ลดเงินส่ง FIDF 0.23% ไม่กระทบหนี้สาธารณะ แต่หมดหนี้ช้าไปปีครึ่ง แบกดอกเบี้ยเพิ่ม 500 ลบ.
สบน. เผย ลดเงินนำส่ง FIDF ไม่กระทบหนี้สาธารณะ ระบุเป็นเงินแบงก์ไม่เกี่ยวกับงบประมาณและภาษี แต่จะหมดหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ช้าไป 1 ปีครึ่งจากเดิมปี 2575 และมีดอกเบี้ยเพิ่มปีละ 100 – 500 ล้านบาท โดยมียอดหนี้เหลือ 5 แสนล้านบาท
27 พ.ย. 2567 นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยถึงการที่รัฐบาลจะใช้แนวทางลดเงินนำส่ง FIDF จาก 0.46% เป็น 0.23% เพื่อเป็นหนึ่งในแหล่งทุนที่นำมาใช้ในมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน ว่า ปัจจุบันหนี้ FIDF เหลืออยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท โดยมีกำหนดชำระเสร็จสิ้นในปี 2575 ซึ่งหากลดการนำส่งเงินFIDF ลงครึ่งหนึ่งเหลือ 0.23% จะทำให้ระยะเวลาการชำระหนี้FIDF ขยายออกไปอีกครึ่งปี
“ตอนนี้ยังไม่เห็นว่ามาตรการจะออกมาเป็นอย่างไร แต่ถ้าลดเงินนำส่งFIDF เหลือ 0.23% จะทำให้เวลาการชำระหนี้FIDF ขยายออกไปอีกครึ่งปี ซึ่งหากมาตรการแก้หนี้มีระยะเวลา 3 ปี ก็จะทำให้เวลาชำระหนี้FIDF ขยายไปรวม 1 ปีครึ่ง จากเดิมที่จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดเสร็จสิ้นในปีในปี 2575 ขณะที่จะทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 100-500 ล้านบาท”
อย่างไรก็ตามการที่เวลาชำระหนี้FIDF ขยายออกไป จะไม่กระทบกับการจัดสรรงบประมาณและหนี้สาธารณะเนื่องจาก ปัจจุบันสบน. ไม่ได้ทำหน้าที่จ่ายหนี้FIDF โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ชำระทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจากการเก็บเงินนำส่งจากสถาบันการเงิน
“เงินส่วนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับประชาชน เป็นเงินที่แบงก์ชาติเก็บมาจากแบงก์ ก็ไม่กระทบกับเรา ไม่กระทบกับภาษี เรื่องนี้รัฐบาลและแบงก์ชาติคงประเมินแล้วว่าทำแล้วคุ้ม สุดท้ายประโยชน์ก็จะวนกลับไปช่วยแบงก์ เพราะเป็นการดูแลหนี้ของประชาชน ทำให้ประชาชนจ่ายหนี้ได้”
นายพชร กล่าวถึง สถานการณ์หนี้สาธารณะไทยว่า ณ สิ้นเดือน ต.ค. 2567 หนี้สาธารณะต่อ GDP อยู่ที่ 62.33% ลดลงจากที่คาดไว้ที่ 64% ซึ่งเป็นผลจากการที่ GDP ไตรมาส 3 ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยอยู่ที่ 3% ขณะที่คาดว่าสิ้นปีงบประมาณ 2568 หนี้สาธารณะต่อ GDP จะอยู่ที่ประมาณ 63%