับมาทำความเข้าใจถึงที่มาที่ไปและต้นตอของข้อพิพาท โดยเฉพาะแนวคิดหรืออุดมการณ์ใดที่แฝงอยู่เบื้องหลังของคำศัพท์สาดโคลนเหล่านี้ โดยเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดพื้นที่เสวนาทางวิชาการในหัวข้อ ‘โจรสยาม VS เคลมโบเดีย: ปัญหาทะเลาะกันที่ไม่มีวันรู้จบ’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบรรยายในรายวิชา อศ. 454 สัมมนาหัวข้อเฉพาะด้านสังคมและวัฒนธรรม สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา
เพื่อมองปัญหาและต่อยอดวิธีการแก้ไขความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ The Momentum จึงสรุปประเด็นสนทนาจากวงวิชาการครั้งนี้ นำปฐกถาโดย สุจิตต์ วงษ์เทศนักเขียนและผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ขณะที่ผู้เสวนาประกอบด้วย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ รองศาสตราจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, ธิบดี บัวคำศรีผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยิ่งยศ บุญจันทร์ อาจารย์สาขาวิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมี สฏฐภูมิ บุญมาอาจารย์สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
ไทยกับเขมร ความเป็นมา ‘คนละคนเดียวกัน’
สุจิตต์เริ่มการปาฐกถาในหัวข้อ ไทยกับเขมร ‘ทับซ้อน’ ความเป็นมา ‘คนละคนเดียวกัน’ โดยย้ำว่า การพูดในครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับบทบาทนักวิชาการ เป็นเพียงเสรีชนคนหนึ่งที่ทำหนังสือพิมพ์มาตลอด ขณะที่ข้อมูลในการพูดทั้งหมดรวบรวมมาจากข้อสรุปทางวิชาการที่ผ่านมาเท่านั้น ซึ่งสรุปแบ่งเป็นประเด็นได้ต่อไปนี้
1. ประวัติศาสตร์ไทยกับเขมรคือ ประวัติศาสตร์ตามอำเภอใจ ใครนึกอยากจะเขียนอะไรก็เขียน หรืออยากจะด่าอะไรก็ด่า โดยไม่แยแสหลักฐานทางวิชาการและโบราณคดี หนักข้อกว่านั้น คือ การสร้างหลักฐานขึ้นมาเองตามที่อยากจะให้เป็น โดยยกตัวอย่างถึงพิธีปฐมกรรมพระยาละแวก ที่มักมีการอ้างว่าสมเด็จพระนเรศวรกษัตริย์แห่งอยุธยา ประหารชีวิตพระยาละแวก กษัตริย์กรุงกัมพูชาด้วยพิธีปฐมกรรม หรือการนำเลือดศัตรูล้างเท้า ทั้งที่ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า ตอนพระนเรศวรตีเมืองละแวก พระองค์ไม่ได้ฆ่าพระยาละแวกซึ่งหนีไปอยู่ที่เมืองเชียงแตงหรือสตรึงแตงในภาษาเขมรแล้ว
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ ความหมายของ ‘ขอมแปรพักตร์’ ที่แต่งเติมในสมัยหลัง ถือเป็นประวัติศาสตร์จับยัดเข้ามาเพื่อแสดงความรักชาติ เพราะในพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยและถูกต้องที่สุด ไม่มีเหตุการณ์ขอมแปรพักตร์ ขณะที่พระราช พงศาวดารอยุธยา ประโยคดังกล่าวหมายถึงการที่เขมรแข็งข้อ ไม่อ่อนน้อมต่ออยุธยาและพระเจ้าอู่ทอง อีกทั้งในพงศาวดารเขมร ขอมแปรพักตร์หมายถึงความขัดแย้งภายในเขมรระหว่างกลุ่มที่อาศัยในโตนเลสาปกับตอนใต้
