โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

MONO วิ่ง 10% นำทีม “ทีวีดิจิทัล” สบหารายได้ใหม่! หลัง กสทช.บ้อท่าคุมแพลตฟอร์ม OTT

ข่าวหุ้นธุรกิจ

เผยแพร่ 07 มี.ค. 2568 เวลา 05.22 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลบวกคึกนำโดย บริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO ณ เวลา 11:53 น. อยู่ที่ระดับ 1.37 บาท บวก 0.12 บาท หรือ 9.60% ราคาสูงสุด 1.38 บาท ราคาต่ำสุด 1.22 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 190.74 ล้านบาท

บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE ณ เวลา 11:56 น. อยู่ที่ระดับ 2.74 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 2.24% ราคาสูงสุด 2.74 บาท ราคาต่ำสุด 2.66 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1.73 ล้านบาท

บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ณ เวลา 11:58 น. อยู่ที่ระดับ 11.00 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 0.94% ราคาสูงสุด 11.10 บาท ราคาต่ำสุด 10.80 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 491.74 ล้านบาท

ทั้งนี้จากกรณีสื่อประเภทแพลตฟอร์ม OTT (Over-The-Top) ล่าสุดไม่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ส่งผลกระทบต่อธุรกิจโทรคมนาคมและทีวีดิจิทัลช่วงที่ผ่านมาเนื่องจากนิยามตามกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้กสทช.ดูแลกิจการที่เป็นการแพร่ภาพและกระจายเสียงแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ไม่รวม OTT

โดย OTT เป็นรูปแบบการให้บริการเนื้อหาวิดีโอและรายการโทรทัศน์ผ่านทางอินเทอร์เน็ตโดยตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ให้บริการเคเบิลทีวี หรือดาวเทียม เช่น การรับชมผ่าน YouTube, Netflix หรือสตรีมมิ่งอื่น ๆ

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เปิดเผยว่า กรณีของ OTT ขณะนี้กสทช.ยังไม่มีการออกเกณฑ์ควบคุมแต่อย่างใด เนื่องจากกสทช.ยังไม่ได้กำกับดูแลในส่วนนี้ ตามพ.ร.บ.กสทช.ไม่ได้ให้อำนาจในการกำกับกรณีดังกล่าวไว้

โดยปัจจุบันมีบริษัทในประเทศไทยที่เป็นเจ้าของให้บริการ OTT อย่างเช่นบริษัท โมโน เน็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ MONO และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ที่ทั้งคอนเทนต์ของตัวเอง และมีการซื้อคอนเทนต์อื่น ๆ เข้ามาด้วย และมีช่องทีวีดิจิทัลที่ผลิตคอนเทนต์เองออกมาเฉพาะบนแพลตฟอร์มของตัวเอง อาทิ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ONEE และบริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC เป็นต้น

ส่วนกรณีของทีวีดิจิทัลที่กำลังจะหมดสัมปทานปี 2572 คณะกรรมการกสทช.อยู่ระหว่างการพิจารณาการดำเนินการอยู่ ตามพ.ร.บ.กำหนดให้ต้องประมูลใหม่ส่วนรูปแบบขั้นตอนว่าจะประมูลแบบไหน คณะกรรมการกสทช.ยังไม่ได้มีการพิจารณาตัดสินใจ ขณะนี้ให้ที่ปรึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ระหว่างทำการศึกษาอยู่พิจารณาผลกระทบ อาทิเช่น จำนวนช่องอาจปรับลดลงให้เหมาะสม

นพ.สรณ (หมอไห่) บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวก่อนหน้านี้ว่า การกำกับดูแล OTT ควรผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ โดยรัฐบาลต้องพิจารณาออกกฎหมายใหม่ หรือปรับปรุงกฎหมายเดิมผ่านกระบวนการในรัฐสภา พร้อมทั้งต้องประเมินความเป็นไปได้ของการเจรจาระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับแพลตฟอร์มที่มีฐานในต่างประเทศ

ปล่อยผีทีวีดิจิทัลทำ OTT

บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริษัทในประเทศไทยที่เป็นเจ้าของการให้บริการ OTT อย่างเช่น ช่อง 3 มีแอปพลิเคชัน 3Plus และโมเดลจ่ายค่าสมาชิกผ่าน 3Plus Premium, ช่อง 7 มี BUGABOO TV ,ช่องโมโน 29 มี MONOMAX และ GIGATV ช่องวัน 31 มี oneD

