โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นิยามใหม่ "วัยชรา" เริ่มต้นที่ 80 ปี ผลวิจัยชี้คนยุคนี้สุขภาพดีและกระฉับกระเฉง ก้าวข้ามเกณฑ์เกษียณเดิมที่ 60 ปี ส่วนใหญ่แข็งแรงทั้งกายและใจจนลืมคำว่าเกษียณ

THE STATES TIMES

อัพเดต 05 ม.ค. เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 05.45 น. • Hard News Team

เมื่อ…วัยชราเริ่มต้นที่ 80
ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุหลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:
- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป
ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี
สมัยก่อนวัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า ชรา แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี
เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"
ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น
มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงเป็นเรื่องปกติ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก ความสามารถในการคิดและการรับรู้ของคนเราหลังจากอายุ 50 ปีนั้นได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำ โดยมีแนวทาง 7 ประการเพื่อให้คงไว้ซึ่งชีวิตที่อ่อนเยาว์ในวัยชราได้แก่
1. การดูแลสมรรถภาพทางกาย โดยเฉพาะการทำงานและโครงสร้างของสมองซึ่งได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ
2. การกระตุ้นทางจิตใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้คนสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการฝึกฝนทางจิตใจ ด้วยทัศนคติเชิงบวก การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น
3. การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก "ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสามารถส่งผลกระทบทางสรีรวิทยาอย่างลึกซึ้งต่อสมองได้"
4. ความเครียดสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์
5. การมีชีวิตที่ยังคงมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วยได้มาก "คนที่รักษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไว้มาก จะรักษาความเฉียบคมทางจิตใจได้นานกว่า"
6. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้ ผัก และปลา มีผลอย่างมากต่อการชะลอความเสื่อมถอยของความรู้ความเข้าใจในวัยชรา
7. มีการคิดถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคตด้วย
สำหรับบ้านเราแล้ว สถานการณ์ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับวัยแรงงานและเด็ก จนส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการโดยรวม ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) อันเนื่องมาจาก อัตราการเกิดลดลง อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น การย้ายถิ่นของแรงงาน ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญคือ
- วัยแรงงานลดลง ผลิตภาพ และการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลง
- ความต้องการดูแลโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาวเพิ่ม
- ภาระบำนาญและงบประมาณรัฐสูงขึ้น
- โดยที่ปัจจุบันสังคมไทยมีครอบครัวขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุจึงต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น
ดังนั้นสังคมไทยโดยรวมในทุกภาคส่วนจึงต้องมีแนวทางในการรองรับดังนี้:
- การส่งเสริม การทำงานของผู้สูงอายุ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- การพัฒนา ระบบดูแลระยะยาว (LTC) เทคโนโลยีด้านการส่งเสริมและการดูแลสุขภาพ
- ปรับ นโยบายแรงงาน การออม และสนับสนุนให้มีลูกเพิ่มขึ้น
- การออกแบบเมืองและบริการที่มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly)
ผู้เขียนเองมีอายุครบ 60 ปีในปีที่ผ่านมา แต่มีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะไม่หยุดทำงาน จนกว่าร่างกายจะไม่ไหวจริง ๆ เพราะพบว่าผู้ที่เกษียณแล้วการหยุดทำงานส่วนมากนั้นกลับมีปัญหาด้านสุขภาพ และอาจทำให้อายุขันสั้นลง ดังนั้นการทำงานของผู้สูงอายุเท่าที่ทำได้และทำไหว จึงถือว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” อีกขนานหนึ่งเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...