โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : เมื่อใดต้องทำ “บอลลูนหัวใจ”

ชัวร์ก่อนแชร์

อัพเดต 04 มี.ค. 2568 เวลา 13.11 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2568 เวลา 06.10 น. • สำนักข่าวไทย อสมท

บอลลูนหัวใจคืออะไร ป่วยระดับไหนถึงต้องทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ และมีวิธีการรักษาแบบอื่นอีกหรือไม่ ?

🎯 ตรวจสอบข้อเท็จจริงและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รศ.นพ.สุพจน์ ศรีมหาโชตะ สาขาวิชาโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตนายกสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

การรักษาหลอดเลือดหัวใจมี 3 วิธี กินยาอย่างเดียว ทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ (ปัจจุบันใส่ขดลวดด้วย) และทำบายพาสผ่าตัดต่อหลอดเลือดที่ตีบ

การทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจ เป็นวิธีการรักษาแบบหนึ่ง แต่ต้องประเมินว่า…

1. หลอดเลือดตีบจริง ๆ และมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

2. ใส่ขดลวดเล็ก ๆ ผ่านบริเวณรอยตีบของหลอดเลือด และนำบอลลูนขยายหลอดเลือดให้กว้างขึ้น

3. หลอดเลือดขยาย ก้อนไขมันจะถูกเบียดชิดผนังหลอดเลือด หลังจากนั้นใส่ขดลวด เมื่อใส่ขดลวดแล้วหลอดเลือดขยายมีขนาดใหญ่ เลือดก็จะไหลได้ดีขึ้น

ผู้ป่วยกลุ่มไหนบ้าง ต้องทำบอลลูน ?

หลังตรวจร่างกายแล้ว แพทย์พิจารณาว่าควรทำบอลลูนกับกลุ่มผู้ป่วยดังต่อไปนี้

1. กลุ่มอาการกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน บางคนกล้ามเนื้อหัวใจตาย กลุ่มนี้จะได้ประโยชน์สูงสุดจากการทำบอลลูน ซึ่งหลาย ๆ ครั้งพบว่าทำให้ผู้ป่วยรอดชีวิตจากการทำบอลลูนได้

2. กลุ่มที่มีอาการเจ็บหน้าอกแบบอาการคงที่

กลุ่มที่ไม่ได้มีอาการเฉียบพลัน แต่อาจจะต้องทำบอลลูนหลอดเลือดหัวใจ มีข้อบ่งชี้ว่าต้องมีอาการและอาการนี้เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โดยมีการตรวจหัวใจหลัก ๆ 3 รูปแบบ ได้แก่

1. ตรวจหัวใจ Exercise Stress Test : EST การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะทำงานหนัก ใช้หลักการกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้นเหมือนการออกกำลังกาย (เดินบนลู่วิ่ง หรือปั่นจักรยาน) จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้ดี หากผู้ป่วยมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือหลอดเลือดหัวใจตีบอยู่จะทำให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ

2. ตรวจหัวใจ Echocardiogram เรียกกันสั้น ๆ ว่า “เอคโค” เป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่ใช้บ่อยในปัจจุบัน เพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ เช่น การบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ขนาดของห้องหัวใจ การไหลเวียนเลือดในหัวใจ การทำงานของลิ้นหัวใจ และดูตำแหน่งของหลอดเลือดต่าง ๆ ที่เข้าสู่หัวใจ

3. ตรวจหัวใจ Cardiac MRI ตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า หรือ (Cardiovascular MRI) เป็นการถ่ายภาพหัวใจโดยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพ ช่วยในการตรวจปัญหาในห้องหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และประเมินการไหลเวียนของเลือดในหัวใจ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด

4. ตรวจหัวใจ CT Scan การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หัวใจ โดยใช้เครื่องสแกนและคอมพิวเตอร์ สามารถตรวจได้รวดเร็วแต่มีรายละเอียดและความละเอียดสูง แสดงภาพหลอดเลือดหัวใจให้รับรู้ว่าผู้ป่วยมีปัญหาอะไรบ้างเกี่ยวกับหลอดเลือดและหัวใจ

วิธีการตรวจต่าง ๆ เหล่านี้ จะนำมาประกอบกับอาการของผู้ป่วย เพื่อประเมินว่ามีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่หรือไม่

ไม่ใช่ทุกกรณีที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบแล้วจะต้องทำบอลลูนเสมอไป ?

