โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เจนนี่ ปาหนัน“ เปิดใจบทพี่เลิศพาปัง! เล่าชีวิตไม่เคยอยากเป็นดารา สวยได้เพราะกรดไหลย้อน

tvpoolonline.com

อัพเดต 16 ธ.ค. 2567 เวลา 19.39 น. • เผยแพร่ 16 ธ.ค. 2567 เวลา 12.39 น. • TV Pool

เจนนี่ ปาหนัน นักแสดงสาว LGBTQ สุดปัง เปิดใจกับบทพี่เลิศที่บอกเลยว่าเลิศสมชื่อ กระแสดีไม่มีตกทำคนพูดถึงทั้งประเทศ พร้อมย้อนเล่าจากเด็กใต้ขี้เหร่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะกลายมาเป็นดาราได้ เปิดที่มาความสวยแซ่บนี้เหตุเกิดจากเพราะกรดไหลย้อน ทำให้ต้องหันมาเอาใจใส่ดูแลเรื่องการกินอย่างเข้มงวด จนน้ำหนักลดฮวบ ทุกประเด็นในรายการคุยแซ่บShow

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตอนนี้ต้องเรียกพี่เลิศกระแสมาแรงมาก ตีบทแตก ?

เจนนี่ : ต้องขอบคุณทางทีมผู้จัดพี่แอนแล้วก็พี่นุชี่ผู้กำกับที่พยายามตื๊อหนูให้ไปเล่น เราคุยกับพี่แอน พี่นุชี่ว่า ถ้าเป็นละครยาวไม่แน่ใจว่าจะมีคิวให้เยอะมั้ยเพราะตอนนั้นเค้าแจ้งว่าเราต้องเป็นพี่สาวนางเอก เหมือนจะเล่นประกบเลยเจอนางเอกที่ไหนก็จะเจอเราที่นั่นคิวก็เยอะ อย่างมากเมื่อก่อนเราก็จะซีรีส์ไม่กี่ตอน ด้วยความมั่นเนอะ พี่แอนถ้าสามารถจัดคิวให้หนูได้หนูก็ไปเล่นนะคะ แล้วก็ฝีมือการแสดงก็ขี้เหร่แต่ไปบอกเค้าว่าก็เคลียร์คิวมาให้หนูซิคะหนูถึงจะไปเล่นได้ ผู้กำกับก็โทรมาตื๊อพยายามบอกว่าฉันเขียนบทนี้มาเพื่อเธอเลยนะ ด้วยความที่ผ่านมาเราเล่นซีรีส์เป็นตลกเป็นตัวฮาหมดเลย เป็นผู้จัดการดารา เป็นเพื่อนสาว เราเบื่อแล้วเราอยากเล่นอะไรที่มันพัฒนาฝีมือตัวเอง เขาก็บอกมาว่าบทนี้มันมีความจริงจังดราม่าล้วนๆก็น่าสนใจ ก็ขอบคุณพี่แอนที่พยายามไปแมทช์คิวให้เรา เราก็เลยได้มาเล่นเป็นพี่เลิศ

เล่นไม่ตลกซีเรียสดราม่ายากมั้ย ?

เจนนี่ : เราบอกเค้าตั้งแต่แรกเลยว่าหนูร้องไห้ไม่ได้นะคะ ในชีวิตไม่เคยร้องไห้ให้กับอะไรเลยนอกจากผู้ชายอย่างเดียว ที่ผ่านมาไม่เคยสมหวังเรื่องความรักเราก็เลยจะร้องไห้ให้เรื่องนั้นเรื่องเดียว พ่อแม่มีปัญหาที่บ้านเป็นหนี้สินน้ำท่วมยังไม่เคยร้อง

แล้วพอบอกว่าเราร้องไห้ไม่ได้ ?

