ยกเลิกโทษประหารชีวิต เห็นด้วยหรือไม่
10 ตุลาคมของทุกปี ตรงกับวันยุติโทษประหารชีวิตสากล ทำให้องค์กรภาคประชาสังคมได้ใช้วันนี้เพื่อแถลงการณ์และนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารอย่างเป็นระบบในอนาคต เนื่องจากโทษประหารชีวิตไม่สามารถช่วยป้องกันอาชญากรรมและคืนความยุติธรรมให้กับผู้เสียหายและครอบครัวได้ อีกทั้งมีงานวิจัยมากมายทั่วโลกพบว่าโทษประหารชีวิตไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอาชญากรรม
ทั้งนี้ ภาคประชาสังคมยืนยันว่าการใช้โทษจำคุกตลอดชีวิตแทนการประหารชีวิตกับอาชญากรรมร้ายแรง น่าจะเป็นโทษที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพเกือบทุกด้านของผู้กระทำผิด ซึ่งจะสามารถป้องกันอาชญากรรมได้จริง สำหรับในประเทศไทยไม่มีการลงโทษประหารชีวิตมาแล้วติดต่อกันเป็นเวลา 8 ปี โดยหากไม่มีการประหารชีวิตติดต่อกันครบ 10 ปี สหประชาชาติจะถือว่าประเทศนั้นเป็นประเทศที่ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติทันที และจะกลายเป็นพัฒนาการด้านสิทธิมนุษยชนครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของไทย
อ่านข่าวต้นฉบับ: ภาคประชาสังคมหนุนรัฐบาลยกเลิกโทษประหาร เผยการฆ่าไม่ได้ทำให้อาชญากรลดลง
หลังจากภาคประชาสังคมได้แสดงจุดยืนเรียกร้องให้ยกเลิกโทษประหารชีวิต ก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนไปในวงกว้าง เนื่องจากโทษจำคุกตลอดชีวิตที่ภาคประชาสังคมอ้างว่าจะสามารถป้องกันอาชญากรรมได้จริง อาจไม่เหมาะกับบ้านเราเท่าไรนัก
ทั้งเรื่องของปริมาณนักโทษกับพื้นที่ของเรือนจำที่ไม่สอดคล้องกัน และมาตรฐานการอภัยโทษของนักโทษคดีร้ายแรง อย่างในกรณีของ นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ ที่ลงมือฆ่าภรรยา พญ.ผัสพร จนเสียชีวิต และใช้มีดผ่าตัดแล่ชิ้นเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ จากศพ ก่อนนำชิ้นส่วนไปทำลาย คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2544 โดยศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แต่ได้รับการอภัยโทษหลายครั้ง จนเมื่อปี 2557 ก็ได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ
คดีดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโทษจำคุกตลอดชีวิตในบ้านเราไม่หนักแน่นพอ ทำให้ที่ผ่านมาประชาชนหลายภาคส่วนเรียกร้องให้ใช้บทลงโทษประหารชีวิตอยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะกับนักโทษคดีข่มขืน ซึ่งคนส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า “ข่มขืน = ประหาร” ดังนั้นการที่ภาคประชาสังคมออกมาแสดงจุดยืนในครั้งนี้ จึงขัดกับความคิดเห็นของคนไทยส่วนใหญ่อย่างมาก เพราะนอกจากจะไม่ช่วยทำให้นักโทษได้รับโทษสูงสุดตามที่ควรจะเป็นแล้ว ยังอาจทำให้มีอาชญากรรมเพิ่มมากขึ้นด้วย