คลัง-สภาพัฒน์ฯ เร่งประเมินความเสียหายแผ่นดินไหว ฟากธอส.เชื่อกระทบตลาดอสังหาฯ แค่ระยะสั้น
คลัง-สภาพัฒน์ฯ เร่งประเมินความเสียหายแผ่นดินไหว ฟากธอส.เชื่อกระทบตลาดอสังหาฯ แค่ระยะสั้น
สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย- -2 เม.ย. 68 16:27 น.
“เผ่าภูมิ” เผย กำลังร่วมประเมินผลกระทบแผ่นดินไหวกับสภาพัฒน์ฯ ด้านมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน-จดจำนอง คาดชัดเจนเร็วๆนี้ ฟาก ธอส. มองแผ่นดินไหวกระทบจิตวิทยาระยะสั้น มั่นใจภาพรวมทั้งปียังสดใส
นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ “นโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับสินเชื่อที่อยู่อาศัยและมาตรการสนับสนุน” จัดโดยสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ยังเร็วไปที่จะประเมินผลต่อภาวะเศรษฐกิจ โดยขณะนี้กระทรวงการคลัง และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) อยู่ระหว่างการพิจารณาความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น
โดยขณะนี้ยอมรับว่า มีผลในเรื่องของความเชื่อมั่น มากกว่า ความเสียหายทรัพย์สิน แต่ที่กระทบมากที่สุด คือ เรื่องของความเชื่อมั่นของประชาชน และการท่องเที่ยว ซึ่ง 2 อุตสาหกรรมที่กระทบหนัก คือ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะแนวสูง
“ความเชื่อมั่นจะดึงกลับอย่างไร ต้องใช้ทางวิทยาศาสตร์ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว มีเพียงแค่ตึกเดียว แต่ตึกอื่นยังสามารถรองรับได้ ต่อจากนี้ผู้รับเหมาจะแข่งเรื่องมาตรฐานของตึก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราอยากเห็น โดยหลังจากนี้จะต้องดึงความเชื่อมั่นให้ได้ว่าจะทำอย่างไร โดยเรื่องนี้กระทบเรื่องการท่องเที่ยว และอสังหาฯ แนวดิ่งที่เป็นตึกสูง โดยมีรายงานจากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) พบว่า ยอดการโอนตกในวันที่มีเหตุการณ์แผ่นดินไหว แต่กลับมาได้เร็ว โดยใน 2 วันรุ่นขึ้น เห็นการกลับเข้าสู่การโอนในเทรนด์เดิมในตึกสูง” นายเผ่าภูมิ กล่าว
สำหรับความคืบหน้าของมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและการจดจำนองให้กับอสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาในรายละเอียด ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนในเร็วๆ นี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า หากมาตรการ LTV และมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอน การจดจำนองมีผลบังคับใช้พร้อมกัน จะส่งผลดีต่อภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก
“ ภาคอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นส่วนสำคัญ ต่อระบบเศรษฐกิจไทย เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน ทั้งการก่อสร้าง ผู้รับเหมา การจ้างงาน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมา 2 อุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวช้า คือ อสังหาริมทรัพย์ และรถยนต์ ส่งผลให้ภาครัฐ อยู่ระหว่างออกมาตรการต่างๆ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมในกลุ่มดังกล่าว”นายเผ่าภูมิ กล่าว
นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า ภาพรวมปีนี้ คาดว่าจะมีทิศทางดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ยังต้องติดตามความเสี่ยงต่างๆ โดยเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวดี ขณะเดียวกันต้องติดตามความเชื่อมั่นของภาคประชาชนด้วย โดยคาดหวังว่าปีนี้ การโอนอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีที่มีมาตรการเพียง 1 มาตรการ คือ LTV หรือ การโอนและจดจำนอง จะส่งผลบวกต่อการโอนประมาณ 1.6% หากไม่มีมาตรการเลย จะลดลง 3.5% สำหรับการโอน แต่หากมีทั้ง 2 มาตรการ จะส่งผลให้การโอนอสังหาริมทรัพย์ ขยายตัว 9.7%
ด้านการเปิดโครงการขายใหม่ หากมี 1 มาตรการจะขยายตัว 16.8% หากไม่มีมาตรการเลยจะติดลบ 0.8% และหากมีทั้งสองมาตรการพร้อมกันการเปิดโครงการขายใหม่จะขยายตัวได้ 22.6%
***ธอส. มั่นใจอสังหาฯ ปีนี้ฟื้น อานิสงส์ LTV-มาตรการโอนจดจำนอง มองแผ่นดินไหวกระทบจิตวิทยาระยะสั้น
นายกมลภพ วีระพละ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวในงานสัมมนา ประจำปี 68 ของสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ว่า ทิศทางตลาดที่อยู่อาศัยปีนี้ คาดว่าจะดีขึ้นจากปีก่อน โดยเป็นแรงหนุนจากการผ่อนคลายมาตรการ LTV ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงค่าธรรมเนียมการโอน และจดจำนอง รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำ และมีแนวโน้มลดลง ส่งผลให้ปีนี้ ธอส.คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อใหม่ได้ประมาณ 240,000 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยบวกต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ส่วนหนี่งจากแนวโน้มเศรษฐกิจในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.2-3.2% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น การขยายตัวของอุปสงค์ของภาคเอกชนในประเทศตามแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของการลงทุนภาคเอกชน และการขยายตัวต่อเนื่องของการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยทรงตัวในระดับต่ำและมีแนวโน้มปรับลดลง ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน
นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังได้ผ่อนคลายเกณฑ์ LTV เป็นการชั่วคราว (ที่อยู่อาศัยทุกระดับราคา LTV 100%) เพื่อประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ และช่วยแก้ปัญหาอุปทานคงค้างในตลาดที่อยู่อาศัย ตั้งแต่ 1 พ.ค.68-30 มิ.ย. 69 และการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยวตามการเพิ่มขึ้นของจำนวนและรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ขณะที่ปัจจัยลบ ประกอบด้วย หนี้สินภาคครัวเรือนแม้ว่าจะเริ่มปรับตัวลดลง แต่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ความสามารถในการใช้จ่ายของประชาชนลดลง เกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อที่รัดกุมของธนาคารพาณิชย์ รวมถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมา ทำให้ความเชื่อมั่นในการอยู่อาศัยห้องชุดลดลง รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อจิตวิทยา ทำให้มีการชะลอการซื้อห้องชุดในระยะหนึ่ง
นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยลบ จากความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว จากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ ของประธานาธิบดีสหรัฐ และส่งผลต่อเสถียรภาพของตลาดเงิน การลงทุน และนโยบายทางภูมิรัฐศาสตร์
นายกมลภพ กล่าวว่า การดำเนินงานของธอส. หลังจากนี้ จะให้ความสำคัญเพิ่มเติมหลังจากนี้ คือ บ้านแนวราบและบ้านมือสอง เพราะลูกค้าอาจยังมีความกังวลกับการที่อยู่อาศัยแนวสูง และยังพบว่า มีถึงเกือบ 900,000 ครัวเรือน ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ แต่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง
สำหรับสถานการณ์การโอนที่อยู่อาศัย และคอนโดมิเนียม หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ยอมรับว่า ขณะนี้เริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว โดยมียอดโอน เฉลี่ยใกล้เคียงสถานการณ์ปกติวันละ 400 ราย หลังจากธนาคารและผู้ประกอบการคอนโดมิเนียม มีการร่วมมือกันเร่งสร้างความเชื่อมั่นตรวจรับรองว่าโครงสร้างอาคารว่า มีความแข็งแกร่งและสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ก็ทำให้ลูกค้ามีความเชื่อมั่นมากขึ้นและกลับมาโอนเป็นปกติ
”ยอมรับว่าในช่วงวันแรก หลังเกิดแผ่นเหตุแผ่นดินไหว มีลูกค้าชะลอการตัดสินใจโอนคอนโดฯ ไปบ้างแต่เป็นแค่ช่วงระยะสั้น และเชื่อว่าจะไม่เกิดปัญหาเรื่องการทิ้งใบจองหรือยกเลิกสัญญาอย่างที่กังวลแต่อย่างใด เนื่องจากตอนนี้ความต้องการที่อยู่อาศัยยังคงมีต่อเนื่องทั้งในส่วนของบ้านเดี่ยวทาวน์เฮาส์รวมถึงคอนโดคอนโดมิเนียม”นายกมลภพ กล่าว
นายกมลภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดว่าหลังจากนี้แนวโน้มการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังจะมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังรัฐบาลมีการออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ออกมา ทั้งมาตรการผ่อนปรนมาตรการสินเชื่อ LTV ซึ่งจะทำให้คนที่ซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่สองสามารถกู้ได้เต็ม 100% ตลอดจนมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองเหลืออย่างละ 0.01% สำหรับการซื้อบ้านที่ไม่เกินราคา 7 ล้านบาท”
ทั้งนี้ ธอส.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว
1.สำหรับลูกค้าปัจจุบัน ลดเงินงวดและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เป็นเวลา 1 ปี โดยพักชำระหนี้นาน 3 เดือน พร้อมลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เหลือ 0% ต่อปี 3 เดือนแรก และเดือนที่ 4-12 คิดดอกเบี้ย 2% ต่อปี พร้อมลดเงินงวดลง 50% ของเงินงวดที่ชำระในปัจจุบัน โดยเมื่อครบเวลาให้ความช่วยเหลือ ลูกค้าสามารถกลับไปใช้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เดิมต่อไป
2.สำหรับลูกค้าปัจจุบันและลูกค้าใหม่ หากต้องการกู้เพื่อซ่อมแซม หรือ ปลูกสร้างทดแทนหลังเดิม วงเงินกู้สูงสูดต่อราย ต่อหลักประกันไม่เกิน 2 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยคงที่เดือนที่ 1-3 เท่ากับ 0% ต่อปี พร้อมปลอดชำระเงินงวด
3.สำหรับลูกค้าสถานะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่หลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี 6 เดือน โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 0% ต่อปี นาน 6 เดือนแรก และไม่ต้องชำระเงินงวด จากนั้นเดือนที่ 7-18 อัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี โดยให้ผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อครบระยะเวลาประนอมหนี้ ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
รายงาน โดย ภัทราภรณ์ เกียรตินันท์ เรียบเรียง โดย จำเนียร พรทวีทรัพย์ อนุมัติ โดย สุรเมธี มณีสุโข
ดูข่าวต้นฉบับ