โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อสังหาริมทรัพย์

LTV ยาแรงกู้สัญญาณชีพอสังหาฯ เอกชนถกแบงก์ชาติฟื้นกำลังซื้อตลาดบน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.พ. 2568 เวลา 06.56 น. • เผยแพร่ 15 ก.พ. 2568 เวลา 06.56 น.
สมนึก ตันฑเทอดธรรม-ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต-เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ-ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์

เหตุเกิดเมื่อค่ำคืนวันศุกร์ 31 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ในงานแทนคำขอบคุณประจำปี 2568 ภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนข้อมูลเศรษฐกิจและการเงิน (BLP-Business Liaison Program) ที่มีธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และเป็นโอกาสที่ภาคเอกชนได้ยืนล้อมวงคุยอย่างใกล้ชิดกับ “เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ” ผู้ว่าการแบงก์ชาติ จุดโฟกัสอยู่ที่มีตัวแทนภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นำโดย “ประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต” นายกสมาคมอาคารชุดไทย, “ปิติพัฒน์ ปรีดานนท์” อุปนายกและเลขาธิการสมาคมอาคารชุดไทย และ “สมนึก ตันฑเทอดธรรม” อุปนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ที่เข้าขั้นระดับวิกฤตของธุรกิจที่อยู่อาศัย และร้องขอความช่วยเหลือให้แบงก์ชาติปลดล็อกมาตรการการเงิน

โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอให้ผ่อนปรนมาตรการ LTV ซึ่งแบงก์ชาติเคยผ่อนปรนมาตรการในปี 2565 ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นสินค้าปัจจัย 4 มีการขอสินเชื่อซื้อและโอนอย่างคึกคัก แต่หลังจากนั้นทางแบงก์ชาติกลับมาบังคับเข้มงวดตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา ทำให้ตลาดปักหัวดิ่งลงต่อเนื่อง 2 ปีซ้อนในปี 2566-2567 และเป็นปัจจัยกดดันต่อเนื่องในปี 2568 นี้ สาระสำคัญขอให้ปลดล็อก LTV เพื่อผ่อนคลายการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์เข้าสู่ระบบได้มากขึ้น ลดปัญหายอดปฏิเสธสินเชื่อในระดับสูง และโดนผลกระทบกันถ้วนหน้าทั้งตลาดกลาง-ล่างราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ซึ่งพบว่ามียอดกู้ไม่ผ่านสูงถึง 70% ล่าสุดลามมาถึงตลาดกลาง-บนราคา 5-10 ล้านบาท ที่พบว่าโดนสอยจากปัญหากู้ไม่ผ่านสูงถึง 30-40% นับเป็นปรากฏการณ์ของตลาดกลาง-บนที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

นำมาสู่การนัดคุยอย่างเป็นทางการอีกรอบเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คราวนี้ขยายผลเชิญตัวแทนสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในพระบรมราชูปถัมภ์, 3 สมาคมวงการพัฒนาที่ดิน ได้แก่ สมาคมอาคารชุดไทย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และมีตัวแทนแบงก์เอกชน 3 องค์กร จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ถึงแม้ในที่ประชุมทาง “ผู้ว่าการเศรษฐพุฒิ” ซึ่งเป็นคนนัดประชุม จะไม่ได้นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุม แต่ภาคเอกชนวงการอสังหาฯก็มีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่า หลังจากนี้น่าจะมีข่าวดีจากผู้บริหารแบงก์ชาติ เพื่อประคับประคองตลาดอสังหาฯปี 2568 ให้ถึงฝั่งโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ปี 2567 เปอร์เฟ็กต์สตอร์มกระหน่ำ 8 ด้าน

โดย“ประเสริฐ นายกคอนโดฯ” กล่าวกับ“ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ถือเป็นสัญญาณบวกที่ได้มีโอกาสนำเสนอข้อมูลให้กับผู้ว่าการแบงก์ชาติโดยตรง รวมทั้งนำเสนอชุดข้อมูลสถานการณ์ปี 2567 ซึ่งเป็นตัวเลขข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นถึงตลาดมีการติดลบทุกรายการ กำลังซื้อหดตัวรุนแรงครบทุกเซ็กเมนต์ตั้งแต่ตลาดล่าง-กลาง-บน

