“ตราสารหนี้” ทางเลือกที่สร้างผลตอบแทน “สูงกว่าเงินฝาก” & “ชนะเงินเฟ้อ” !!!
Where2put Ur Money: ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%มาอยู่ที่ระดับ 2.0% และนับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ในรอบ 2 ปี รวมแล้วดอกเบี้ยนโนบายได้ปรับลงมา 0.50%จากจุดสูงสุด
“สะท้อนว่าดอกเบี้ยของไทยเข้าสู่ช่วง ‘ขาลง’ เรียบร้อยแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่ต้อง ‘จ่ายดอกเบี้ย’เนื่องจากภาระหนี้ก็จะเบาลง แต่สำหรับผู้ที่ ‘รับดอกเบี้ย’ จากการฝากเงิน หรือ การลงทุนในตราสารหนี้ก็อาจจะเซ็งๆ กันบ้าง เนื่องจากเราจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำลง ในภาวะที่เงินเฟ้อของไทยก็มีแนวโน้มที่สูงขึ้นเรื่อยๆ”
ซึ่งคำถามสำคัญก็คือ แล้ว เราจะลงทุนอย่างไรให้เงินลงทุนเติบโต ในภาวะ “ดอกเบี้ยขาลง” และ “ไม่ถูกเงินเฟ้อกัดกิน” ?
สำหรับทางเลือกการลงทุนในปัจจุบันมีค่อนข้างหลากหลาย แต่ในบทความนี้ “ไทร” จะพาเพื่อนๆ มาดูทางเลือกการลงทุนที่ค่อนข้างปลอดภัย สามารถสร้างผลตอบแทนได้ดีแม้ในช่วงดอกเบี้ยขาลง และสามารถเอาชนะภาวะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
ก่อนอื่นเราต้องมาดูกันก่อนว่า “เงินเฟ้อ” ที่เป็น “ศัตรู” ของการลงทุนของเรา โดยเฉลี่ยอยู่ที่เท่าไหร่ ?
ข้อมูลจาก “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ระบุว่า “เงินเฟ้อ” เฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังของไทยอยู่ที่ 1.6%ต่อปี และ เงินเฟ้อเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 1.35%ต่อปีดังนั้นเราควรใช้ “เงินเฟ้อในระยะยาว” ที่ 1.3%ต่อปีเป็นเป้าหมายสำหรับการลงทุน
ทีนี้เรามาดูกันต่อว่า “ทางเลือกการลงทุน” แบบไหนบ้าง ที่ค่อนข้างปลอดภัยและสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับเราได้ ?
1.เงินฝาก: “ปลอดภัย” แต่ผลตอบแทนอาจ “ไม่ทันเงินเฟ้อ”
ทางเลือกการลงทุนที่ทุกคนคุ้นเคย คือ “การฝากเงิน” ไว้ในบัญชีออมทรัพย์หรือเงินฝากประจำ แม้ว่าวิธีนี้จะช่วยรักษาเงินต้นได้เป็นอย่างดี แต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ผลตอบแทนจากการฝากเงินอาจต่ำกว่าระดับเงินเฟ้อ ทำให้มูลค่าที่แท้จริงของเงินออมมีโอกาสลดลงในระยะยาว
ข้อดีของเงินฝากธนาคาร
ความเสี่ยงต่ำและเงินต้นได้รับการคุ้มครอง
สภาพคล่องสูง สามารถถอนออกมาใช้ได้ง่าย
เหมาะสำหรับเงินสำรองฉุกเฉิน
ข้อเสียของเงินฝากธนาคาร
ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลงจะทำให้ผลตอบแทนต่ำลงได้
ผลตอบแทนอาจไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว
ผลตอบแทนย้อนหลังของ “เงินฝากออมทรัพย์” & “ฝากประจำ”
ข้อมูลจาก “ธนาคารแห่งประเทศไทย” ระบุว่าในช่วง 10 ปีย้อนหลัง อัตราดอกเบี้ย “เงินฝากออมทรัพย์” อยู่ในช่วง 0.25-0.55%ต่อปี ในขณะที่ อัตราดอกเบี้ย “เงินฝากประจำ 12 เดือน” อยู่ในช่วง 1.4% - 1.7% ต่อปี ซึ่ง “อัตราเงินเฟ้อ” เฉลี่ยที่ประมาณ 1.3% ต่อปี ทำให้ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อจากการฝากออมทรัพย์นั้นติดลบ ส่วนของฝากประจำยังเป็นบวก
“สรุปได้ว่า การฝาก ‘ออมทรัพย์’ ระยะยาวอาจจะไม่สามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ ในขณะที่การ ‘ฝากประจำ’ ยังพอสูสีกับเงินเฟ้อ”
2.ตราสารหนี้: ทางเลือกที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทน “สูงกว่าเงินฝาก” และ “ชนะเงินเฟ้อ”
“ตราสารหนี้” เป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยลดลง ทั้งการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือ หุ้นกู้ภาคเอกชน เนื่องจากตราสารหนี้มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝาก และในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาลง ราคาของตราสารหนี้ในตลาดรองก็มีโอกาสปรับตัวขึ้น เนื่องจากความต้องการตราสารหนี้จะสูงขึ้น จึงทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการขายเพื่อทำกำไรส่วนต่างตราสารหนี้ในตลาดรองได้
