โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของ "ลาว" สมัย ร.3-4 จากบันทึกสังฆราชปาลเลกัวซ์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 07 ก.พ. 2563 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2563 เวลา 09.02 น.
ลาวแคน (หรือลาวแพน) คือลาวเป่าแคน หรือขับฟ้อนในกรุงเทพฯ [ภาพและคำบรรยายภาพจาก “พลังลาว” ชาวอีสาน มาจากไหน–สุจิตต์ วงษ์เทศ]

“คนชาติลาวมีลักษณะคล้ายคลึงคนสยามและพม่า แต่ผิวพรรณผ่องกว่าเท่านั้น รูปร่างได้ส่วนสัด แข็งแรง และส่วนใหญ่มีสุขภาพอันมั่นคง หางตาเชิดขึ้นเล็กน้อย จมูกเล็กไม่สั้น ใหญ่และกว้างอย่างนิโกร และทำให้หน้าตาดูแปลกไปเพราะฟันสีดำ ผมยาว ตั้งตรงและเส้นแข็งหยาบ ส่วนมากสีดำสนิท…”

นี่คือคำอธิบายชาว “ลาว” ของสังฆราช ปาลเลกัวซ์ ในตอนที่สองเรื่อง เมืองขึ้นของประเทศสยาม ในหนังสือ เล่าเรื่องเมืองไทย นักบวชคริสต์ศาสนาที่เดินทางเข้ามาในสยามตั้งแต่รัชกาลที่ 3-4 และมีโอกาสได้สัมผัส “ชีวิต” ของผู้คนในดินแดนสยามและดินแดนใต้ปกครองของสยาม

สังฆราช ปาลเลกัวซ์อธิบายว่าชาวลาวนั้นมีพื้นเพดั้งเดิมเช่นเดียวกับชาวไทย “ชาวลาว” ท่านได้ระบุว่าหมายถึง “ลาวพุงดำ” คือผู้คนในเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน และ “ลาวพุงขาว” คือผู้คนในเมืองหล่มศักดิ์และหลวงพระบาง โดย โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่คล้ายคลึงกันมากจนสื่อสารกันรู้เรื่องกันดี

ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ สังฆราช ปาลเลกัวซ์ อธิบายว่า“…อาณาจักรลาวอันประกอบไปด้วย เชียงใหม่ ลำพูน นคร (ลำปาง) เมืองแพร่ เมืองน่าน เมืองหล่ม (ศักดิ์) และหลวงพระบาง” ฉะนั้นคำอธิบายถึง “ชาวลาว” ในที่นี้ (และเนื้อความต่อจากนี้) จึง “น่าจะ” หมายถึงชาวลาวตั้งแต่จังหวัดเพชรบูรณ์ (หล่มศักดิ์) ขึ้นไป และตั้งแต่เชียงใหม่ทางตะวันตกไปจรดหลวงพระบางทางตะวันออก มากกว่าการหมายถึงชาวลาวในภาคอีสานของไทยในปัจจุบันหรือในเขต

อุปนิสัย

ชาวลาวเป็นคนสุภาพ ไม่เดียงสา รักสงบ อ่อนน้อม อดทน มัธยัสถ์ ซื่อสัตย์ ถือโชคลาง ไว้ใจคนง่าย หูเบา แต่สิ่งที่ชาวลาวเกลียดชังมากคือการลักขโมย มีเรื่องเล่ากันว่ากษัตริย์ลาวองค์หนึ่งทรงลงโทษผู้กระทำผิดข้อหาลักขโมยด้วยการจับตัวลงไปต้มในหม้อน้ำมันเดือด แต่การลักขโมยก็อุบัติขึ้นเมื่อบ้านเมืองเผชิญความยากลำบากเมื่อเกิดสงคราม มีขโมยอย่างชุกชุม บ้างทำไปเพราะความอดอยาก บ้างทำไปเพราะความอาฆาตแค้น

นอกจากนี้สังฆราช ปาลเลกัวซ์ ยังอธิบายว่า คนลาวไม่ได้เกิดมาเพื่อทำสงคราม ซึ่งสอดคล้องกับอุปนิสัยที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น ชาวลาวจึงยอมอยู่ใต้อำนาจของกษัตริย์เพื่อนบ้าน ไม่มีความคิดที่จะปลดแอกตนเอง แม้จะมีการกระด้างกระเดื่องบ้าง แต่เมื่อเจ้าประเทศราชปราบปราม คนลาวก็จะยอมเป็นผู้อยู่ใต้อำนาจเช่นเดิม ท่านถึงกับนิยามคนลาวว่าเป็นทาสผู้ภักดี ตามความว่า

