โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“กูรู” มองตลาดการลงทุน “ปีมะเส็ง-2025” สดใสกว่าปีก่อน ปัจจัยบวก “ดอกเบี้ยขาลง”... ส่วน “ความผันผวน” ยังมี เหตุจาก “Trade War” & “ความเสี่ยงภูมิรัฐศาตร์” !!!

Wealthy Thai

อัพเดต 03 ม.ค. 2568 เวลา 05.34 น. • เผยแพร่ 27 ธ.ค. 2567 เวลา 11.21 น. • โต๊ะกองทุน Wealthy Thai

Fun of Funds: โบกลา “ปีมะโรง-2024” ต้อนรับ “ปีมะเส็ง-2025” อย่างเป็นทางการ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังทรงตัว โดยทาง “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) คาดว่าปีนี้เศรฐกิจโลกจะโต 3.2% เท่ากับในปีที่ผ่านมา
ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐเข้าสู่ “วงจรขาลง” เรียบร้อย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อภาพรวมการลงทุนทั้งในส่วน “หุ้น” และ “ตราสารหนี้” ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสงครามการค้าภายใต้การนำของ “โดนัลด์ ทรัมป์” และความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาตร์ของโลกในที่ต่างๆ ยังจะคงเป็นปัจจัยลบที่ทำให้ตลาดยังอยู่ท่ามกลาง “ความผันผวน” ต่อไป
ใน “ปีมะเส็ง-2025” นี้ สินทรัพย์ใดจะ “ปัง” บ้าง ทางทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthy Thai’ มีมุมมองที่น่าสนใจจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญมาฝากกัน

“ศก.สหรัฐ” ยังโตดีรับแรงหนุนจาก “มาตรการลดภาษี”…ชูหุ้นสหรัฐ”Quality Growth รับกระแส AI และDefensive ลดเสี่ยงเทรดวอร์

โดย “ศรชัย สุเนต์ตา” รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงาน Investment Office and Product กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี2025 มีแนวโน้มขยายตัวช้าลงเหลือ 2.5% จากปี24 ที่โต 2.7%จากความไม่แน่นอนของนโยบายกีดกันทางการค้า ส่วน “เศรษฐกิจสหรัฐ” แนวโน้มเติบโตดี จากแรงหนุนการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ ทิศทางอัตราดอกเบี้ยยังเป็นขาลง แต่อาจปรับลดได้น้อยกว่าที่ตลาดคาด จากแรงกดดันของเงินเฟ้อรวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งคาดว่ายังคงยืดเยื้อต่อไป ทั้งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ถึงแม้ว่า ทรัมป์ จะออกมาประกาศว่าจะยุติสงครามโดยเร็วก็ตาม ทำให้ธนาคารกลางต่างๆ มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้

(ศรชัย สุเนต์ตา)

“ตลาดหุ้นสหรัฐ มีแนวโน้มได้แรงหนุนจากกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ยังขยายตัวดี ท่ามกลางปัจจัยสนับสนุนจากกระแสการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของทรัมป์ แม้ว่าราคา ซึ่งวัดจากอัตราส่วนราคาต่อกำไรต่อหุ้น (P/E) อยู่ค่อนข้างสูง แต่ความเสี่ยงที่จะปรับลดลงมากมีจำกัด จากแนวโน้มการเพิ่มผลตอบแทนผู้ถือหุ้น และโมเมนตัม EPS ที่ยังดี จึงแนะนำสำหรับการลงทุนในระยะยาว เน้นหุ้นกลุ่ม ‘Quality Growth’ ที่ EPS มีแนวโน้มขยายตัวดี และสอดรับกระแส AI ผสมผสานกับ หุ้นกลุ่ม ‘Defensive’ ที่ทนทานทุกสภาวะตลาด เพื่อลดความเสี่ยงสงครามการค้า”
นอกจากนี้ยังแนะนำ หุ้นอินเดีย อินโดนีเซีย จีนA-Share และไทย รับอานิสงส์ทางการจีนออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึง “หุ้นกู้สหรัฐ” Investment Grade ระยะสั้น 2-4 ปี และ “ทองคำ” ส่วน Opportunity port แนะหุ้นสหรัฐขนาดเล็ก และเวียดนาม

เปิด 3 กลุ่มสินทรัพย์ โอกาสสร้างกำไรปี25…คาด “หุ้นจีน – น้ำมัน – พลังงาน” ราคาดิ่ง รับนโยบาย “ทรัมป์”

ด้าน “ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์” Head of Wealth Advisory บมจ.ธนาคารทิสโก้ มองว่า ในปี 2025 แนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากนโยบายของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ดังนี้ 1) กลุ่มอุตสาหกรรมของสหรัฐ ที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายลดภาษีนิติบุคคล จากอัตรา 21% เหลือ 15% และขึ้นภาษีนำเข้า (Tariff) จะช่วยให้ทั้งรายได้และกำไรของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ สูงขึ้นทันทีและช่วยหนุนให้ดัชนี “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ปรับตัวขึ้นดีกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ ในโลก สำหรับกลุ่มหุ้นที่ได้อานิสงส์สูงสุด ได้แก่ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย บริการการสื่อสาร และกลุ่มสถาบันการเงิน โดยทั้งสามกลุ่มจะได้ประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคล และมีความเสี่ยงที่จะถูกตอบโต้จากสงครามการค้าในระดับต่ำ

(ณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์)