ข้อดีของตราสารหนี้
ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก
มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากราคาตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงดอกเบี้ยขาลง
เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการรายได้จากดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอ
ข้อเสียของตราสารหนี้
มีความเสี่ยงด้านเครดิต หากผู้ออกตราสารหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้
อาจมีความผันผวนของราคาตามอัตราดอกเบี้ยและภาวะตลาด
ต้องถือครองในระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุด
ผลตอบแทนย้อนหลังของ “ตราสารหนี้”
ตามข้อมูลจาก “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) ในช่วง 10ปีย้อนหลังผลตอบแทนเฉลี่ยของ “พันธบัตรรัฐบาล” อยู่ในช่วง 1.4% - 1.8% ต่อปี (ขึ้นอยู่กับอายุพันธบัตร)ขณะที่ผลตอบแทน “ตราสารหนี้ภาคเอกชน” ระดับ Investment Grade อยู่ในช่วง 2.0% - 3.0% ต่อปีซึ่งล้วนแต่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ และ อัตราเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงเป็นทางเลือกการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับเอาชนะเงินเฟ้อในระยะยาว
3.กองทุนตราสารหนี้: ทางเลือกที่ยืดหยุ่นและกระจายความเสี่ยงได้ดี
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้โดยไม่ต้องการบริหารจัดการด้วยตนเอง “กองทุนตราสารหนี้” เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนที่เชี่ยวชาญคอยบริหารพอร์ตการลงทุน และช่วยกระจายความเสี่ยงในตราสารหนี้หลายประเภทให้กับเราอีกทั้งยังมีสภาพคล่องที่สูง เนื่องจากผู้ลงทุนสามารถซื้อและขายคืนหน่วยลงทุนได้ในทุกวันทำการ
ประเภทของ “กองทุนตราสารหนี้”
“กองทุนตลาดเงิน”: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก เหมาะสำหรับผู้ที่ “รับความเสี่ยงได้ต่ำ”
“กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น”: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และ ตราสารหนี้เอกชนระยะสั้น ที่มีอายุไม่เกิน 1-3 ปี เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสภาพคล่องสูง และความเสี่ยงต่ำ
“กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว”: ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และ ตราสารหนี้เอกชนที่มีอายุมากกว่า 1 ปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนที่สูงในระยะยาวและ สามารถรับความผันผวนของ NAV ของกองทุนในระยะสั้นได้
ตัวอย่างผลตอบแทนย้อนหลังของ “กองทุนตราสารหนี้”
“กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” >> กองทุน KKP PLUS ผลตอบแทน 1ปี 3ปี และ 5 ปี ย้อนหลังอยู่ที่4%1.8%และ 1.4%ต่อปี ตามลำดับ
กองทุนตราสารหนี้ระยะยาว >> กองทุน KFAFIX-A ผลตอบแทน 1ปี 3ปี และ 5 ปี ย้อนหลังอยู่ที่ 3.5%3%และ 1.6%ต่อปี ตามลำดับ
“ในภาวะดอกเบี้ยขาลง ทางเลือกการลงทุนที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าเงินเฟ้อเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่า ‘เงินฝาก’ จะเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูง แต่ผลตอบแทนมักต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อในระยะยาว ขณะที่ ‘ตราสารหนี้’ เป็นทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้สม่ำเสมอ และชนะเงินเฟ้อได้ในระยะยาว”
ส่วน “กองทุนตราสารหนี้” เป็นอีกทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้มืออาชีพบริหารเงินลงทุนแทน และต้องการสภาพคล่องในการซื้อ-ขาย อีกทั้งยังสามารถสร้าง “ผลตอบแทนได้ดี” ในช่วงที่ “ดอกเบี้ยเป็นขาลง” ทั้งนี้ การลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรพิจารณาความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของตนเอง หากต้องการความมั่นใจ ควรปรึกษาที่ปรึกษาการลงทุนก่อนตัดสินใจลงทุน