2. ข้อเท็จจริงพบว่า ข้อมูลประวัติศาสตร์ระหว่างไทยกับเขมร ทั้งหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีมีมากมายทั้งไทย เขมร อังกฤษ และฝรั่งเศส แต่ผู้คนไม่อ่าน เพราะอยากให้ข้อมูลเป็นตามใจตนเอง โดยยกตัวอย่างถึงกรณีข้อพิพาทปราสาทเขาวิหารในปี 2505 ซึ่งพบว่า เครือข่ายวิทยุภายในกรุงเทพฯ มีการด่าทอกัมพูชาเพื่อสร้างกระแสชาตินิยม เช่น คำว่า ‘ลิ้นสองแฉกเหมือนเหี้ย’
“ข้อมูลระหว่างไทยกับเขมรเปิดเผยทั่วโลก ไม่ได้ปิดลับ ไม่เหมือนราชการไทยปิดลับ (…) ปัญหาคือชนชั้นนำผู้มีอำนาจไม่อ่านหนังสือ ประเทศไทยมีปัญหาแบบนี้ เลยคลั่งชาติเพื่อปกปิดกลีบเดิมแท้ของตน
“ไทยมีพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร แต่ในความเป็นจริงปิดกั้น รัฐบาลกล่อมเกลาและครอบงำด้วยประวัติศาสตร์แห่งชาติฉบับคลั่งเชื้อชาติไทย และปกปิดข้อมูลที่เป็นจริง ผู้มีอำนาจต้องอ่านหนังสือ ถ้าไม่อ่านหนังสือก็ไม่เข้าใจ และเอาอคติของตนเองไปบังคับบัญชา”
3. ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่างผูกพันด้วยประวัติศาสตร์เครือญาติ กล่าวคือ ทั้งภูมิภาคใช้ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของอำนาจผ่านการแต่งงาน ถือเป็นต้นทางระบบอุปถัมภ์ หรือเป็นที่รู้จักในคำว่า ‘บ้านพี่เมืองน้อง’ แต่ถูกแทนที่โดยประวัติศาสตร์ความบาดหมาง โดยหนทางแก้ไขที่ดีคือ การหันกลับไปศึกษาประวัติศาสตร์เครือญาติจากหลักฐานที่พบแทน
4. วัฒนธรรมไทยเป็นวัฒนธรรมร่วม ไม่ใช่ของชาติใดชาติหนึ่ง โดยต้นกำเนิดมาจากอินเดีย และผสมผสานกับลักษณะเฉพาะในท้องถิ่น เช่นในอดีตไทยใช้อักษรเขมร แต่เขียนเป็นภาษาไทยหรือที่เรียกว่า ‘ขอมไทย’
5. ปัญหาและประวัติศาสตร์บาดหมางที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากจากแนวคิดเรื่องรัฐชาติ ซึ่งมาจากเจ้าอาณานิคม และพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีแนวคิดนี้แต่เดิม (สามารถอ่านประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมได้ในหนังสือกำเนิดสยามจากแผนที่ (Siam Mapped)โดย ธงชัย วินิจจะกูล)
6. สำหรับหนทางในการแก้ไขปัญหา สุจิตต์มองว่า ไทยต้องลดบทบาทประวัติศาสตร์กระแสหลัก และแก้ไขในแนวทางของตนเอง โดยที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ไทยเต็มไปด้วยแนวคิด ‘ปลดแอก’ ซึ่งเป็นวิธีคิดแบบยุโรปที่มักพูดถึงแต่การยึดเมืองขึ้น ทั้งที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีบริบทต่างจากยุโรป เพราะให้ความสำคัญกับ ‘จำนวนไพร่พล’ มากกว่าขนาดของพื้นที่ที่ยึดครอง
“การสร้างประวัติศาสตร์ไทยใหม่หมายถึงการค้นคว้า เรียบเรียงตามหลักฐานทางวิชาการประวัติศาสตร์-โบราณคดี ด้วยแนวทางประวัติศาสตร์เครือญาติ ศาสนา การเมือง การค้า การผสมผสานทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม
