สุรชาติ โจทย์ร้อนรัฐบาลปี’68 ศึกการเมืองพรรคร่วม-เศรษฐกิจโลกป่วน
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
ปี 2568 รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร อาจต้องเจอความผันผวนทางการเมืองภายใน-ภายนอกประเทศ
โดยเฉพาะเข้าสู่ช่วงปีที่ 3 ของรัฐบาล มีเวลาสร้างผลงานอีกแค่ 2 ปี
บรรดาพรรคร่วมรัฐบาล จนถึงพรรคฝ่ายค้าน ต้องเร่งปั้นกระแส สร้างผลงาน อาจส่งผลเป็นรอยร้าว
ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนตัวของประธานาธิบดีสหรัฐ มาเป็น โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลก อีกทั้งยังส่งผลต่อสงครามที่ปะทุทั้งในยุโรประหว่างรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงสงครามในตะวันออกกลาง
ประเทศไทยย่อมหนีไม่พ้น
ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะห์ผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงความท้าทายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ในปี 2568
โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจ
ศ.ดร.สุรชาติวิเคราะห์โจทย์ใหญ่ 2568 ว่า สิ่งที่เป็นโจทย์สำคัญในการท้าทายรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย คือปัญหาเศรษฐกิจ เพราะเศรษฐกิจปี 2568 จะได้รับผลกระทบใหญ่จากกรณีน้ำท่วมทั้งภาคเหนือ และภาคใต้
ปัญหาสะสมมาจากโควิด-19 รวมถึงเศรษฐกิจอีกส่วนคือ การปิดตัวของโรงงานอุตสาหกรรมในไทย
ดังนั้น เศรษฐกิจภายในดูไม่ค่อยสดใส ถ้าเป็นอย่างนี้ โครงการประชานิยมที่รัฐบาลพยายามผลักดันจะมีคำถามว่าผลักดันได้หรือไม่ และจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจมากน้อยเพียงใด
วันนี้เห็นชัดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง ทั้งชีวิตและสังคม
ดังนั้น ในช่วงต้นปี 2568 คำถามพื้น ๆ คือ ความแห้งแล้งใหญ่จะเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะทุกปีพอพ้นจากช่วงปีใหม่ น้ำท่วมจะหายหมด กลายเป็นการขาดแคลนน้ำ หลังจากนั้นคือพายุมา น้ำท่วม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและชีวิตคน
โจทย์ภายนอกประเทศ
ส่วนโจทย์ภายนอกประเทศเป็นโจทย์เดิม เรื่องใหญ่คือสงครามในยุโรป และตะวันออกกลาง
เมื่อทรัมป์สาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเต็มตัว ในวันที่ 20 มกราคม 2568 จะมีผลต่อสงครามทั้งในยูเครน ในฉนวนกาซา ในเลบานอน รวมถึงบทบาทของอิสราเอลในเวสต์แบงก์
รวมถึงความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน ปัญหาการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นความท้าทายใหญ่ของโลก ตอบด้วยความผันผวนทางเศรษฐกิจของโลก
ถ้าทรัมป์ขึ้นกำแพงภาษีในอัตราที่ 20% และขึ้นอัตราภาษีสินค้าจีน 60% เศรษฐกิจโลกถูกกระทบเต็ม ๆ อาจรวมถึงกระทบกับไทย เพราะบัญชีรายชื่อที่ได้ดุลการค้ากับสหรัฐ ไทยอยู่ในลำดับต้น ๆ
