โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

ฮาวทูทิ้ง: มุมมองของ Minimalist แฝงรายละเอียดและข้อคิด ให้ชีวิตได้ “มูฟออน”

BT Beartai

อัพเดต 03 ม.ค. 2563 เวลา 18.24 น. • เผยแพร่ 03 ม.ค. 2563 เวลา 18.24 น.
ฮาวทูทิ้ง: มุมมองของ Minimalist แฝงรายละเอียดและข้อคิด ให้ชีวิตได้ “มูฟออน”

สร้างกระแส “เสียงแตก” ในหมู่นักวิจารณ์และคนดูอยู่เสมอ สำหรับผลงานของผู้กำกับ “เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์” กับผลงานภาพยนตร์ลำดับที่ 7 “ฮาวทูทิ้ง” ที่กำลังเข้าฉายอยู่ในขณะนี้ก็เช่นเดียวกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานชิ้นที่ 2 ที่เต๋อกำกับภายใต้ชายคาของ GDH (GTH เดิม) ซึ่งห่างจากเรื่องแรก “ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ” เมื่อปี 2558 หรือ 5 ปีที่แล้ว (หากนับภาพยนตร์สารคดี Girl’s Don’t Cry เรื่องของศิลปินวง BNK48 ที่เต๋อผลิตเองแต่ GDH จัดจำหน่ายให้ ฮาวทูทิ้งจะเป็นเรื่องที่ 3) ซึ่งทั้งฟรีแลนซ์และฮาวทูทิ้งก็ได้พระเอกตัวท็อปของค่ายอย่าง “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” มารับบทพระเอก

ฮาวทูทิ้ง

ฮาวทูทิ้ง

จากกระแสปากต่อปากที่คำวิจารณ์ในทางลบสำหรับกลุ่มคนดูทั่วไปมักจะเสียงดังกว่าผู้ที่ชื่นชอบเสมอ ก็ทำให้รายได้ในสัปดาห์ที่ 2 ของหนังในเขตกรุงเทพและจังหวัดเชียงใหม่ (นับถึงวันที่ 2 มกราคม 2563 จากเพจชมรมวิจารณ์บันเทิง) ที่ 41 ล้านบาท ซึ่งคงจะปิดโปรแกรมได้อย่างเต็มที่ประมาณ 60 ล้านบาท ก็ยังห่างจากความสำเร็จทางรายได้ของฟรีแลนซ์ที่ทำไว้ 80 ล้านบาท

ทีมงานและนักแสดงของ

ทีมงานและนักแสดงของ “ฮาวทูทิ้ง”

แม้ว่าที่สุดแล้ว หนังอาจจะบันเทิงสำหรับคนดูเฉพาะกลุ่ม (สำหรับคอหนังที่เคยดูหนังของเต๋อ นวพล จะเข้าใจนิยาม “หนังของเต๋อ” ได้เป็นอย่างดีว่าสไตล์การนำเสนอของเขาเป็นอย่างไร) หรือ “ทำงาน” กับคนดูที่มีประสบการณ์ชีวิตตรงกับเหตุการณ์อย่างเดียวกับตัวละครในเรื่อง (อ่านรีวิวฉบับเต็มของฮาวทูทิ้งได้ที่นี่) แต่สำหรับคนที่ชื่นชอบแล้ว ก็มักจะเทคะแนนให้อย่างเช่น นักเขียนสองรางวัลซีไรต์อย่าง “วินทร์ เลียววาริณ” ที่เขียนไว้ในบทวิจารณ์บนเพจของตัวเอง โดยให้คะแนนหนัง 9.5/10 รวมถึงยกให้เป็น “1 ใน10 หนังที่ชอบที่สุดของปี 2019” ของเขาอีกด้วย

