จัดพอร์ตการลงทุนสไตล์ NETFLIX
ผมเคยได้ยินคนพูดถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ไม่เหมือนใครของNETFLIX
ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงินเดือนพนักงานสูงๆไม่กำหนดจำนวนวันลาพักร้อนนั่งเครื่องบินชั้นbusiness class ได้พนักงานตัดสินใจเซ็นต์งานหลักล้านเหรียญเองได้เลยไม่ต้องรอเจ้านายระดับสูง
ตอนแรกก็ไม่ค่อยเข้าใจมากนักจนกระทั่งได้อ่านหนังสือที่มีชื่อว่า“No RULES RULES” หรือกฎที่นี่คือไม่มีกฎ
เขียนโดย Reed Hastings ผู้ก่อตั้งและ CEO NETFLIX
อ่านจบได้ไอเดียมาประยุกต์ใช้กับการจัดพอร์ตลงทุนสไตล์NETFLIX ได้ออกมาแบบนี้ครับ
- Talent Density, Talented People
หัวใจสำคัญที่สุดของNETFLIX คือเป็นบริษัทที่อุดมไปด้วยคนเก่งเพราะเวลาคนเก่งทำงานด้วยกันทำให้มีไฟแลกเปลี่ยนกันตลอดเวลาโดยวิธีการได้คนเก่งมาคือยอมจ่ายเงินเดือนชนเพดานของอุตสาหกรรมและให้เป็นตัวเงินเดือนเลยไม่ใช่ต้องไปลุ้นโบนัสปลายปีเอาเพราะเชื่อว่าคนเก่งที่จ้างมาจะทำรายได้เพิ่มให้บริษัทหลายเท่าตัว
ในแง่ของการจัดพอร์ตหุ้นเราก็ต้องเลือกแต่หุ้นที่เก่งเข้าพอร์ตตัวไหนไม่ดีไม่เก่งอย่าไปเอาเข้ามามองที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณถึงแม้หุ้นบางตัวราคาจะขึ้นไปพอสมควรแล้วแต่ถ้าเป็นหุ้นที่ดีจริงยังเติบโตได้ต่อเนื่องมีโอกาสเป็นsuper stock ได้ในอนาคตถ้าประเมินมูลค่าดีแล้ว ถามตัวเองเหมืนNETFLIX ชอบถามว่าคนนี้ใช่คนที่ต้องการหรือเปล่าเราก็ถามว่าหุ้นตัวนี้ใช่ตัวที่จะมาเปลี่ยนพอร์ตเราหรือเปล่าถ้าใช่ก็อย่าไปเกี่ยงราคามากเกินไปรีบซื้อเข้าพอร์ตให้ไว
- Gets rewarded, Promoted, or Let go
NETFLIX บอกว่าถ้าคนไหนทำงานดีก็พร้อมจะเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งให้ถ้าสำรวจแล้วพบว่าในตลาดมีคนได้เงินเดือนสูงกว่านี้ก็พร้อมที่จะขึ้นเงินเดือนให้พนักงานตำแหน่งเดียวกันทันทีแต่ในทางตรงกันข้ามถ้าคนไหนไม่perform ทำงานไม่ดีก็พร้อมที่จะจ่ายเงินอย่างดีและให้ออกจากบริษัทเช่นกัน
NETFLIX ใช้คำว่า“Keeper Test” เอาไว้ให้หัวหน้างานพิจารณาว่าถ้ามีลูกน้องมาขอลาออกให้ถามตัวเองว่าเราอยากจะยื้อเค้าไว้หรือว่าไม่เป็นไรปล่อยไปและขอให้โชคดีถ้าคำตอบคืออย่างหลังก็ให้เค้าออกไปและหาคนใหม่ที่เก่งกว่าเข้ามาแทนเพื่อที่ว่าสุดท้ายก็จะเป็นองค์กรที่เต็มไปด้วยคนเก่ง