สิ่งที่พูดกันในสังคมไทย เป็นการพูดแบบเลื่อนลอย ที่จะให้จีนย้ายฐานการผลิตมาผลิตในไทยแล้วส่งออกโดยอาศัยไทยเป็น นอมินีทางเศรษฐกิจ แต่ต้องคิดในทางกลับกันว่า รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่าการผลิดที่ส่งออกจากไทยนั้นเป็นการผลิตของโรงงานของจีน ซึ่งในช่วงทรัมป์ 1 เราอาจจะพอทำได้ แต่ผมคิดว่าใน ทรัมป์ 2 ถ้ายังคิดแบบเลื่อนลอย อาจจะไม่ช่วยประเทศไทย
สิ่งที่ต้องคิดใหญ่ก็คือการปรับตัวทางเศรษฐกิจ ถ้า 4 ปีของทรัมป์จากปี 2025 ถึง 2028 กำแพงภาษีเป็นสถานการณ์หลักในเวทีโลก มีนัยโดยตรงถึงความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลก แปลว่าการตั้งหลักทางเศรษฐกิจไทย จะตั้งหลักด้วยวิธีอะไร ต้องเริ่มคิดกันจริง ๆ
เพราะในไทย ยังถกกันในมิติที่น่าเบื่อที่สุด คือ แบงก์ชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย) จะลดไม่ลดดอกเบี้ย สภาวะที่เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล กับกลุ่มบางขุนพรหม (กลุ่มที่อยู่ฝั่งแบงก์ชาติ) เป็นปัญหาที่ไม่ช่วยอนาคตประเทศไทย
ประเทศไทยคงต้องมีความชัดเจนเหมือนกันว่าจะเอาอย่างไรกับตัวเอง เราติดกับข้อถกเถียงลด ไม่ลด ดอกเบี้ยมานาน จนเป็นวาระที่น่าเบื่อ เราก็รู้ว่าแบงก์ชาติไม่ยอม แล้วก็มีวิธีที่จะไม่ยอม แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็คงต้องเตรียมแผนเศรษฐกิจ ที่มีความชัดเจน
คำถามคือประเทศไทย ไม่ใช่แค่รัฐบาลไทย แต่รวมถึงภาคเศรษฐกิจที่อยู่ในฝั่งรัฐบาล เช่น แบงก์ชาติ และผมเชื่อว่าภาคเศรษฐกิจในฝั่งเอกชน คงเริ่มรู้สึกเหมือนกัน เพราะว่าสัญญาณพวกนี้ไม่ใช่สัญญาณเพิ่งมา เพราะเมื่อทรัมป์ชนะ การวิเคราะห์ของทุกฝ่ายทั้งในประเทศและนอกประเทศมันตอบคำถามชัดว่า โลกปีหน้าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้าที่มากับกำแพงภาษี
จับตาศึกในรัฐบาลผสม
ขณะที่ช่วงปลายปี 2567 ราคาพลังงานยังไม่แกว่งมาก แต่ต้องไม่ลืมว่าช่วงต้นปี 2568 เมื่อฤดูหนาวในยุโรปและโลกตะวันตก ราคาพลังงานจะขยับตัวขึ้นเป็นเรื่องปกติ รวมถึงราคาทองคำวันนี้มีขึ้นมากกว่าลง สะท้อนภาพความกลัวสงครามของคน รวมถึงกระทบกับอัตราดอกเบี้ย รวมถึงราคาสินค้าอุปโภค บริโภค ในชีวิตประจำวัน ทั้งหมดขมวดปมมายังเรื่องที่ใหญ่ที่สุด คือ ค่าครองชีพของคน ดังนั้น ค่าครองชีพปี 2568 อาจจะยังเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งสังคมไทยยังไม่พ้นจากภาพตรงนี้
โจทย์ภายนอก โจทย์สงคราม การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ กระทบกับเศรษฐกิจโลก กับชีวิตคน หวนกลับมาในประเทศไทย อยากเรียกร้องให้รัฐบาลไทยและสังคมไทย คิดเตรียมตัวกับโจทย์ที่หนักหน่วงมากขึ้น ซึ่งทับซ้อนกับความหนักหน่วงของปัญหาในไทย คือปัญหาการต่อสู้ทางการเมืองภายใน
ทั้งการต่อสู้ระหว่างรัฐบาล กับพรรคฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันยังมีปัญหาในรัฐบาลผสม ปี 2568 เป็นปีแห่งความท้าทายต่อนายกฯแพทองธาร และพรรคเพื่อไทย
โจทย์ใหญ่ปี 2568 คือ อนาคตของรัฐบาลผสม เพราะช่วงปลายปี 2567 เราเริ่มเห็นปัญหาแรงเสียดทาน ภายในรัฐบาลผสมมากขึ้น ทั้งในกรณีพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทยกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 ปัญหาภายในจะหนักขึ้น ทุกพรรคจะต้องแข่งขันกันมากขึ้น ไม่มีคำตอบว่ารัฐบาลผสมจะอยู่ไปได้อีกนานเท่าไหร่ หมายความว่าทุกฝ่ายต้องเร่งหาเสียง เร่งสร้างผลงาน ซึ่งเป็นแรงเสียดทานภายในของตัวเอง