โดยใจความสำคัญของบทวิจารณ์ของคุณวินทร์นั้นได้กล่าวถึงฮาวทูทิ้งไว้ว่า

“…Minimalism ในเรื่องนี้เป็นเพียงธีมหรือเครื่องมือในการเล่าเรื่องราวชีวิตของตัวละครหลายคนในเรื่อง สะท้อนปัญหาของชีวิตคู่ มาตรวัดความพอเพียงของแต่ละคน ฯลฯ ไปจนถึงตั้งคำถามชวนคิด เช่น แค่ไหนคือสมดุลของ Minimalism ในชีวิต แค่ไหนคือส่วนเกินของชีวิต Minimalism ของคนคนหนึ่งส่งผลต่อคนรอบตัวอย่างไร Minimalism ของคนคนหนึ่งรวมความรับผิดชอบของผลนั้นต่อการก้าวล่วงเจตจำนงอิสระของคนอื่นด้วยหรือไม่

“…น่ายินดีที่คนทำหนังก้าวพ้นหนังสูตรสำเร็จ ไปจับเรื่องที่ดูง่าย แต่เล่ายาก เรื่องที่ดูไม่มีอะไร แต่ทำให้มีอะไร ถือว่าคนเขียนบททำได้ดี บทดี นักแสดงหลักทั้งหลายทำงานได้ดี การกำกับการแสดงดี หนังเดินเรื่องเรียบสมกับเป็นหนัง Minimalism เล่าแบบน้อยที่สุด ให้เราเข้าใจเอง ซึ่งหาได้ยากมาก ๆ ในหนังไทย

“…ผมดีใจที่บทไม่ได้พาหนังเข้าไปสู่เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ประเภทคนดูสนใจแค่ว่าตัวละครชายจะได้กับตัวละครหญิงในตอนจบหรือไม่ และดีใจที่หนังไม่ต้องพึ่งฉาก flashbacks เพื่ออธิบายขยายความให้รุงรัง…”

นอกจากนี้คุณวินทร์ ยังได้กล่าวถึงฮาวทูทิ้งเชื่อมโยงกับหนังอย่าง “เจ็ดเซียนซามูไร” หนังขึ้นหิ้งในตำนานของผู้กำกับคุโรซาวะ เปรียบเทียบเรื่องของรสนิยมการชมภาพยนตร์ของแต่ละคนที่ต่างกันไปเพิ่มเติมในอีกโพสต์หนึ่งว่า

“…ผมยกเจ็ดเซียนซามูไรมาเป็นตัวอย่างเพื่อบอกว่า งานวรรณกรรมและภาพยนตร์หลายเรื่อง คนดูต้องพร้อมด้วย หนังสือบางเล่มอ่านตอนเด็กไม่เข้าใจ ต้องโตขึ้น ผ่านประสบการณ์ชีวิตและขยายโลกทรรศน์ในระดับหนึ่งจึงเข้าใจ และอิ่มเอมกับมันได้

“…นี่ก็ไม่ใช่บอกว่าคนคนหนึ่งมีรสนิยมดีกว่าอีกคนหนึ่ง แค่บอกว่า การมองเรื่องเดียวกันด้วยคนละมุมมอง มักได้ผลต่างกัน ในประเด็นความไม่สนุก มันก็เหมือนเราชงกาแฟเดียวกันให้เป็นลาเตหรือเอสเพรสโซ นี่ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก หรือรสนิยมดีหรือไม่ดี อยู่ที่แค่ว่าเราจะชงลาเตหรือเอสเพรสโซ ถ้าเราเข้าใจอย่างนี้ ก็จะสามารถปรับโหมดในการเสพหนังและหนังสือได้ และนี่เองคือเหตุผลที่ ‘หนังดูไม่รู้เรื่อง’ บางเรื่องได้คะแนนสูง…”