ในแง่ของการจัดพอร์ตเราก็ต้องหมั่นทำKeeper Test สำรวจหุ้นสม่ำเสมอถามตัวเองว่าหุ้นตัวนี้เราต้องการอยู่มั้ยตัวไหนดีเก็บไว้ตัวไหนไม่ดีก็รีบขายทิ้งออกไปแล้วมองหาหุ้นตัวใหม่เข้าพอร์ตมาแทนเก็บแต่หุ้นที่มีคุณภาพสูงไว้ตลอดเวลา
- We are Pro Sport Team, not family
หลายบริษัทมักบอกว่าเราอยู่กันแบบครอบครัวรักกันเหมือนพี่เหมือนน้องในมุมหนึ่งก็ดูดีจะได้ทำงานกันได้แบบราบรื่นสมานฉันท์และมีความสุขในที่ทำงานแต่NETFLIX บอกว่าปัญหาคือเราจะไม่กล้าว่าพี่น้องเราถ้าทำงานพลาดหรือไม่มีทางไล่เค้าออกถ้าทำงานพัง
เพราะฉะนั้นNETFLIX เลยใช้วิธีการทำงานแบบทีมกีฬามืออาชีพแทนคือใครซ้อมดีฝีมือดีได้ลงเล่นแต่ถ้าใครเล่นไม่ดีเปลี่ยนตัวได้และคอยมองหาผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีฝีมือเข้าทีมได้ตลอดเวลาเหมือนการซื้อขายนักกีฬาอาจจะฟังดูโหดร้ายซักหน่อยแต่ก็ทำให้ทีมมีแต่คนเก่ง
ในแง่ของการลงทุนถ้าเรามองเป็นครอบครัวเราก็อาจจะหลงรักหุ้นบางตัวได้บางตัวถือมาหลายปีบางตัวชอบแบรนด์บางตัวเชอบเจ้าของอ้วนๆทำให้ไม่ยอมตัดใจขายแม้ธุรกิจจะเริ่มไม่ดีแต่ถ้าเรามองเป็นทีมกีฬาทีมฟุตบอลก็จะทำให้เราลดอคติและตัดสินใจลดพอร์ตเปลี่ยนตัวหุ้นได้ตามผลงานจริงๆ
- 4A & 360 Degree Feedback
NETFLIX มีวัฒนธรรมการให้feedback กันตรงๆและต่อหน้าบางทีพูดกันในห้องประชุมคนเยอะๆเลยก็ได้แต่ว่าก็จะมีหลักการของ4A คือ
- การให้Feedback ด้วยAim to Assist และActionable แปลว่าให้ด้วยเจตนาที่ดีต้องการช่วยเหลือไม่ได้อยากตำหนิและfeedback ที่ให้ก็ต้องเอาไปปรับเอาไปทำต่อได้ด้วย
- การรับFeedback ด้วยAppreciate และAccept or Discard แปลว่าเราอย่าไปตั้งแง่หรือปกป้องตัวเองเวลาใครมาfeedback เราต้องรู้สึกขอบคุณเค้ารับฟังและสุดท้ายก็เลือกเองว่าจะเอาไปใช้หรือไม่ใช้
การfeedback ไม่ได้จำกัดแค่one on one หรือคุยกันแค่สองคนแต่เราอาจให้เป็น360 องศาคือจากทุกคนที่ทำงานด้วยเลยก็ได้โดยวิธีการก็จะให้บอกStart, Stop, Continue คือfeedback ว่าเราควรเริ่มควรหยุดหรือควรทำอะไรต่อเนื่องเราก็จะได้เข้าใจภาพชัดเจนว่าต้องทำอย่างไรต่อ
ในแง่ของการลงทุนเราก็ควรไปถามหาfeedback กับเพื่อนไปอ่านข่าวไปอ่านwebboard อ่านบทวิเคราะห์ดูว่าคนอื่นเค้ามองยังไงกับหุ้นที่เรามีทั้งในแง่บวกและลบโดยไม่ต้องไปตัดสินไม่ต้องไปโกรธหรือไม่ต้องไปเห็นด้วยเพื่อที่จะได้เอาข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาเองว่าเราจะทำอย่างไรกับหุ้นที่เรามีเราจะstop มั้ยหรือเราจะcontinue ถือต่อหรือซื้อเพิ่มอีก