โดยก่อนหน้านี้กสทช.ได้พยายามออกกฎเกณฑ์ควบคุมกำกับดูแล ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะกสทช.ไม่มีอำนาจในการควบคุมกำกับดูแล โดยมองในมุมกลับ หากไม่ควบคุม OTT อาจไปกระทบในส่วนของธุรกิจทีวีหรือไม่ หรือจะมีการผ่อนปรนในส่วนของธุรกิจทีวี โดยเฉพาะลดข้อจำกัดด้านคอนเทนต์และโฆษณา จะส่งผลบวกกับธุรกิจทีวี ทำให้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น

ส่วนสัมปทานทีวีดิจิทัลที่จะหมดอายุสัญญาในปี 2572 ปัจจุบัน กสทช.ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะมีการดำเนินการอย่างไร เนื่องจากยังไม่รู้ว่าในช่วงหมดสัมปทานตัวเทคโนโลยีจะมีลักษณะแบบใด แต่มองว่ากว่าจะถึงตอนนั้นจำนวนช่องน่าจะหายไปอีก เพราะปัจจุบันธุรกิจทีวีก็ได้รับผลกระทบไปมาก หากไม่มีการประมูลและปล่อยให้ปกติก็น่าจะดีขึ้น เพราะธุรกิจทีวีจะได้ไม่ต้องแบกรับต้นทุนการประมูลใบอนุญาต

“ปัจจุบันหลายบริษัทก็กระจายไปทำแพลตฟอร์ม OTT ของตัวเอง อีกมุมเป็นข้อดีที่ไม่ต้องแบกรับค่าประมูลใบอนุญาต และลดการแข่งขันกันเพื่อความอยู่รอด”

สำหรับการพัฒนาแพลตฟอร์ม หากมีระบบก็สามารถทำได้เลย ขณะที่ทีวีต้องแบกรับต้นทุนภาระค่าใบอนุญาต และมีกฎระเบียบควบคุม รวมถึงการลงทุนทำสถานีฯ จึงมีต้นทุนที่สูงกว่า การที่ทีวีมาทำเพิ่มในฝั่งของออนไลน์ก็จะทำให้มาร์จิ้นดีขึ้น แต่มองว่าทีวีก็ยังต้องมี หากไปดูข้อมูลของ Nelson พบว่ายังมีเม็ดเงินกว่า 40% ที่มาจากมาร์เก็ตแชร์ของตัวโฆษณา เพราะทีวียังเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้มากอยู่ ขณะเดียวกันปีที่ผ่านมาในไทยหากคิดเป็นเม็ดเงินจากโฆษณาทั้งระบบทีวีและออนไลน์ฯ รวมทั้งหมดประมาณ 110,000 ล้านบาท

MONO โดดเด่นสุด

อย่างไรก็ตาม มองว่าผู้ประกอบการที่ปรับตัวไปใช้ OTT ได้เร็ว และสามารถสร้างคอนเทนต์เองได้ด้วยยิ่งได้เปรียบ ในการสร้างรายได้ได้หลายช่องทางยิ่งเป็นบวก โอกาสของธุรกิจทีวีก็จะดีขึ้น โดยปีนี้ในกลุ่มธุรกิจทีวี MONO โดดเด่นจากการถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่จะเริ่มช่วงกลางปีนี้ และไม่ต้องแบกรับต้นทุน มีการแบ่งรายได้กับทางบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ความพร้อมด้านแพลตฟอร์มมีอยู่แล้ว รายได้ส่วนเพิ่มก็จะมาที่ MONO จึงมองว่าเป็นหุ้นที่เด่น

ทั้งนี้ ประเมินเบื้องต้นว่า หาก MONO มีลูกค้าประมาณ 1 ล้านราย กำไรส่วนเพิ่มน่าจะอยู่ที่ 100-200 ล้านบาทต่อปี ถ้าไปถึงตามเป้าหมายที่ 3 ล้านราย ก็น่าจะอยู่ที่ 500-600 ล้านบาทต่อปี

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...