สำหรับแฟน ๆ What The Fact ที่ยังไม่ได้ไปชม ก็อยากให้ลองไปพิสูจน์หนังที่เต็มไปด้วยรายละเอียดซึ่งนาน ๆ ทีหนังไทยจะมีให้ชม เผลอ ๆ อาจจะได้ข้อคิดดี ๆ ไปเริ่มต้นการใช้ชีวิตในปีใหม่ 2563 นอกจากนั้น เราก็ยังได้รวบรวมเรื่องราวและเกร็ดที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้จากเพจของผู้กำกับรวบรวมมาให้ได้อ่านกัน เผื่อใครที่ชมแล้วจะเข้าใจและรักหนังมากขึ้น และใครที่ยังไม่ได้ไปชมก็อาจจะหาทางออกไปดูหนังเพื่อการ “มูฟออน” ชีวิตเรื่องนี้

อาภาศิริ นิติพน ในฉากร้องเพลง

อาภาศิริ นิติพน ในฉากร้องเพลง “กุหลาบแดง”

จริงๆแล้วการร้องเกะของม๊าจีนในเรื่องนั้น ไม่ได้เขียนไว้ในบทมาก่อน เพิ่งมาค่อย ๆ คิดเพิ่มเติมหลังจากเริ่มเจอนักแสดง (พี่อุ๋ม) ด้วยความที่จะหาวิธีเพิ่มคาแรคเตอร์บางอย่างให้กับตัวละคร/นักแสดงคนนี้ ไม่อยากให้เขาเป็นแม่ธรรมดาขนาดนั้น เลยคิดว่าจะทำไงดี // ตามพื้นเพของบ้านจีนที่เกี่ยวข้องกับดนตรี เลยคิดว่าม๊าจีนก็น่าจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง + สุดท้ายคือ ทำไมต้อง กุหลาบแดง / คือ จริงๆมันจะมีเพลงรายชื่อเพลงคาราโอเกะคลาสสิคของบรรดารุ่นแม่ๆอยู่นะ คือ ผู้ใหญ่ชอบร้องวนๆ ร้องซ้ำกัน ไปกี่งานก็ต้องได้ยิน เป็นเพลงบังคับ

หลายคนเข้าใจว่าบ้านในหนังเรื่องฮาวทูทิ้ง มันมาแบบนั้นเลยสำเร็จรูป แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ครับ เราแทบจะก่อสร้างมันขึ้นมาหมดเลยในส่วนของภายใน คือเริ่มจากศูนย์เลยเด้อ / การสร้างจะเป็นไปตามโครงสร้างบ้านจริงที่เราหาได้ และ สร้างตามบทภาพยนตร์ รวมถึงมุมกล้องที่เราจะเคลื่อน // ว่าง่าย ๆ คือ จีนรีโนเวทบ้าน พวกเราเลยต้องรีโนเวทตามจีนไปด้วย 555 แม่งเอ๊ย ยากสัดเจ๊ ลองมาดูว่ามันเป็นยังไงกันบ้าง ต้องขอบคุณทีมอาร์ตของพี่อาร์มมา ณ ที่นี้

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์

บ้านเอ็มตอนทำเสร็จแล้วจริง ๆ คือสามารถอยู่ได้จริง ๆ แอร์ก็มี ของครบ ห้องครัวพร้อม ห้องน้ำสะอาด หลายครั้งที่เรามีการวางแผนว่านอนที่นี่เลยได้ไหม แล้วพรุ่งนี้เช้าตื่นมาถ่ายหนัง 5555

หลังจากทำงานกันมา 2 เรื่อง นวพลก็ได้เห็นแผงวงจรการแสดงของซันนี่มากขึ้น จะปรับจูนตรงไหนก็หาจุดเจอง่ายขึ้น , ในการที่จะให้ซันนี่กลายเป็นเอ็มในรอบนี้ วิธีการบรีฟคือ “พี่ซัน เวลาพี่พูด ห้ามขยับมือ” 5555 เพราะพี่ซันเป็นคนพูดแล้วชอบขยับมือไปด้วย ซึ่งทำให้คาแรคเตอร์มันดีดกว่าที่เอ็มควรเป็น , ช่วงแรกเราจึงเอาเชือกมัดมือซันนี่ไว้แล้วให้ลองทำการแสดงดู (อันนี้พูดเล่น) พอพี่ซันนี่ละลายการขยับมือได้ เขาก็กลายเป็นเอ็มที่เหมือนก้อนภูเขาน้ำแข็งทรงพลัง รอให้เรือสำราญสักลำวิ่งมาชน