ระดมสมองสู้วิกฤตเศรษฐกิจ
ศ.ดร.สุรชาติบอกว่า สิ่งที่อยากเห็นคือ การระดมสมองทางเศรษฐกิจ อยากเห็นรองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจนั่งหัวโต๊ะระดมสมอง ทำอย่างไรถึงจะสร้างชุดความคิดใหม่ ๆ ที่จะสร้างชุดความคิดใหม่ ๆ ให้รองรับวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2568
ถ้าทำอย่างนี้ได้ เริ่มหาทางออกได้ อาจเป็นเงื่อนไขที่ประคับประคองเศรษฐกิจไทย อยากเห็นรัฐบาลไทยและภาคเอกชนไทยเลิกคิดว่า การท่องเที่ยวจากจีนจะเป็นไม้ค้ำยันเศรษฐกิจไทย เพราะวันนี้แทบไม่มีผลประโยชน์ตอบแทนกับเศรษฐกิจไทย
อยากเห็นสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินด้วยตัวเลขที่เป็นจริง ไม่ใช่ประเมินลม ๆ แล้ง ๆ ว่านักท่องเที่ยวจีนจำนวนเท่านี้ ใช้เงินในไทยจำนวนเท่านี้
ดังนั้น ที่ต้องเรียกร้องในปี 2568 คือ ต้องเลิกฝันลม ๆ แล้ง ๆ เลิกประเมินลม ๆ แล้ง ๆ เพราะการมาของทรัมป์เป็นเรื่องจริง และผลกระทบที่เกิดเป็นผลกระทบจริง รัฐบาลไทย และภาคเศรษฐกิจไทย ต้องเลิกชุดความคิดฝันเฟื่องแบบลม ๆ แล้ง ๆ ได้แล้ว
ยังเชื่อว่าปี 2568 น่าจะเป็นปีที่รัฐบาลไทยและเอกชนไทย คิดด้วยมิติใหม่ ๆ ที่มากขึ้น อะไรที่มองแล้วเชื่อว่าไม่เป็นประโยชน์
วิธีที่ดีที่สุดคืออย่ากลัวว่าจะเสียหน้า แต่ต้องกล้าทิ้งเพื่อเดินไปสู่โปรเจ็กต์ที่ใหม่กว่า เพราะต้องคิดว่าโลกในระดับสากล ในระดับภูมิภาค มีการขยับตัวของปัญหาใหม่ ๆ เพราะเราเอาเพียงทรัมป์และสงครามการค้า ประเทศไทยไม่ตั้งหลักไม่ได้แล้ว
หวังเกิดการระดมสมอง
ส่วนกรณีถ้าไทยส่งเสริมให้นักลงทุนไทย ย้ายฐานการผลิตบางส่วนไปสหรัฐ จะช่วยเรื่องกำแพงภาษีได้หรือไม่ ศ.ดร.สุรชาติ กล่าวว่า น่าสนใจ ทรัมป์คือพ่อค้า คือ หมูไป ไก่มา
ในมุมหนึ่งชุดวิธีคิดของทรัมป์ไม่ซับซ้อนมากในมิติทางเศรษฐกิจ จะเห็นว่าในมิติความมั่นคง ประเทศไหนอยากให้สหรัฐคุ้มครองจะต้องจ่ายเงิน
ในมิติเศรษฐกิจก็ไม่ต่างกัน ไทยอยู่ในภาวะที่ต้องคิด อะไรคือสินค้าที่จะต้องซื้อจากสหรัฐมากขึ้น
ขณะที่ในกระแสการเมืองที่ถูกปลุกหลังจากรัฐประหาร 2557 เป็นการปลุกกระแสให้ไทยหันเข้าหาจีน ซึ่งวันนี้เศรษฐกิจจีนไม่ได้ดีอย่างที่โฆษณา
รวมถึงตลาดและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ในโลกตะวันตก ความชัดเจนคือได้ดุลการค้าจากสหรัฐ เราเห็นความผันผวนที่จะตามมา ผมอยากเห็นภาคเศรษฐกิจทั้งภาครัฐและเอกชน อาจจะต้องเปิดเวทีนั่งคุยกันใหม่ เพราะชุดความคิดแบบเดิม ๆ อาจไม่ตอบโจทย์ไทย
แนะการเมืองไทยเลิกกัดกัน
ส่วนการเดิมพันของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการเมืองไทย ปี 2567 และอาจจะเพิ่มดีกรีในปี 2568 ศ.ดร.สุรชาติมองว่า เดิมพันของคุณทักษิณในปี 2568 คือ ปัญหาชั้น 14 เพราะเรื่องอื่นคุณทักษิณไม่มีปัญหาอะไร
แต่เดิมพันใหญ่ที่สุด แต่เดิมพันใหญ่ที่สุดไม่ใช่ของคุณทักษิณ แต่เป็นเดิมพันของประเทศไทย และพรรคเพื่อไทย คือการกำหนดทิศทางประเทศ