“คนลาวมิได้เกิดมาเพื่อทำสงคราม ยอมอยู่ใต้อำนาจบังคับบัญชาของกษัตริย์เพื่อนบ้าน และไม่คิดที่จะสลัดแอกอันหนักนั้นเลย หากจะคิดกระด้างกระเดื่องขึ้นมาบ้าง ก็จะกลับเข้าอยู่ในร่องในรอย ดังทาสผู้ภักดีอย่างเก่าอีกภายในไม่ช้า เมื่ิอประจักษ์ว่าเจ้าอาณานิคมทรงพิโรธโกรธกริ้วขยับไม้เรียวจะลงทัณฑ์”

การแต่งกาย

“ผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบน สวมเสื้อนอกตัวสั้น ๆ ลางทีก็สวมเสื้อคลุมด้วยผ้าฝ้ายมีลายดำกับแดงทับอีกชั้นหนึ่ง ขุนนางผู้ใหญ่สวมเสื้อชั้นนอกคล้ายแบบอินเดียน หรือเสื้อแพรสีแปลก ๆ ปักด้วยดื้นทองและดิ้นเงิน ผู้ชายไว้ผมทรงคนสยาม กล่าวคือไว้ผมหน้าหย่อมหนึ่งที่ตรงกลางกระหม่อม สองข้างโกนเกลี้ยงทุกวันหนึ่งค่ำของเดือนใหม่ ผู้หญิงนุ่งซิ่นสั้น ๆ มีลายเป็นแถบสวยสีต่าง ๆ แล้วคล้องผ้าคล้องคอแพรคุมอก ปล่อยให้ชายปลิวไสว… เมื่อผู้หญิงจะออกจากบ้าน ก็สวมเสื้อชั้นนอกรัดติ้ว แล้วใช้ผ้าแพรสีแดงผูกคอ…”

ส่วนทรงผมของผู้หญิง สังฆราช ปาลเลกัวซ์อธิบายว่า จะมวยผมหลวม ๆ ไว้บนศีรษะ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงจะไม่นิยมสวมรองเท้า หากสวมก็จะสวมรองเท้าที่ทำจากหนังควาย มีสายหนังผูกโยงกับหลังเท้า และเครื่องประดับนิยมสวมสร้อยคอร้อยลูกปัด สวมกำไลทองคำหรือเงินที่ข้อมือและข้อเท้า

ภูมิปัญญา

สังฆราช ปาลเลกัวซ์ ชื่นชมว่าดนตรีของชาวลาวนั้นอ่อนหวาน ไพเราะ ฟังแล้วจับใจ ในวงประกอบไปด้วยคนเป่าแคน คนตีกรับ และคนร้อง เพียง 3 คนเท่านั้น เครื่องดนตรีสำคัญอย่างแคนนี้ท่านอธิบายว่า “…แคนลาวนั้นประกอบด้วยไม้ซางเนื้อบางและยาว 16 ลำยึดรวมกันไว้เป็นตับด้วยชิ้นไม้มะเกลือ มีทางเป่า สูดลมเข้าและออก แจกเสียงต่าง ๆ ด้วยลิ้นทำด้วยแผ่นเงินบาง ๆ สอดไว้ในไม้ซางทุกลำตรงที่มีรูเจาะให้ลมเข้าออก ออกเสียงไพเราะด้วยการพรมนิ้วไปบนรูต่าง ๆ ที่เจาะไว้นั้น…”

การรักษาโรคเป็นเรื่องประหลาดใจสำหรับสังฆราช ปาลเลกัวซ์มาก การเป็น “หมอ” ได้รับการนับถือจากชาวลาวมาก แต่หมอนั้นมียาที่มีส่วนผสมแปลก ๆ ที่ถือคติเรื่องของความเชื่อ โชคลาง และไสยศาสตร์ เช่น กระดูกแร้ง กระดูกเสือ กระดูกงู กระดูกนกเค้าแมว ดีงู ดีเสือ ดีหมี ดีค่าง นอแรด ไขมันจระเข้ ก้อนแข็งที่ขึ้นในท้องของสัตว์บางชนิด (bézoard) และยังมีส่วนผสมอื่น ๆ อีกที่อ้างว่ามีสรรพคุณรักษาโรคได้ จนสังฆราช ปาลเลกัวซ์ถึงกับระบุว่า

“…เครื่องยานั้นมักนิยมใช้กันตามความเคยชินมากกว่าจะได้มีการทดสอบกันด้วยเหตุและผล และประกอบไปในทางไสยศาสตร์เป็นอันมาก…”