เจนนี่ : เค้าก็ไปให้พี่เจอคุณครูแอ็คติ้งคลาสไปเรียนเพิ่มครั้งสองครั้งเทคนิคการร้องไห้จะร้องยังไง เค้าก็พยายามดึงปมในชีวิตเราออกมา ซึ่งง่ายมากปมเราเยอะมากในชีวิต เค้าก็บอกว่าเวลามาเล่นก็คิดถึงเรื่องในชีวิตให้เอามาใช้กับบท เราก็พยายามตั้งใจเรียน พอเรารับปุ๊ปเราตั้งใจเลยฉันอยากลองเปลี่ยนมาดราม่า พอมาเล่นพี่นุชี่เค้าก้มีเทคนิคในการถ่ายทำ มีเทคนิคในการบิ๊วท์

ได้เล่นคู่กับคนที่เขาเกิดมาเพื่อเราอีก ?

เจนนี่ : อย่าบอกว่าเกิดมาเพื่อเราซิ สงกสารเป็นตราบาปในชีวิตพี่เค้า พี่เดี่ยว สุริยนต์ ตรงสเป็กทุกอย่าง เอาจริงๆคือเขิน ตอนรับเล่นก็ไม่ได้ถามเลย เราก็จะรู้แค่ว่าเรามีความรัก แต่ตอนนั้นเราก็มุ่งมั่นฉันเจอบทดราม่าฉันต้องเล่นเรื่องนี้ ฉันต้องได้นาฎราชจิตใจอยู่ตรงนั้นเลย พอวันฟิตติ้งก็เห็นว่าพี่เดี่ยวเดินเข้ามาก็ถามว่าพี่เดี่ยวเล่นเป็นอะไร เล่นเป็นสามีพี่เลิศไง แฟนเจนนี่ (กรี๊ด) ผัวฉันดีมากตอนนั้นคือกรี๊ดเลย เวลาเจอคนที่ชอบเราจะเป็นอีกคนเลย ตลอดการถ่ายทำกับพี่เดี่ยวหนูแทบไม่คุยกับพี่เดี่ยวเลย

มีฉากไหนที่เล่นกับพี่เดี่ยวแล้วเขินสุด ?

เจนนี่ : เขินทุกฉากเลย ส่วนใหญ่ฉากพี่เดี่ยวจะเป็นฉากคู่รักจะต้องคลอเคลียจะต้องแนบชิด มีอันนึงตลกมากพี่เดี่ยวเขามาหอมแก้มเรามันไหลไปตามบท เราก็รู้สึกผิดเราก็บอกพี่เดี่ยวขอโทษนะคะ เราไปขอโทษเค้าที่เค้ามาหอมแก้มเรา

อินเนอร์ของความเป็นแม่ตอนแสดงคิดถึงอะไร ?

เจนนี่ : อันนี้มีความรู้สึกว่ามันไม่ได้ยากเท่าการร้องไห้ การร้องไห้สำหรับเรามันยากกว่า พอเล่นเป็นแม่ด้วยความที่เราชอบเล่นกับเด็กแล้วก็วางแผนไว้แล้วว่าจะมีลูก ความเป็นแม่มันน่าจะอยู่ในส่วนลึก

ขอถามเรื่องลูก เราเก็บของเราไว้แล้วหรอ ?

เจนนี่ : ฉันไม่มีต้องเก็บ เดี๋ยวจะคุยกับน้องสาว จะให้น้องสาวเก็บไข่ไว้ ยังไม่ได้คุยจริงจังเพราะยังไม่รู้ว่ามันจะเรียกเยอะเท่าไหร่ เราวางแผนไว้ว่าฝั่งน้องสาวจะเก็บไข่ไว้แล้วก็จะเป็นของแฟนเรา

ตอนนั้นถ้ามองย้อนไปไม่คิดว่าตัวเองจะมาอยู่ในจุดที่เป็นดาราดัง ?