เลิกกัดกันแบบนักการเมืองเสียที เพราะประเทศไม่ได้รับผลตอบแทนแบบนี้เลย ไม่ว่าฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาล เหมือนหมางับกันไปงับกันมา วันนี้เราอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นปัญหาทั้งในระดับชาติ ระดับภูมิภาค และระดับโลก อยากเห็นการเมืองที่พาประเทศไทยไปสู่อนาคตมากกว่านี้ ไม่อยากเห็นการเมืองแบบหมางับกัน
ส่วนทิศทางแบบไหนที่จะทำให้การเมืองไปสู่อนาคตได้ “ศ.ดร.สุรชาติ” ตอบว่า ทิศทางการเมืองภายในต้องนั่งดูกันว่าจะเอาอย่างไร
เราเห็นโจทย์ที่ สว.เป็นพรรคสาขาของพรรคการเมือง การแก้กฎหมายใหญ่ ๆ คงไม่ง่าย ต้องคิดกันว่ารัฐธรรมนูญ กระบวนการการเมืองจะเดินไปทางไหน
ทิศทางไทยในการเมืองโลก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน นับแต่เปลี่ยนรัฐบาล 2566 ทุกคนหวังว่าบทบาทไทยบนเวทีโลกจะปรับ จนถึงวันนี้ยังไม่มีการปรับ บทบาทมิติความมั่นคงยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ มีปัญหาภาคใต้ ปัญหาสงครามกลางเมืองในเมียนมา ปัญหาเรื่องเส้นเขตแดน ยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนในแผนยุทธศาสตร์
ในด้านเศรษฐกิจเห็นชัดมาก วันนี้อยากเห็นการตั้งทิศทางเศรษฐกิจไทยจริง ๆ เพื่อรองรับโลกที่เปลี่ยนแปลง และขอให้เลิกฝันเฟื่องกับโครงการบางอย่างที่ไม่ตอบโจทย์ในอนาคต
มิติทางสังคม เราพูดน้อยมาก ทั้งเรื่องการศึกษา ปัญหายาเสพติด การสร้างอนาคตของคนรุ่นใหม่ รวมถึงวันนี้สังคมไทยต้องตระหนักว่าประชากรที่ลดลงเรื่อย ๆ ในช่วงหลายปี
แล้วเราจะเอาอย่างไรกับตัวเอง วันนี้ผมยังไม่เห็นมิติการศึกษาในมิติการสร้างอนาคตประเทศไทยเลย ถ้าการศึกษาไทยขยับไม่ได้ โอกาสการสร้างประเทศไทยเป็นไปไม่ได้ ตัวแบบที่เห็นได้ชัดในภูมิภาคคือการสร้างคนในเวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ ที่อาศัยการศึกษาเป็นหลัก
ถ้าการศึกษาสร้างไม่ได้ การพัฒนาเศรษฐกิจอีกส่วนหนึ่งก็สร้างไม่ได้ จึงต้องคิดเป็นระบบ ครบวงจร และไม่ต้องคิดแบบฝันเฟื่อง มีแต่โครงการที่เลื่อนลอย เราต้องการความใหม่ในทุกด้าน
เพราะในทางเศรษฐกิจเราไม่ใช่สาวงามในอาเซียน เพราะสาวงามในอาเซียนคืออินโดนีเซียและเวียดนาม เราต้องยอมรับว่าความมั่งคั่งของสินแร่ธรรมชาติในอินโดนีเซีย และตลาดในอินโดนีเซียเป็นเรื่องใหญ่ และเวียดนามวันนี้เป็นฐานรองรับการผลิตในมิติที่เกาหลีใต้เคยเป็น ดังนั้น ในมิติอุตสาหกรรมไทย คงต้องคิดว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้นไหลไปเวียดนามมากขึ้น ที่เหลือไทยจะเป็นฐานรองรับอะไร วันนี้ผมไม่เห็นคำตอบว่าออกแบบไทยเป็นฐานรองรับอะไร
โดยภาพรวมไทยควรกำหนดความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนให้มีความชัดเจน เพราะไทยไม่ได้ผลประโยชน์กับตลาดจีนในขณะที่ตลาดและดุลการค้าอยู่กับโลกตะวันตกโดยเฉพาะดุลการค้ากับสหรัฐ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สุรชาติ โจทย์ร้อนรัฐบาลปี’68 ศึกการเมืองพรรคร่วม-เศรษฐกิจโลกป่วน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net