“ผมไม่คิดว่า ความขัดแย้งนี้จะเลิกได้ทั้งหมด เพียงแต่ (ขั้นตอนนี้) จะช่วยลดเงื่อนไขที่นำไปสู่ความบาดหมาง ผมคิดว่าสันติภาพไม่ใช่แค่ไทย-เขมร แต่รวมไปถึงมลายู ปัตตานี ภูมิภาคอุษาคเนย์ และทั้งโลกด้วย” สุจิตต์ทิ้งท้าย
วาทกรรม ‘ขายชาติ’ เครื่องมือทางการเมืองของรัฐทหาร
ขณะที่ธำรงศักดิ์อภิปรายว่า จากประสบการณ์การสอนหนังสือ 25 ปีพบว่า กัมพูชากลายเป็นประเทศที่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ชอบ ซึ่งแซงหน้าเมียนมาในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา จึงต้องมองลึกลงไปว่า สาเหตุที่คนไทยไม่พอใจกัมพูชา เป็นเพราะถูกปลูกฝังให้เกลียดชังประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกระบวนการสร้างสำนึกความเป็นไทย โดยมีผู้มีอำนาจเป็นคนเขียนประวัติศาสตร์
ธำรงศักดิ์ย้อนอธิบายว่า อันที่จริงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่มีแนวคิดเรื่องแผนที่หรือเขตแดน แต่สิ่งนี้มากับรัฐชาติสมัยใหม่ ซึ่งมีจุดตั้งต้นจากการที่อังกฤษรบชนะพม่าในปี 2368 นำมาสู่การปักปันเขตแดนที่ไม่มีแต่เดิม จนสร้างสำนึกร่วมกันว่า เขตแดนมีความสำคัญอย่างไร สะท้อนจากการจัดทำแผนที่ในสมัยรัชกาลที่ 5
เมื่อมีการได้มาซึ่งเขตแดนแล้ว การนิยามว่าใครเป็นใครจึงตามมา ชัดเจนที่สุดคือ ช่วงหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 กระแสความคิดชาตินิยมเริ่มเข้ามา มีความพยายามสร้างความเป็นไทย เช่น การใช้คำว่าภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคอีสาน แทนกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ
แต่ประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดกระแสคลั่งชาติที่ถูกปลุกปั่นมาถึงปัจจุบันคือ การที่ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ผู้นำขณะนั้น สั่งให้มีการทำ ‘แผนที่เสียดินแดน’ ซึ่งเริ่มแรกมีเพียง 8 ครั้ง ก่อนที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 14 ครั้ง นับเป็นสารตั้งต้นไปสู่วาทกรรม ‘ขายชาติ’ ที่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือโจมตีการเมืองภายในประเทศ เช่น กรณีโจมตีรัฐบาลเครือข่าย ทักษิณ ชินวัตร จากกรณีปราสาทเขาวิหารในปี 2551 หรือการที่อดีตผู้บัญชาการทหารบกคนหนึ่งหยิบยกวาทกรรมเสียดินแดน 14 ครั้ง มาพูดในการบรรยาย
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิตมองว่า วิธีการแก้ไขข้อพิพาทไทย-กัมพูชา คือการทำความเข้าใจกับวาทกรรมเสียดินแดน หรือสิ่งที่บังคับใช้ผู้คนต้องสนับสนุนระบอบทางการเมืองเพื่อความเป็นสุขบนแผ่นดินด้วยการเชื่อฟังผู้นำ แม้ว่าจริงๆ แล้ววาทกรรมดังกล่าวจะทำให้รัฐทหารเติบโตก็ตาม ขณะที่ประเทศไทยก็ต้องโอบรับความหลากหลาย เพื่อลดกระแสความเกลียดชังลง
‘เขมรเนรคุณ’ ไม่ต่างจาก ‘เคลมโบเดีย’