เจนนี่ : คือหนูไม่เคยคิดว่าจะได้เป็นดาราเลย เด็กๆวงการบันเทิงมันยังไม่เหมือนปัจจุบันที่จะเปิดกว้าง เมื่อก่อนจะหน้าตาดีคนหล่อ คนสวย ที่คิดอยากจะเฉียดวงการบันเทิงมากที่สุดคืออยากเป็นดีเจ เมื่อก่อนดีเจจะไม่เห็นหน้า จะเป็นดีเจคลื่นวิทยุยังไม่จัดตู้ แล้วเป็นคนชอบพูด ความฝันคืออยากทำงานสื่อ ตอนเด็กๆอยากเรียนนิเทศฯ แต่เมื่อก่อนตอนเด็กเรายังไม่รู้ว่าตำแหน่งมันเรียกว่าครีเอทีฟ เราอยากทำสื่อสารมวลชน อยากทำในวงการบันเทิงเป็นเบื้องหลัง

จุดเริ่มต้นที่ได้ก้าวเข้ามา ?

เจนนี่ : ก็คือแทรชเชอร์ แบงคอก ตอนนั้นเป็นเหมือนกลุ่มที่จัดปาร์ตี้ทำคลิปวีดีโอล้อเลียนลงยูทูป ตอนนั้นยูทูปเพิ่งมาใหม่ๆ เราเป็นรุ่นน้องของพี่โจ้ที่ก่อตั้งแทรชเชอร์ เค้าก็ก็ดึงเรามาเล่นเป็นนางเอก MV ล้อเลียนเพลงฝรั่ง กลายเป็นว่าคนก็เริ่มเห็นเหมือนคนเบื้องหลังที่ชาแนลวีไทยแลนด์ แบง ชาแนล เค้าก็รู้จักจากผลงานเค้าก็ติดต่อทาบทามมาเลยได้มาเป็นครีเอทีฟที่แบงชาแนลก็เลยเข้ามาจีเอ็มเอ็มทีวี จากนั้นโดนพี่แป๋มใช้อำนาจหน้าที่ผลักดันให้ออกข้างหน้ามาเป็นพิธีกรเทยเที่ยวไทยคนที่ 4

ตอนนั้นยังไม่อยากออกมาเป็นเทยเที่ยวไทยคนที่ 4 ?

เจนนี่ : ไม่ใช่ยังไม่อยากค่ะ ปฎิเสธเลย ตอนพี่แป๋มเรียกคุยว่าจะให้เป็นพิธีกรเทยเที่ยวไทยคนที่ 4 เราก็ปฎิเสธเลย เหมือนตอนนั้นเราได้เป็นเบื้องหลังเป็นครีเอทีฟของเทยเที่ยวไทยแล้ว คือแฟนรายการจะรู้จักทีมงานทุกคนเพราะว่ามันเป็นรายการที่ทีมงานออกกล้องหมด เราก็โดนลากออกไปเล่น ตอนนั้นก็รู้สึกว่าคนก็รู้จักแล้วว่าเราเป็นเจนนี่เทยเที่ยวไทยที่เป็นครีเอทีฟ แล้วจะให้เป็นพิธีกรเทยเที่ยวไทยไม่เอาแล้ว เพราะว่าเป็นภาพจำไปแล้วว่าเทยเที่ยวไทยมี 3 เทย พี่กอล์ฟ พี่ป๋อมแป๋ม พี่ก๊อตจิ เราก็เลยปฎิเสธ พี่มิ้นท์หัวหน้าใหญ่ก็เรียกเข้าไปคุยอีก จนสุดท้ายพี่แป๋มมามัดมือชกบนคอนเสิร์ตเทยแฟร์ประกาศว่าเราเป็นพิธีกรเทยเที่ยวไทยคนที่ 4 คนกรี๊ดดดดด สุดท้ายก็เลยได้มาเป็นพิธีกรเทยเที่ยวไทยคนที่ 4 อันนี้เรียกได้ว่าเข้าวงการบันเทิงแบบเต็มตัวเลย

ที่สวยขึ้นเพราะมีคนทักไปทำจมูก ?