อาภาศิริ นิติพน

อาภาศิริ นิติพน

ฉากม๊าที่ประตู , แม้จะไม่เห็นพี่อุ๋ม แต่พี่อุ๋มก็เล่นจริงๆ โดยที่มีสคริปต์สั้นๆบางประโยคที่สำคัญให้พี่อุ๋มเล็กน้อย ที่เหลือคือพี่อุ๋มเล่นเองไปเรื่อยๆ เพราะกล้องต้องเลื้อยไปไกลพอสมควร / ตลกมากคือมีเทคนึงพี่อุ๋มตบประตูจนกลอนประตูหลุดออกมาเลย 555

ออกแบบ ชุติมณฑน์

ออกแบบ ชุติมณฑน์

จริงๆแล้วออกแบบไม่เคยดู avengers เลยสักภาค ดังนั้นเธอไม่รู้ว่าธานอสเป็นใคร ดีดนิ้วแล้วมันยังไงนะพี่ , เราจึงต้องมีการจัดอบรมความรู้ marvel ขั้นพื้นฐานให้กับเธอช่วงเวิร์คช็อป

ทุกครั้งที่หมี (เจย์) จับมือหรือกอดออกแบบ (จีน) ออกแบบมักจะร้องไห้เสมอ เพราะส่วนใหญ่ออกแบบจะไม่รู้ว่าหมีจะทำแบบนั้นในซีนนั้น ๆ เพราะมันไม่มีในบทหรือหมีเล่นเสริมขึ้นมาเองตอนถ่ายจริง , เวลานั่งดูเทคนั้นก็จะรู้สึกว่า เชี่ย พลังความเป็นพี่น้องของตัวละคร (ที่อยู่ในตัวนักแสดง) มันเกิดขึ้นแล้วว่ะ อะไรแบบนี้บางทีไม่รู้จะกำกับเองยังไงเหมือนกันนะ ได้แต่ทำให้นักแสดงเข้าใจตัวละครมากๆ และปล่อยเขาระเบิดฟอร์ม

ตัวอย่างฉากยาก

  1. หน้าบ้านเอ็ม : จริง ๆ ถ่ายลองเทคแบบยาวสุดๆกันไปเลยนะ แล้วมันรวมภาพหลายระยะมาก ๆ ตั้งแต่จีนมาถึงหน้าบ้าน จนกดกริ่ง ไม่มีคัทเลย และทำแค่แทร็กกิงกล้องซ้าย-ขวา แค่นั้นเอง เลยต้องถ่ายหลายรอบ
  2. ฉากโต๊ะอาหาร : ใครดูแล้ว จะเข้าใจ คือ เป็นลองเทคที่คิวมันเยอะมากในฉากนั้น แล้วเราหยุดนักแสดงไม่ได้ กล้องเวลาเคลื่อนเข้าไปแล้วก็ห้ามหยุด เพราะฉะนั้น จังหวะนักแสดงกับจังหวะต้องพอดีกันมาก ๆ เช่น พูดประโยคนี้เสร็จ กล้องต้องวิ่งไปถึงหน้านักแสดงแล้ว เป็นอีกครั้งที่เหมือนนักแสดงต้องเล่นระบำไปพร้อมกับกล้อง

