โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ตราสารหนี้” ทางเลือกที่สร้างผลตอบแทน “สูงกว่าเงินฝาก” & “ชนะเงินเฟ้อ” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 17 ม.ค. เวลา 03.25 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2568 เวลา 02.22 น. • นริสรา ชัยวัฒนะ

Where2put Ur Money: ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%มาอยู่ที่ระดับ 2.0% และนับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี รวมแล้วดอกเบี้ยนโนบายได้ปรับลงมา 0.50%จากจุดสูงสุด
“สะท้อนว่าดอกเบี้ยของไทยเข้าสู่ช่วง ‘ขาลง’ เรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ต้อง ‘จ่ายดอกเบี้ย’เนื่องจากภาระหนี้ก็จะเบาลง แต่สำหรับผู้ที่ ‘รับดอกเบี้ย’ จากการฝากเงิน หรือ การลงทุนในตราสารหนี้ก็อาจจะเซ็งๆ กันบ้าง เนื่องจากเราจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำลง ในภาวะที่เงินเฟ้อของไทยก็มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ”
ซึ่งคำถามสำคัญก็คือ แล้ว เราจะลงทุนอย่างไรให้เงินลงทุนเติบโต ในภาวะ “ดอกเบี้ยขาลง” และ “ไม่ถูกเงินเฟ้อกัดกิน” ?
สำหรับทางเลือกการลงทุนในปัจจุบันมีค่อนข้างหลากหลาย แต่ในบทความนี้ “ไทร” จะพาเพื่อนๆ มาดูทางเลือกการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีแม้ในช่วงดอกเบี้ยขาลง และสามารถเอาชนะภาวะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่า “เงินเฟ้อ” ที่เป็น “ศัตรู” ของการลงทุนของเรา โดยเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ ?
ข้อมูลจาก “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ระบุว่า “เงินเฟ้อ” เฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังของไทยอยู่ที่ 1.6%ต่อปี และ เงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 1.35%ต่อปีดังนั้นเราควรใช้ “เงินเฟ้อในระยะยาว” ที่ 1.3%ต่อปีเป็นเป้าหมายสำหรับการลงทุน
ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า “ทางเลือกการลงทุน” แบบไหนบ้าง ที่ค่อนข้างปลอดภัยและสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้ ?

1.เงินฝาก: “ปลอดภัย” แต่ผลตอบแทนอาจ “ไม่ทันเงินเฟ้อ”

ทางเลือกการลงทุนที่ทุกคนคุ้นเคย คือ “การฝากเงิน” ไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำ แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยรักษาเงินต้นได้เป็นอย่างดี แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ผลตอบแทนจากการฝากเงินอาจต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินออมมีโอกาสลดลงในระยะยาว

  • ข้อดีของเงินฝากธนาคาร

  • ความเสี่ยงต่ำและเงินต้นได้รับการคุ้มครอง

    • สภาพคล่องสูง สามารถถอนออกมาใช้ได้ง่าย

    • เหมาะสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน

  • ข้อเสียของเงินฝากธนาคาร

  • ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ผลตอบแทนต่ำลงได้

    • ผลตอบแทนอาจไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว

ผลตอบแทนย้อนหลังของ “เงินฝากออมทรัพย์” & “ฝากประจำ”

ข้อมูลจาก “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ระบุว่าในช่วง 10 ปีย้อนหลัง อัตราดอกเบี้ย “เงินฝากออมทรัพย์” อยู่ในช่วง 0.25-0.55%ต่อปี ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ย “เงินฝากประจำ 12 เดือน” อยู่ในช่วง 1.4% - 1.7% ต่อปี ซึ่ง “อัตราเงินเฟ้อ” เฉลี่ยที่ประมาณ 1.3% ต่อปี ทำให้ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อจากการฝากออมทรัพย์นั้นติดลบ ส่วนของฝากประจำยังเป็นบวก
“สรุปได้ว่า การฝาก ‘ออมทรัพย์’ ระยะยาวอาจจะไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ในขณะที่การ ‘ฝากประจำ’ ยังพอสูสีกับเงินเฟ้อ”