เจนนี่ : เราไม่ได้เคยคิดอยากทำสวยเลย เราเข้าเทยเที่ยวไทยมาได้เราเข้ามาด้วยความตลก ถ้าหน้าทำจมูกอย่างเดียว แล้วก็ฟิลเลอร์ เลเซอร์ แล้วที่ไปทำจมูกไม่ใช่อยากสวยนะแต่หมอดูทักว่าเรื่องที่เราหวังที่เราปราถนาอยู่ที่เราติดขัดถ้าทำจมูกมันจะราบรื่น บวกกับกรดไหลย้อนด้วย ไม่ได้อาการหนักถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล มันเป็นอาการรำคาญมาก มันเปรี้ยวที่คอ มันแสบคอ มันเหมือนมีก้อนอะไรก็ไม่รู้อยู่ในคอ มันเป็นก้อนที่เรารู้สึกทุกครั้งที่เรากลืนน้ำลาย เลยไปหาหมอแล้วเราพอจะทำอะไรจะจริงจังมาก จะอินมาก หมอบอกว่าหฟ้ามทำอะไรก็คือห้ามทำเลย อาหารที่ห้ามกินมันมีเยอะมากไม่กินเลย แกงส้ม แกงไตปลา ไม่ได้กินเลยเกือบ 2 ปี เค้าห้ามของเปรี้ยว ของเผ็ด ของมัน ของทอด ของรสจัด มันก็เหลือแค่จืดหวานเค็ม แล้วตอนนั้นลดหวาน แล้วไม่กินเค็ม กลายเป็นว่าหนูกินแต่ข้าวไก่อบ เหมือนกินคลีน แล้วกินเป็นเวลา 1 คำเคี้ยว 40 ครั้ง ออกกำลังกายกินน้ำวันละ 2 ลิตร นอนก่อน 4 ทุ่ม เปลี่ยนทุกอย่างเลย น้ำหนักลดลงไปโดยไม่รู้ตัว คนก็ทักทำไมผอมลง ตอนนั้นก็นึกว่ามีอีกโรคนึงหรือเปล่าวะ ผอมลงประมาณ 12-13 โล ไปผ่าตัดทอมซิลอีกน้ำหนักลดลงไปอีก 5 โลอีก ตอนนี้ทุกอย่างยังไม่หายดี จริงๆหมอบอกว่าโรคนี้เป็นเหมือนโรคเวรกรรม มันจะไม่ได้หายขาด ถ้าเรากลับมากินเละเทะอีกมันก็จะมาอีก เทคนิคอย่างนึงของกรดไหลย้อนอย่าไปสนใจมัน ถ้าเรารู้สึกว่ามันจะเปรี้ยวหรือเปล่า มันจะมา มันจะเป็นเหมือนอุปทานนิดนึง ทุกวันนี้ไม่สนใจละ

อีกมุมที่ไม่เคยรู้เลยคือชอบทำบุญ ?

เจนนี่ : ทำบัญกับวัดวาอาราม โรงพยาบาล อาจจะเพราะโตมากับควันธูปล่ะมั้ง มีช่วงที่ไหว้พระสวดมนต์แบบเต็มสตรีมเลยประมาณชั่วโมงครึ่ง สวดเสร็จกรวดน้ำ ไหว้องค์พ่อพระพิฆเนศ พระแม่ต่างๆอีก ไหว้พญานาค ไหว้ท้าวเวสสุวรรณ ประมาณชั่วโมงครึ่งทุกวันเท่าที่ทำได้

นั่งสมาธิล่ะ ?