โดยมีสัญญาณที่ชัดเจนประการหนึ่งว่าจากสารพัดปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนระดับสูง ภาวะสงคราม ปัญหาความเชื่อมั่นตลาดทุน ปัญหาเทรดวอร์จากทรัมป์ 2.0 และมาเจอเกณฑ์ LTV มีผลทำให้เทรนด์ปีนี้ การฟื้นกำลังซื้อตลาดกลาง-ล่างน่าจะยากลำบากเพราะมีจุดอ่อนเรื่องเงินออมอยู่แล้ว

แต่ยังสามารถฝากความหวังไว้กับการเข้ามาสนับสนุนความช่วยเหลือจากรัฐเพื่อประคองกำลังซื้อตลาดบนที่เป็นกลุ่มกำลังซื้อมีศักยภาพ เพียงแต่รัฐต้องออกมาตรการกระตุ้นให้ออกมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น

ทั้งนี้ ได้มีการสรุปสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยปี 2567 ที่ผ่านมาเป็นปีของการเผชิญพายุเศรษฐกิจที่หนักหน่วงรุนแรง (The Year of Perfect Storm 2024) มีผลกระทบอย่างน้อย 8 ปัจจัยด้วยกัน ในภาพใหญ่ผลกระทบดังกล่าวยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาถึงปี 2568 นี้

ประกอบด้วย 1.กำลังซื้อถดถอยจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง โดยจีดีพีปี 2567 อยู่ในระดับต่ำ สวนทางกับหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง 2.ภาวะดอกเบี้ยแพง 3.ยอดปฏิเสธสินเชื่อหรือรีเจ็กต์เรตที่สูงเป็นประวัติการณ์ 4.การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ

5.การบังคับใช้มาตรการ LTV-Loan to Value ซึ่งเป็นมาตรการบังคับเงินดาวน์แพงในการขอสินเชื่อซื้อที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 เป็นต้นไป ทำให้เป็นตัวบล็อกโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อของผู้ขอกู้ทุกเซ็กเมนต์ 6.ขาดความเชื่อมั่นตลาดหุ้นกู้ และปัญหาแบงก์เข้มงวดพรีไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อผู้ประกอบการ 7.ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ล่าสุดรัฐบาลทรัมป์ 2.0 ก่อกระแสสงครามเศรษฐกิจทั่วโลก หรือเทรดวอร์ และ 8.ภาวะน้ำท่วมภาคเหนือ อีสาน และใต้

ทาวน์เฮาส์ขวัญใจตลาดแมสหดตัวแรง -53%

โดยมีข้อมูลในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ซึ่งมีขนาดตลาดธุรกิจที่อยู่อาศัยใหญ่ที่สุด ครองส่วนแบ่งการตลาด 70-75% ของตลาดรวมทั่วประเทศ ดังนี้ รายการแรก “ยอดขายหรือยอดพรีเซล” ต่ำสุดในรอบ 10 ปี มีมูลค่า 299,840 ล้านบาท หดตัวมากถึง -30% เทียบกับปี 2566 ที่มีมูลค่า 430,471 ล้านบาท ถัดมา “ยอดเปิดตัวโครงการใหม่” หดตัวแรง -28% จากมูลค่า 592,008 ล้านบาทในปี 2566 ลดเหลือ 427,258 ล้านบาทในปี 2567

ขณะที่สถิติในด้านยอดโอนกรรมสิทธิ์ซึ่งจะต้องรอข้อมูลจากกรมที่ดิน โดยอัพเดตล่าสุดเก็บสถิติ 11 เดือนแรก (มกราคม-พฤศจิกายน 2567) เปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 แบ่งเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ “ยอดโอนกรรมสิทธิ์ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล” ปี 2566 มีมูลค่า 661,731 ล้านบาท ปี 2567 หายไป -8% อยู่ที่ 517,148 ล้านบาท อีกพื้นที่เป็นของ “ยอดโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ” ติดลบ -8% เช่นกัน โดยปี 2566 มีมูลค่า 846,948 ล้านบาท ปี 2567 เหลือ 777,508 ล้านบาท