2) กลุ่มประเทศที่ราคาหุ้นมักปรับขึ้นตามตลาดหุ้นสหรัฐ ในช่วงเกิดสงครามการค้า ได้แก่ อินเดีย เวียดนาม และญี่ปุ่น ในช่วงที่สหรัฐฯ เดินหน้ามาตรการขึ้นภาษีนำเข้า จะกดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกปรับลดลง สวนทางกับดัชนี ‘ตลาดหุ้นสหรัฐ’ (S&P500) ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลในอดีตตั้งแต่ปี 2017-2019 ซึ่งเป็นช่วงที่ทรัมป์ใช้มาตรการขึ้นภาษีดังกล่าวพบว่า นอกจากตลาดหุ้นสหรัฐ จะปรับเพิ่มขึ้น 43% ในช่วง 3 ปี แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกันยังมีตลาดหุ้นประเทศอื่นปรับตัวขึ้นตามไปด้วย คือ ‘ตลาดหุ้นอินเดีย’ ปรับขึ้น 55% ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ปรับขึ้น 34% และ ‘ตลาดหุ้นญี่ปุ่น’ ปรับขึ้น 21% เนื่องจาก ทั้งสามประเทศได้รับผลกระทบสงครามการค้าอย่างจำกัดและเศรษฐกิจในประเทศได้รับปัจจัยหนุนจากการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ”
3) สินทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากนโยบายการเงิน - การคลัง สหรัฐ เราคาดว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) อาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงสู่ระดับ 4% จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.50 - 4.75% ซึ่งสินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์จากการสถานการณ์ดังกล่าว ได้แก่ ตราสารหนี้ระยะสั้น, REITและทองคำ พร้อมทั้งแนะนำให้หลีกเลี่ยงสินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ หุ้นจีน น้ำมัน และพลังงาน

เปิด 4 ธีม “B-L-U-E” เสริมพอร์ตชนะตลาดปี25

ส่งท้ายด้วยมุมมองของ “ศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม” ผู้อำนวยการ ฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บล.บลูเบลล์ ที่แชร์มุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในปี2025 ด้วย 4 ธีมการลงทุน คือ B-L-U-E” ประกอบด้วย 1) Build Portfolio on the America First Policy การกลับมาของ Donald Trump” ที่มาพร้อมนโยบายหลัก “America First” ที่จะทำให้สหรัฐฯเติบโตแข็งแกร่งในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นพอร์ตการลงทุนของเราก็ควรต้องปรับเป็น America First ตามนโยบายของผู้นำประเทศมหาอำนาจของโลกเช่นกัน “กองทุนหุ้นสหรัฐ” ไม่ว่าจะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ หรือ ขนาดเล็กมีโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ต่อ แต่สปอตไลท์น่าจะจับไปที่หุ้นขนาดเล็กมากกว่า เนื่องจากระดับ Valuation มีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ และหลายบริษัทเริ่มพลิกฟื้นจากขาดทุนมามีกำไรมากขึ้น

(ศุภกฤต พิทักษ์พรเกษม)

“2) Lower interest rates trend อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกยังเป็นขาลงต่อเนื่อง ช่วยหนุน Sentiment ของตลาดการลงทุน และจำกัด Downside ของตลาดหุ้นสหรัฐในปีหน้า สินทรัพย์ที่จะได้ประโยชน์ในภาวะดอกเบี้ยขาลงอย่าง REITs หรือ ตราสารหนี้ ก็มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ สำหรับ ‘กองทุนตราสารหนี้’เรามองว่าควรเลือกกองทุนที่มีอายุเฉลี่ยตราสาร (Duration) ที่ยาว ประมาณ 3 ปีขึ้นไป เพื่อที่จะได้สร้างผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่ดอกเบี้ยปรับตัวลง”
3) Upturn in Asian market ปี25 “ตลาดหุ้นเอเชีย” มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ต่อ เนื่องจากแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ประกอบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียน และ ระดับ Valuation ที่มีความน่าสนใจ Fund Flowมีโอกาสไหลเข้าจากแนวโน้มเงิน US dollar ที่อ่อนค่าลง แนะนำให้ลงทุนในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง และมีความเป็นกลางในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ “ตลาดหุ้นอินเดีย” ที่มีเศรษฐกิจเติบโตระดับสูงและโดดเด่นกว่าประเทศอื่น ๆ จากภาครัฐที่ใช้นโยบายการขาดดุลงบประมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ และ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ที่รัฐบาลสนับสนุนภาคธุรกิจ ผลักดันการเติบโตของประเทศในระยะยาว รวมถึงช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น และเตรียม Upgrade เข้าสู่ Emerging market ในปี2025
4) Expand The AI Opportunity คาดว่าแนวโน้มหุ้นเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่ง เนื่องจากกำไรของหุ้นกลุ่มเหล่านี้ยังเติบโตในระดับที่สูง แนะนำ ควรมีการลงทุนใน MAG7 ติดพอร์ตไว้เนื่องจากแนวโน้มยังแข็งแกร่ง แต่ควรต้องเพิ่มการลงทุนในกองทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอื่นๆ ที่มีการกระจายการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่หลากหลายมากขึ้น
“เราแนะนำว่านักลงทุนควรจัดพอร์ตการลงทุนให้มีความเหมาะสมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ในพอร์ตการลงทุนควรลงทุนในกลุ่มที่มีเทรนด์แข็งแกร่งเป็น ‘Core Portfolio’ ได้แก่ หุ้นสหรัฐขนาดใหญ่ หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ตราสารหนี้ต่างประเทศ โดยสัดส่วนที่แนะนำ คือ 60-80% ของพอร์ต และ เสริมด้วย ‘Satellite Portfolio’ ที่สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม ได้แก่ หุ้นอินเดีย หุ้นเวียดนาม หุ้นสหรัฐฯขนาดเล็กในสัดส่วน 20-40%ของพอร์ต”
ทั้งหมดนี้ เป็นมุมมองจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อการลงทุนใน “ปีมะเส็ง-2025” นี้ ว่าสินทรัพย์ไหน “ปัง” และน่าสนใจ หวังว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...