และยาวิเศษที่ใช้กันทั่วไปคือ “น้ำมนต์” ซึ่งก็สามารถรักษาคนให้หายป่วยได้จริง จนท่านเองก็ถึงกับคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มากที่คนไข้สามารถหายจากสมุนไพรหรือส่วนผสมในยาที่ไม่เป็นที่รู้จักกันในทวีปยุโรป อย่างส่วนผสมที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้นนั้น

ความเชื่อ

ชาวลาวนับถือพระพุทธศาสนา เคารพพระสงฆ์และกราบไหว้พระพุทธรูป แต่สังฆราช ปาลเลกัวซ์ชี้ว่าพวกเขาดูเหมือนจะนิยมไปบนบานศาลกล่าวต่อผีสางเทวดามากกว่าจะบูชาพระพุทธองค์จริง ๆ ซึ่งมิใช่เรื่องผิดแปลกอันใดเพราะก่อนที่ศาสนาพุทธจะแพร่เข้ามาสู่ดินแดนนี้ ศาสนาผีถือเป็นเรื่องที่ยึดโยงกับวิถีชีวิตคนท้องถิ่นมาเนิ่นนาน ชาวลาวจะนับถือผี 4 ประเภทคือ ผีป่าหรือผีไพร ผีหลอก ผีปอบ และผีอารักษ์หรือเทวดา

ผีป่าหรือผีไพรเป็นพี่ที่อยู่ในป่าเขา เชื่อกันว่าหากเดินทางเข้าไปในป่าแล้วไม่เคารพเซ่นไหว้แล้วมีเหตุให้ค้างแรมในป่า ส่วนมากจะกลายเป็นผู้หายสาบสูญ บ้างก็เล่าว่าผีป่าได้พาตัวไปเมืองมหัศจรรย์แห่งหนึ่งเป็นแรมปีก็จะหนีรอดออกจากป่ามาได้

ผีหลอก คือผีที่มาหลอกหลอนทำให้ตกใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เชื่อว่าจะออกมาเพ่นพ่านตามถนนหนทางหรือไม่ก็จะด้อม ๆ มองๆ รอบบ้านเรือน คอยดักพบผู้คนแล้วจึงปรากฏตนในรูปร่างอัปลักษณ์สยดสยองน่าเกลียดน่ากลัว

ผีปอบ คือผีจำพวกให้ร้าย เป็นผีตะกละและน่ากลัว เชื่อว่าหมอผีเลี้ยงผีจำพวกนี้ไว้เพื่อทำร้ายบุคคลอื่น โดยหมอผีจะส่งปอบไปสิงบุคคลนั้น ผีปอบก็จะกัดกินตับไตไส้พุงเรื่อย ๆ จนบุคคลนั้นผอมแห้งลงไปทุกวันแล้วก็จะตายไปในที่สุด

ผีอารักษ์หรือเทวดา เป็นผีประจำเรือนที่คอยอารักษ์คนในบ้านเรือนจากภยันตรายรูปแบบต่าง ๆ เช่น เสือ งูพิษ ภูติ ผี ปีศาจ เชื่ิอกันว่าหากไม่เซ่นไหว้ให้ดีจะทำให้คนในบ้านเจ็บป่วย ข้าวในนาเสียหาย เจ้าของบ้านเรือนต้องประสบแต่เรื่องทุกย์ยาก โดยจำต้องสร้างศาลไว้ใกล้ ๆ ปักเสา มีหลังคาคลุม แล้วโยงสายสิญจน์จากศาลไปศุ่ตัวเรือน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผีอารักษ์จะลงจากเรือนแล้วไต่เข้าไปสถิตในศาลเพื่อทำหน้าที่ปกป้องบ้านเรือน

บ้านเรือนบ้านเมือง

“เรือนที่อยู่อาศัยเป็นกระท่อมฝากระแชงสานขัดอย่างสวยงาม ยกพื้นด้วยเสาไม้ 8 หรือ 10 ต้น หลังคามุงด้วยใบตองตึงหรือแฝก ใต้ถุนเรือนเป็นคอกควาย วัว หมู หรือเล้าไก่และเป็ด บนเรือนคนในครอบครัวก็นอนกันระเกะระก่าย ด้วยตามปรกติจะมีห้องเพียงห้องเดียวเท่านั้น นอกนั้นเป็นชานซึ่งอาศัยใช้ทำครัวด้วย” นี่คือคำพรรณาของสังฆราช ปาลเลกัวซ์ถึงสภาพบ้านเรือนของชาวลาว