เจนนี่ : นั่งสมาธิเพิ่งมาเราก็จะทำบุญอย่างอื่นถวายสังฆทานไปบริจาค ใครจะทำบุญอะไรเค้าจะทักมาหาเราร่วมทำบุญมั้ยเราก็ร่วมทำบุญ นั่งสมาธิเป็นอ่ยางเดียวที่ปฎิเสธนั่งไม่ได้ยุกยิกคันหัว พอหลับตาจะมีมือมาลูบอะไรมั้ย เรามีความรู้สึกว่าเราเป็นคนไฮเปอร์ เป็นคนสมาธิสั้น จะอยู่นิ่งๆไม่ได้ จนไปทำบุญที่พม่าแล้วเจอหลวงพ่อ หลวงพ่อก็เลยทัก ท่านเป็นเหมือนสายกรรมฐานนั่งสมาธิอยู่แล้ว ท่านทักเราว่าโยมเจนนี่ทำบุญเยอะจังเลยเนาะ แต่โยมไม่เคยนั่งสมาธิเลยใช่มั้ย อ้าวรู้ได้ไง เพราะเราไม่เคยบอกใครว่าเราไม่เคยนั่งสมาธิ เราก็เลยรู้สึกว่าเหมือนท่านจะเห็นอะไรแน่เลย ท่านก็เทศน์เราว่าการทำบุญในพุทธศาสนาเป็นบุญใหญ่ที่สุดนะคือการนั่งสมาธิ ศีลคือยาทา ภาวนาคือยากิน เวลาโยมป่วยยาที่ได้ผลก็คือยากิน มันก็เปรียบเหมือนสามาธินะ กลับมาจากพม่าเราก็นั่งเลยวันแรกนั่งไป 40 กว่านาที ตอนนั่งแรกๆเราไม่ได้ศึกษาอะไรมาก นั่งทุกวันจนไปอินเรื่องกฎการดึงดูดเลยนั่งนาน 3 ชั่วโมงต่อ 1 วัน กลายเป็นว่าทุกคนบอกว่าเจนนี่มึงออกจากห้องบ้าง ออกมาเจอคนบ้าง

มันอินหรอ มันชอบหรอ ?

เจนนี่ : มันอิน มันมีช่วงนึงที่นั่งสมาธิไปวันละ 30-40 นาที แล้วเราไปเจอเรื่องกฎแห่งแรงดึงดูด เรื่องเมนิเฟสที่เค้าดึงเรื่องการนั่งสมาธิมาเป็นขั้นตอนในการใช้กฎแรงดึงดูด เราก็ศึกษาแล้วเรารู้สึกว่าเราชอบเมนิเฟสชอบการใช้กฎแห่งแรงดึงดูด เราก็เลยเอามาผนวกกับการนั่งสมาธิ กลายเป็นว่านั่งนาน พอนั่งไปซักพัก 30-40 นาทีเราก็จินตนาการภาพสิ่งดีๆที่เราอยากจะให้เกิดกับเรา

เมนิเฟสคือการจินตนาการในสิ่งที่เราอยากเป็น ?

เจนนี่ : ใช่ พูดง่ายๆมันเป็นการเอากฎแรงดึงดูดมาใช้ เหมือนที่เราบอกว่าเราคิดดีแล้วเราจะดึงดูดสิ่งดีๆ เช้ามาเราก็คิดแต่สิ่งดีๆ แต่เมนิเฟสมันจะขั้นกว่าเราคิดภาพเหล่านั้นเราต้องรู้สึกด้วย เราต้องรู้สึกออกมาทางร่างกาย เช่นบูมบอกว่าอยากมีเงินร้อยล้าน แล้วเราก็ต้องคิดภาพว่าเรามีเงินร้อยล้านแล้วเราก็ต้องรู้สึกว่าตอนเรามีร้อยล้านเรารู้สึกยังไงแล้วก็มันจะผลักให้เราลงมือทำ

เรื่องของความรักโฟกัสมั้ย ?

เจนนี่ : ความรักที่มีคือความรักตัวเองเท่านั้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...