- Lead with Context not Control
หลายบริษัทเจ้านายมักชอบควบคุมหรือบอก1,2,3 ให้ลูกน้องทำตามแล้วคอยติดตามผลงานถ้าต้องเซ็นต์เอกสารก็จะเป็นคนเซ็นต์เองเป็นโครงสร้างแบบปิรามิดที่CEO อยู่บนยอดสูงสุดแต่ที่NETFLIX จะปล่อยให้ลูกน้องตัดสินใจเองโปรเจ็คต์เป็นล้านเหรียญก็เซ็นต์เองได้เจ้านายมีหน้าที่สร้างบริบทให้เข้าใจตรงกันให้สอดคล้องกับเป้าหมายเดียวกันเป็นการทำงานแบบรากไม้ที่CEO อยู่โคนรากข้างล่างสุด
ในแง่ของการจัดพอร์ตบางครั้งเราเองคอยกำหนดควบคุมหุ้นในพอร์ตมากเกินไปหรือเปล่าว่าต้องมีสภาพคล่องเท่านี้D/E ห้ามเยอะROE ต้องเพิ่มกำไรห้ามตกแล้วก็คัดหุ้นเข้าพอร์ตมาตามเกณฑ์แต่บางครั้งก็อาจจะไม่ได้ผลดีเสมอไปเพราะบางบริษัทอาจสะดุดชั่วคราวบางบริษัทหนี้เยอะแต่เป็นหนี้ที่ดีเป็นต้น
แปลว่าอาจจะดีกว่าถ้าเรากำหนดด้วยบริบทกำหนดด้วยกรอบของหุ้นที่เราสนใจว่ากลยุทธ์การเติบโตมาถูกทางหรือเปล่าดูที่เหตุที่ปัจจัยเป็นหลักแล้วก็ปล่อยวางไม่ต้องไปควบคุมอัตราส่วนทางการเงินทุกอย่างไม่แน่ว่าสุดท้ายอาจจะส่งผผลลัพธ์ที่ดีกว่าก็ได้
- ถ้าสำเร็จให้ฉลองถ้าผิดพลาดส่องดูให้ชัด(sunshine it)
ที่NETFLIX คุณจะไม่โดนไล่ออกถ้าคุณทำงานพลาดแต่ทุกครั้งที่ผิดต้องเรียนรู้ว่าผิดตรงไหนเพราะอะไรและแจ้งให้กับทีมงานทราบเพื่อเรียนรู้แก้ไขและทำให้โครงการต่อไปดีกว่าเดิมเขาถึงเรียกว่าให้สาดแสงให้sunshine ออกมาให้ชัดเจน
ในแง่ของการลงทุนหุ้นตัวไหนเราขาดทุนซื้อหุ้นผิดพลาดขายหุ้นผิดพลาดก็ควรจะจดบันทึกแบบละเอียดเพื่อนำมาเรียนรู้เช่นกันเราจะเก็บเป็นบันทึกส่วนตัวก็ได้หรือเราจะแชร์ให้คนอื่นรู้ด้วยก็ดีเผื่อว่าจะได้feedback ดีๆหรือมุมมองของคนที่มีประสบการณ์เข้ามาได้อีก
โดยสรุปการจัดพอร์ตลงทุนสไตล์NETFLIX สำหรับผมคือ
พอร์ตต้องเต็มไปด้วยหุ้นที่เก่งเลือกหุ้นแบบทีมกีฬาตัวไหนเก่งซื้อเข้ามาอยู่ในทีมตัวไหนไม่เก่งไม่ให้ลงเล่นหาทางรีบขายออกไปถึงแม้จะขาดทุนก็ต้องทำ
เวลาพิจารณาหุ้นให้มองภาพใหญ่มองกลยุทธ์มองเหตุมองปัจจัยมากกว่าไปจดจ้องแต่ภาพเล็กหรือการขึ้นลงของราคาจนมากเกินไปที่สำคัญต้องรับฟังfeedback จากคนรอบข้างสม่ำเสมอและจดบันทึกข้อผิดพลาดของตัวเองเพื่อที่จะได้รู้ตัวว่าเราต้องstart, stop และcontinue อะไรเพื่อให้พอร์ตการลงทุนเติบโตอย่างยั่งยืน
Stock Vitamins - วิตามินหุ้น
ผู้ชนะแข่งขันโครงการ Stock Writer ของ stock2morrow