ด้านธิบดีนำเสนอบทสนทนาในมุมที่แตกต่าง คือการวิพากษ์คำว่า ‘เขมรเนรคุณ’ ซึ่งเหมือนกับคำว่า ‘เคลมโบเดีย’ ในปัจจุบัน โดยย้อนเล่าว่า คำหรืออารมณ์ร่วมดังกล่าว ปรากฏขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 20 หลังกัมพูชายื่นฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) ปมปราสาทเขาพระวิหารในปี 2502 โดย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยแต่งกลอนเสียดสีกัมพูชาที่มีใจความว่า เมื่อก่อนไทยเคยช่วยเขมรมากมาย แต่เขมรกลับเนรคุณ จองหอง ไม่สำนึกบุญคุณไทย
ในปีเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศไทยยังเขียนหนังสือออกมาเสียดสีในทำนองเดียวกันว่า ไทยมีส่วนช่วยกัมพูชาในการเรียกร้องเอกราช และพระบาทสมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรง ‘สำนึกบุญคุณ’ แต่หลังจากนั้นไม่นาน กัมพูชาเริ่มทวงสิทธิดินแดน ซึ่งหากสรุปในมุมมองของตนแล้ว ถ้อยแถลงของกระทรวงต่างประเทศจึงอาจเป็นการตอกย้ำว่า กษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงไม่สำนึกคุณที่ไทยเคยช่วยไว้ก็ได้
สำหรับประเด็นเขมรแปรพักตร์ ธิบดีมองต่างจากสุจิตต์บางแง่มุม ผ่านการวิเคราะห์ว่า คำดังกล่าวถูกเข้าใจกันเป็นวงกว้างเทียบเท่ากับประโยคเขมรเนรคุณ ซึ่งปรากฏในแบบเรียนตั้งแต่ไทยมีแผนการศึกษา โดยที่บทบาทของกัมพูชามักถูกอธิบายว่าเป็นประเทศราชที่มักฉวยโอกาสแปรพักตร์ในยามที่ไทยอ่อนแอเสมอ
โดยสรุปธิบดีมองว่า ไม่ว่าจะคำว่า ‘เขมรเนรคุณ’ หรือ ‘เคลมโบเดีย’ ต่างก็มีจุดร่วมกัน คือ กัมพูชาเนรคุณไทย กล่าวคือ ไทยมีสถานะต่อกัมพูชาในฐานะ ‘ผู้มีพระคุณอันใหญ่หลวง’ แต่กัมพูชากลับเป็นพวกไม่สำนึกบุญคุณที่ไทยเคยให้ความช่วยเหลือ
“เวลาเราบอกว่า กัมพูชาเคลมหรือก๊อบปี้ของไทย แต่เป็นการก๊อบปี้ไทยที่มีบุญคุณอันใหญ่หลวง จึงกลายเป็นเนรคุณ เคลมโบเดียจึงกลายเป็นว่าเขมรเนรคุณ”
อาจารย์จากภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาฯ ทิ้งท้ายว่า วิธีการแก้ไขปัญหาอาจไม่ใช่การมองแค่ผ่านกรอบประวัติศาสตร์เครือญาติ ซึ่งก็เต็มไปด้วยการทะเลาะและความขัดแย้ง แต่ต้องพูดถึง ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’ ให้มากขึ้น อย่ากลบฝังอดีต โดยต้องทบทวนและทำความเข้าใจประวัติศาสตร์กันใหม่ แต่ไม่ใช่เพื่อตอบคำถามหรือทำให้ความขัดแย้งลดลง แต่เป็นการศึกษาเพื่อทำความเข้าใจ หรือทบทวนให้ตนเองเติบโตมากขึ้นกว่านี้
ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง: มองสำนึกกัมพูชาต่อไทยในฐานะ ‘ภัยคุกคาม’
ปิดท้ายบทสนทนาด้วยยิ่งยศที่อธิบายความสัมพันธ์บาดหมางของ 2 ประเทศจากมุมมองของกัมพูชา ในลักษณะ ‘ผู้ร้าย’ หรือ ‘ศัตรู’ จากชนวนทั้งการเมืองภายในและระหว่างประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่ยุคอาณานิคม และทวีคูณในสงครามเย็น โดยเฉพาะในยุคสังคมราษฎรนิยม ที่มีสีหนุเป็นผู้นำพรรคสังคมราษฎรนิยมตั้งแต่ปี 2498-2513