ถ้าเมื่อไหร่มีอาการ และอาการเป็นมาก ทำงานเล็กน้อย เดินขึ้นบันได 1 ชั้นก็มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก กินยาไปสักพักอาการไม่ดีขึ้น หรือยังมีอาการเจ็บอยู่ ก็เป็นข้อบ่งชี้ว่าอาจจำเป็นต้องไปฉีดสีดูหลอดเลือดหัวใจ แพทย์จะประเมินดูอีกครั้งว่ามีการตีบมากน้อยแค่ไหน

ถ้าหลอดเลือดตีบมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แนะนำว่าสามารถทำบอลลูนได้

กรณีหลอดเลือดตีบน้อยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ แต่ตีบมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป อาจจะต้องประเมินว่า จริง ๆ แล้วมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดจริง ๆ หรือไม่

แพทย์จะทำการใส่สายเข้าไปวัดความดันในหลอดเลือด เมื่อไหร่ที่ความดันในหลอดเลือดลดลงไป 20 เปอร์เซ็นต์ ก็บ่งบอกได้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจอาจมีปัญหาขาดเลือดได้ การทำบอลลูนอาจจะมีประโยชน์กรณีนี้

ถ้าผู้ป่วยหลอดเลือดตีบน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ โอกาสที่จะต้องทำบอลลูนมีน้อยมาก เพราะไม่มีประโยชน์จากการทำบอลลูน

การทำบอลลูนคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางการดูแลสุขภาพตนเอง ?

ที่ผ่านมามีผู้ป่วยบางรายถามว่า “ทำไมไม่ทำบอลลูนให้ ทั้ง ๆ ที่หลอดเลือดตีบ 70 เปอร์เซ็นต์ ปล่อยทิ้งไว้ได้อย่างไร”

ขออธิบายดังนี้ การทำบอลลูนหรือนำขดลวดใส่เข้าไปในหลอดเลือด คือการนำวัตถุบางอย่างเข้าสู่ร่างกาย จะต้องกินยาต้านเกล็ดเลือด 2 ชนิด เป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน และหลังจากนั้นต้องกินยา 1 ชนิดตลอดชีวิต

ที่สำคัญขดลวดที่ใส่เข้าไปจะอุดตันตอนไหนก็ได้ แต่เมื่อเทียบกับมีหลอดเลือดตีบนิดหน่อย โดยไม่มีสิ่งแปลกปลอม (ขดลวด) อยู่ในหลอดเลือด โอกาสที่จะเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Heart Attack) หรือโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันไม่ได้สูงกว่าการนำขดลวดใส่เข้าไปในหลอดเลือด

ดังนั้น คนที่มีหลอดเลือดตีบ 50 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีอาการอะไรเลยก็ไม่ควรนำอะไรใส่เข้าไปในหลอดเลือดจะดีกว่า

การทำ “บอลลูน” สามารถช่วย “ป้องกัน” โรคหัวใจ ได้หรือไม่ ?

การทำบอลลูนไม่สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจในอนาคต

หลายคนที่ใส่ขดลวดเข้าไปในหลอดเลือด ถึงแม้ว่าหลอดเลือดจะตีบ 70 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม โดยคาดหวังว่าจะไม่เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายในอนาคต เรื่องนี้เป็นความเข้าใจที่ผิด

เมื่อไหร่ก็ตามที่หลอดเลือดตีบมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ และมีข้อบ่งชี้ว่ามีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาจจะได้ประโยชน์จากการทำบอลลูนขยายหลอดเลือด แต่ถ้าหลอดเลือดตีบมากการทำบอลลูนก็จะสู้การผ่าตัดทำบายพาสไม่ได้

ถ้ามีหลอดเลือดตีบไม่มากหรือน้อยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ตรวจเพิ่มเติมแล้วไม่มีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ สามารถออกกำลังกายได้ ที่สำคัญต้องควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้ดี ลดไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน คุมเบาหวาน คุมความดัน และถ้าสูบบุหรี่ด้วยก็ต้องเลิกสูบบุหรี่ทันที

แนวทางการรักษาอาจจะมาพร้อมกับความเสี่ยง โดยเฉพาะใช้อย่างไม่เข้าใจและไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง

สัมภาษณ์โดย พีรพล อนุตรโสตถิ์

เรียบเรียงโดย คมส์ธนนท์ ศุขอัจจะสกุล

ดูเพิ่มเติมรายการ ชัวร์ก่อนแชร์ FACTSHEET : เมื่อใดต้องทำ บอลลูนหัวใจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...