เราหมายมั่นแล้วว่าหนังเรื่องนี้จะถ่ายจับหน้าตัวละครใกล้มากๆเลย เพราะเราต้องการสำรวจความรู้สึกส่วนลึกของพวกเขา (คือคนเราเวลาซ่อนอะไรเอาไว้ เราอาจจะต้อง look closer แบบตั้งใจ มองให้เห็นตาเขา ทะลุลงไป) ผมเลยคิดว่าเฟรมนี้มันทำให้คนดูโฟกัสกับหน้าตัวละครได้ โดยตัดวิวรอบๆข้างออกไป และพอมันกล้องมันใกล้หน้าขนาดนี้ นักแสดงก็จะเล่นอะไรได้เรียลลิสติคขึ้น ไม่ต้องเล่นเยอะมาก เล่นตามจริง นิดเดียวก็ได้ คนดูก็รับรู้ได้อยู่ดี (ป.ล. รูปล่างคือเรื่อง autumn afternoon ครับ ผิดพลาดเล็กน้อย)

ผมคุยกับพี่หญิงว่า หนังเรื่องนี้เราอยากวิจิตรกันเยอะกว่าปกตินะครับพี่ เพราะอาวุธของเราไม่มีอะไรเลยนอกจากนักแสดง เราจึงอยากลองดีไซน์โลกของหนังเรื่องนี้ให้เป็นโลกที่พิเศษกว่าปกติเล็กน้อย เหมือนภาพถ่ายพอร์เทรตคนสวยๆ ภาพถ่าย still life สิ่งของต่างๆสวยๆ / มันควรจะสวยงามกว่าปกตินิดนึงน่ะ

มีน้อง ๆ ถามเข้ามาถึงเรื่อง color tone ของหนังเรื่องฮาวทูทิ้ง เลยอยากคุยให้ฟังถึงเรื่องคอนเซปต์ bangkok blue ซึ่งเป็นธีมหลักที่เราใช้ค้นหาสีและทำการออกแบบงานสร้างไปพร้อม ๆ กันว่าได้แรงบันดาลใจมาจากไหนบ้าง 1. เวลาหน้าหนาวธันวาคมก่อนปีใหม่ จะชอบคิดถึงสีน้ำเงินหม่นและสีเทาอยู่บ่อย ๆ เลยคิดว่า เออ ทำไมเราไม่ถ่ายหนังกรุงเทพที่ไม่มีแดดบ้าง แบบว่าไม่ร้อน กรุงเทพที่เย็น ๆ เทา ๆ

  1. ช่วงที่เรากำลังจะถ่ายหนัง เป็นช่วงหน้าฝนพอดี เราก็เลยคิดว่า แม่งไม่ได้แดดแน่ๆเลย งั้นเล่นไปกับมันเลยก็แล้ว เราจึงกำหนดสีในใจของหนังเรื่องนี้ว่า bangkok blue คือ กรุงเทพ หม่น ๆ เทา ๆ เงียบ ๆ หนาว ๆ ซึ่งเราคิดว่ามันเหมาะกับมู้ดหนังเรื่องนี้มากมาย มันคือความรู้สึกหม่นๆเทา ๆ ก้ำ ๆ กึ่ง ๆ จะทิ้งหรือจะเก็บ จะบอกนักแสดงเสมอว่าหนังเรื่องจะ bleak ๆ หน่อย / การทำให้เกิดบรรยากาศเทาๆนี้ มันไม่ใช่แค่ย้อมสี แต่มันจะเป็นการเลือกสถานที่ถ่ายทำด้วย รวมถึงเสื้อผ้าต่างๆ ดูอย่างภาพนี้คือ ด้านหลังซันนี่ก็เป็นโทนเทา หรือ เสื้อผ้าซันนี่ก็จะเป็นแนวเทาอมเขียวต่าง ๆ ตัดกับสีผิวเหลืองของเขา

นอกจากนี้ “ป๋าเต็ดทอล์ก” ก็ยังได้จัดตอนพิเศษไปพูดคุยกับผู้กำกับ “เต๋อ-นวพล” มาให้ได้รู้จักแนวคิดของเขาให้มากขึ้นอีกด้วย

แชร์โพสนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...