เมื่อสแกนลงรายละเอียดพบว่า “ยอดขาย” ซึ่งเก็บสถิติโดยเอกชนด้วยกันเอง กำลังซื้อที่หดตัวแรงถึง -30% ต่ำสุดในรอบสิบปีนั้น พบว่าสินค้าทาวน์เฮาส์ร่วงหนักมากสุด ตกต่ำสุดในรอบ 15 ปี โดยเส้นกราฟเป็นเทรนด์ขาลงตั้งแต่ปี 2566 ที่ขนาดตลาดติดลบ -26% เหลือมูลค่า 91,429 ล้านบาท เทียบกับปี 2565 ที่เคยมีมูลค่าสูงถึง 122,743 ล้านบาท ขณะที่ปี 2567 ร่วงแรงลงไปลึกถึง -53% เหลือมูลค่า 42,522 ล้านบาท

ถัดมา สินค้าคอนโดมิเนียม ปี 2567 ยอดขายหดตัวแรง -33% เหลือมูลค่า 116,827 ล้านบาท เทียบกับมูลค่า 174,172 ล้านบาทในปี 2566 และสินค้าบ้านเดี่ยวซึ่งเป็นไอเท็มขึ้นหม้อหลังสถานการณ์โควิดปี 2563 เป็นต้นมา วันนี้กำลังเจอภาวะโอเวอร์ซัพพลาย ยอดขายอืดจากเหตุการณ์เศรษฐีก็เจอผลกระทบมาตรการ LTV ไปด้วย เพราะแบงก์ปฏิเสธสินเชื่อมากขึ้น ทำให้ยอดขายติดลบ -15% เหลือ 140,41 ล้านบาท เทียบกับปี 2566 ที่มียอดขายรวม 164,370 ล้านบาท

หลุมดำ Q3/67 LTV ทุบแมสยันหรูลด 17-49%

ตัวเลขที่น่าสะพรึงกลัวมากไปกว่านั้น เมื่อใช้แว่นขยายส่องไปที่เซ็กเมนต์หรือกลุ่มระดับราคาที่แยกกำลังซื้อตลาดล่าง-กลาง-บน พบว่า วิกฤตกำลังซื้ออสังหาริมทรัพย์กระจายตัวแบบฝนตกทั่วฟ้า ไม่มีใครรอดผลกระทบไปได้สักคน ซึ่งในปี 2567 เหวลึกหรือหลุมดำกำลังซื้อตกต่ำมากที่สุด เกิดขึ้นในไตรมาส 3/67 ดังนี้

เซ็กเมนต์กำลังซื้อที่อยู่อาศัยราคา 50 ล้านบาทขึ้นไป ตกต่ำสุดในรอบ 2 ปี โดยมียอดขายติดลบ -22% มูลค่า 4,991 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/66 มียอดขาย 6,411 ล้านบาท และเทียบกับไตรมาส 3/65 ที่เคยมียอดขายสูงถึง 14,359 ล้านบาท

ถัดมา เซ็กเมต์ 20-50 ล้านบาท ตกต่ำในรอบ 2 ปีเช่นกัน โดยไตรมาส 3/67 เหลือยอดขาย 10,677 ล้านบาท ติดลบ -17% เทียบกับไตรมาส 3/66 ที่มียอดขาย 12,475 ล้านบาท และไตรมาส 3/65 อยู่ที่ 11,999 ล้านบาท

เซ็กเมนต์ 10-20 ล้านบาทที่เริ่มเห็นลางร้าย เพราะติดลบในรอบ 3 ปี โดยไตรมาส 3/67 มีมูลค่าขาย 10,677 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/66 มูลค่าขาย 12,672 ล้านบาท และไตรมาส 3/65 มูลค่าขาย 13,140 ล้านบาท และไตรมาส 3/64 มูลค่าขาย 13,331 ล้านบาท

เซ็กเมนต์ 7-10 ล้านบาท ตกต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยไตรมาส 3/67 มียอดขาย 6,247 ล้านบาท ติดลบ -33% เทียบกับไตรมาส 3/66 ยอดขาย 9,305 ล้านบาท ไตรมาส 3/65 ยอดขาย 8,386 ล้านบาท และไตรมาส 3/63 ที่มียอดขาย 6,832 ล้านบาท