2.ตราสารหนี้: ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทน “สูงกว่าเงินฝาก” และ “ชนะเงินเฟ้อ”

“ตราสารหนี้” เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลง ทั้งการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้ภาคเอกชน เนื่องจากตราสารหนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝาก และในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง ราคาของตราสารหนี้ในตลาดรองก็มีโอกาสปรับตัวขึ้น เนื่องจากความต้องการตราสารหนี้จะสูงขึ้น จึงทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการขายเพื่อทำกำไรส่วนต่างตราสารหนี้ในตลาดรองได้

  • ข้อดีของตราสารหนี้

  • ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก

    • มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากราคาตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลง

    • เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้จากดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ

  • ข้อเสียของตราสารหนี้

  • มีความเสี่ยงด้านเครดิต หากผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้

    • อาจมีความผันผวนของราคาตามอัตราดอกเบี้ยและภาวะตลาด

    • ต้องถือครองในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด

ผลตอบแทนย้อนหลังของ “ตราสารหนี้”

ตามข้อมูลจาก “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) ในช่วง 10ปีย้อนหลังผลตอบแทนเฉลี่ยของ “พันธบัตรรัฐบาล” อยู่ในช่วง 1.4% - 1.8% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับอายุพันธบัตร)ขณะที่ผลตอบแทน “ตราสารหนี้ภาคเอกชน” ระดับ Investment Grade อยู่ในช่วง 2.0% - 3.0% ต่อปีซึ่งล้วนแต่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ และ อัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว

3.กองทุนตราสารหนี้: ทางเลือกที่ยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงได้ดี

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้โดยไม่ต้องการบริหารจัดการด้วยตนเอง “กองทุนตราสารหนี้” เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญคอยบริหารพอร์ตการลงทุน และช่วยกระจายความเสี่ยงในตราสารหนี้หลายประเภทให้กับเราอีกทั้งยังมีสภาพคล่องที่สูง เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถซื้อและขายคืนหน่วยลงทุนได้ในทุกวันทำการ
ประเภทของ “กองทุนตราสารหนี้”

  • “กองทุนตลาดเงิน”: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ “รับความเสี่ยงได้ต่ำ”

  • “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น”: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และ ตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น ที่มีอายุไม่เกิน 1-3 ปี เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง และความเสี่ยงต่ำ

  • “กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว”: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และ ตราสารหนี้เอกชนที่มีอายุมากกว่า 1 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงในระยะยาวและ สามารถรับความผันผวนของ NAV ของกองทุนในระยะสั้นได้

ตัวอย่างผลตอบแทนย้อนหลังของ “กองทุนตราสารหนี้”

  • “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” >> กองทุน KKP PLUS ผลตอบแทน 1ปี 3ปี และ 5 ปี ย้อนหลังอยู่ที่4%1.8%และ 1.4%ต่อปี ตามลำดับ

  • กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว >> กองทุน KFAFIX-A ผลตอบแทน 1ปี 3ปี และ 5 ปี ย้อนหลังอยู่ที่ 3.5%3%และ 1.6%ต่อปี ตามลำดับ

“ในภาวะดอกเบี้ยขาลง ทางเลือกการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่า ‘เงินฝาก’ จะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง แต่ผลตอบแทนมักต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว ขณะที่ ‘ตราสารหนี้’ เป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ และชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว”
ส่วน “กองทุนตราสารหนี้” เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้มืออาชีพบริหารเงินลงทุนแทน และต้องการสภาพคล่องในการซื้อ-ขาย อีกทั้งยังสามารถสร้าง “ผลตอบแทนได้ดี” ในช่วงที่ “ดอกเบี้ยเป็นขาลง” ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง หากต้องการความมั่นใจ ควรปรึกษาที่ปรึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...