ตามบ้านเรือนชาวบ้านทั่วไปยากที่จะหาภาชนะจานชามเป็นเครื่องดินเผาหรือเครื่องกระเบื้อง ของใช้ในบ้านเรือน เช่น กระเช้า เปล ทำมาจากหวายหรือไม้ไผ่สาน ไม่มีเก้าอี้ ไม่มีม้านั่ง ไม่มีเตียงนอน มีแต่เพียงเสื่อที่ใช้เป็นทั้งที่นั่ง ที่กิน และที่นอนรวมกัน

ส่วนบ้านเมืองนั้น ท่านบันทึกว่ามีตึกก่อด้วยอิฐถือปูนอยู่บ้าง และวัดก็งดงามมาก บางวัดก็ทาทองระยิบระยับทั้งข้างในและข้างนอก แต่เมืองนี้ท่านไม่ได้ระบุว่าเป็นเมืองใด

อาหารการกิน

ชาวลาวก็ไม่แตกต่างจากคนทั่วไปในยุคสมัยนั้นที่สังคมยังเป็นแบบเกษตรกรรม เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และล่าสัตว์ ชาวลาวจะเพาะปลูกโดยเริ่มจากเลือกพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ไม่ไกลมากนัก แล้วโค่นต้นไม้และเผาป่าเพื่อให้ดินมีปุ๋ยดี พวกเขาปลูกมันเทศ ฟักทอง พริกแดง แตงโม และข้าว โดยเฉพาะข้าวเหนียวซึ่ง “เป็นอาหารที่พวกลาวนิยมบริโภคกัน แต่คนไทยกับคนจีนมักนำเอามาทำขนม หรือเอามาทำเหล้าโรงเท่านั้น…”

ส่วนพืชผักอื่น ๆ ก็หาได้จากป่าที่อุดมสมบูรณ์ เนื้อสัตว์ก็มีทั้งเลี้ยงและล่า บริโภคทุกอย่างตั้งแต่ ปลา ไก่ หมู กวาง ควายป่า งู แย้ ค้างคาว หนูนา กบ และอาหารโปรดของชาวลาวคือ “ปลาร้า” โดยจะนำปลาไปตากแดดพอให้ออกกลิ่นนิด ๆ แล้วนำไปหมัก เมื่อจะนำมารับประทานจะเอามาคลุกกับข้าวหรือปั้นข้าวเหนียวจิ้มผสมกับเม็ดพริกแดง

สังฆราช ปาลเลกัวซ์ เคยมีโอกาสพบเห็นพวกเด็ก ๆ ชาวลาวมีความชำนาญในการใช้ฉมวกล่าปลามาก ส่วนการล่าสัตว์บกก็ชำนาญด้วยการใช้ปืน หน้าไม้ และหลอดลูกดอกที่ทำจากไม้ไผ่ ซึ่งแม่นยำและไม่ค่อยพลาดเป้า

เศรษฐกิจ

ดังกล่าวมาทั้งหมดคงจะเห็นสภาพชาวลาวได้ว่ายังอยู่ในสังคมแบบเกษตรกรรมเพื่อการยังชีพ แต่พวกเขาก็ทำการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนต่างถิ่นบ้าง เช่น การค้าขายกับชาวจีน โดยชาวลาวจะหาของป่ามาขายให้ เช่น งาช้าง หนังสัตว์ ผงทองคำ แร่เงิน ทองแดง รง ผลกระวาน ครั่ง ขี้ผึ้ง ไม้สำหรับทำสีย้อมผ้า ฝ้าย ไหม ฯลฯ ซึ่งการค้าขายนั้นจะใช้เหรียญกษาปณ์ ลักษณะเป็นแท่งรูปรี ๆ เป็นโลหะไม่บริสุทธิ์ขุดจากเหมืองมาอย่างไรก็หลอมไปอย่างนั้น คือไม่มีการแยกให้เป็นโลหะบริสุทธิ์เสียก่อน

แม้หลักฐานชิ้นนี้ไม่ได้ระบุรายละเอียดเจาะลึกข้อมูลลงไปมากนักจึง แต่บันทึกของสังฆราช ปาลเลกัวซ์ก็ทำให้เราเห็นวิถีชีวิตในสภาพกว้าง ๆ ของผู้คนในสมัยนั้นได้ในระดับหนึ่ง

 

อ้างอิง :

ฌัง-บัปติสต์ ปาลเลกัวซ์. (2506). เล่าเรื่องเมืองไทย. แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร. พระนคร : อักษรสัมพันธ์.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 กันยายน 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...