ขณะที่เซ็กเมนต์ราคา 5-7 ล้านบาท ตกต่ำในรอบ 13 ปี โดยไตรมาส 3/67 มียอดขาย 7,113 ล้านบาท ติดลบ -24% เทียบกับไตรมาส 3/66 ยอดขาย 9,356 ล้านบาท กับเซ็กเมนต์ราคา 3-5 ล้านบาท ตกต่ำในรอบ 16 ปี แบ่งเป็นไตรมาส 3/67 โดนเกณฑ์ LTV ทุบซะน่วม ยอดขายรวมเหลือ 9,578 ล้านบาท ติดลบ -55% เทียบกับไตรมาส 3/66 ที่มียอดขาย 21,439 ล้านบาท จุดเน้นเซ็กเมนต์นี้อยู่ที่ติดลบหนักหน่วง 3 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาส 2/67 ติดลบ -43% ยอดขาย 14,470 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มียอดขาย 25,322 ล้านบาท และไตรมาส 1/67 ยอดขาย 13,948 ล้านบาท ติดลบ -47% เทียบกับไตรมาส 1/66 ที่มียอดขาย 26,198 ล้านบาท

ไฮไลต์อยู่ที่เซ็กมนต์ตลาดล่าง ราคา 1-3 ล้านบาท ทำสถิตินิวโลว์ในรอบ 17 ปี นับตั้งแต่ไตรมาส 3/50 โดยไตรมาส 3/67 ติดลบ -59% มูลค่าขาย 10,675 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 3/66 ยอดขาย 26,218 ล้านบาท ไตรมาส 2/67 ติดลบ -54% มูลค่าขาย 14,826 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มีมูลค่าขาย 29,679 ล้านบาท และไตรมาส 1/67 ติดลบ -49% มูลค่าขาย 16,899 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 1/66 ยอดขาย 33,236 ล้านบาท

ระเบิดเวลาลูกใหม่ “สร้างเสร็จ” ทะลัก 2 ปีซ้อน

ข้อมูลของตัวแทน 3 สมาคมวงการอสังหาฯ ยังชี้ให้เห็นระเบิดเวลาที่มาจากสถิติ “โครงการสร้างเสร็จ” หรือสินค้า RTM-Ready to Move ช่วง 2 ปี (2567-2568) แบ่งเป็นปี 2567 มีมูลค่า 173,280 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าฟรีโฮลด์ (โอนกรรมสิทธิ์) 164,280 ล้านบาท สัดส่วน 95% กับสิทธิการเช่าหรือลีสโฮลด์ 9,000 ล้านบาท สัดส่วน 5%

ขณะที่แนวโน้มปีนี้ การก่อสร้างตามแผนคาดว่าจะมีสินค้า RTM เติมซัพพลายอีก 164,162 ล้านบาท แบ่งเป็นสินค้าฟรีโฮลด์ 125,969 ล้านบาท สัดส่วน 76% กับสินค้าลีสโฮลด์สัดส่วนเพิ่มเป็น 24% มูลค่า 38,633 ล้านบาท จุดเน้นอยู่ที่จะเป็นซัพพลายใหม่ ถ้าหากระบายไม่ได้ตามปกติจะกลายเป็นสินค้าโอเวอร์ซัพพลายที่ซ้ำเติมตลาดให้วิกฤตหนักขึ้นไปอีก

“ที่ประชุมร่วมภาคอสังหาฯ รับเหมาก่อสร้าง สถาบันการเงิน และแบงก์ชาติ ฝ่ายเอกชนมีความเห็นตรงกันว่าตอนนี้สถานการณ์อยู่ในขั้นวิกฤต กำลังซื้อตั้งแต่ล่างขึ้นบนต้องการความช่วยเหลือจากแบงก์ชาติและรัฐบาลในการขอมาตรการที่เป็นยาแรง เพื่อแก้ไขปัญหาระยะเร่งด่วน และปรับโครงสร้างในระยะยาวด้วย

ในส่วนความรับผิดชอบของแบงก์ชาติ อยากจะขอให้พิจารณาผ่อนปรน LTV ทันที 2 ปี รอให้เศรษฐกิจกลับสู่ภาวะปกติแล้วจะกลับมาบังคับใหม่ก็ไม่มีใครคัดค้าน แต่ในปี 2568 นี้ไม่ใช่ประเด็นพลิกฟื้นเศรษฐกิจแล้ว แต่เป็นเรื่องการประคับประคองไม่ให้ตกต่ำมากไปกว่านี้” คำกล่าวของนายกสมาคมอาคารชุดไทย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : LTV ยาแรงกู้สัญญาณชีพอสังหาฯ เอกชนถกแบงก์ชาติฟื้นกำลังซื้อตลาดบน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...