เริ่มแรกไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับกัมพูชาที่ยังไม่ได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในปี 2493 ซึ่งอยู่ในบทบาทรัฐปกครองตนเอง แม้จะมีความพยายามปรองดอง แต่บริบทของสงครามเย็นทำให้ 2 ประเทศต่างบาดหมางกัน เพราะไทยอยู่ในกลุ่มโลกเสรีและสนับสนุนสหรัฐอเมริกา ขณะที่กัมพูชาภายใต้สีหนุวางตัวเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และดำเนินนโยบายรับความช่วยเหลือทุกฝ่าย จนทำให้ทางการไทยเคลือบแคลงต่อนโยบายดังกล่าว นำไปสู่จุดแตกร้าวในช่วงปี 2499 และ 2501 หลังสีหนุเยือนจีน ซึ่งเท่ากับว่า กัมพูชากำลังเปิดโอกาสให้จีนคอมมิวนิสต์แพร่ขยายอิทธิพลเหนือกลุ่มประเทศอินโดจีน
ฝ่ายไทยจึงดำเนินนโยบายต่างประเทศ ที่หักหน้ารัฐบาลกัมพูชาภายใต้สีหนุหลายอย่าง เช่น สนับสนุนกลุ่มเขมรเสรี ฝ่ายต่อต้านสีหนุที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และเวียดนามใต้ เพื่อสกัดกั้นการแพร่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสม์ โดยหลักฐานของ CIA ยังพบว่า ไทยมีส่วนร่วมกับแผนการกรุงเทพฯ คือ พยายามเปลี่ยนรัฐบาลกัมพูชาด้วยการล้มล้างระบอบของสีหนุ
นอกจากนี้กัมพูชายังเผชิญกับสภาวะไร้เสถียรภาพทางการเมือง หลังสีหนุต้องเปลี่ยนรัฐบาลราว 10 ชุดในช่วง 3 ปีแรก เท่ากับว่า ทางเลือกของพระองค์ในการปกป้องตนเอง จึงมีไม่กี่อย่างคือ การสร้างกระแสชาตินิยมผ่านวาทกรรม ‘ประวัติศาสตร์ต้านไทย’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ยิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว ทั้งโจมตีไทยในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และยังสามารถสร้างความนิยมผ่านกระแสชาตินิยม
ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในเวลานั้น สีหนุสร้างชุดความคิดต้านไทยขึ้น เพื่อปลุกระดมคนในชาติ เช่น วาทกรรมไทยรุกรานกัมพูชาทำให้พระนครล่มสลาย เพราะมีจิตริษยา ขณะที่ยังมีพระราชดำรัสเรียกไทยว่า ‘น้องสาว’ ถือเป็นการลดทอนในสถานะที่ไม่เท่าเทียมกัน
นอกจากนี้ในพระราชนิพนธ์ของพระองค์ยังเปรียบเปรยไทยว่า ไม่ต่างจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำนาซีเยอรมนี เพราะทำกัมพูชาบ้านแตกสาแหรกขาด ซ้ำร้ายไทยยังอยากได้ดินแดนกัมพูชาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังบ่อนทำลาย เสี้ยมให้คนกัมพูชาทะเลาะกันเอง ซึ่งวาทกรรมเหล่านี้มักถูกผลิตซ้ำผ่านวิทยุกระจายเสียงและมหรสพ เช่นการจัดคณะละครชาติที่แสดงเรื่องนักตาคลังเมืองว่าด้วยเรื่องกองทัพผีที่ช่วยกัมพูชาต้านสงครามกับไทย
เมื่อมองกลับมาในปัจจุบันถึงปมความขัดแย้งครั้งนี้ ยิ่งยศมองว่า วิธีการแก้ไขปัญหาของ 2 ประเทศคือ การอธิบายเรื่องราวตรงไปตรงมา เพราะที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือ จนก่อให้เกิดความทรงจำร่วมอยู่ทั้ง 2 ฝ่าย ขณะที่คนในสังคมเลือกจะเชื่อเช่นนี้ แม้จะมีการเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ก็ตาม