โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความหายนะของ ‘การหลอกตัวเองว่ากำลังทำสิ่งที่ถูก’ - เพจ Beautiful Madness by Mafuang

TOP PICK TODAY

อัพเดต 12 มี.ค. 2563 เวลา 08.48 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 09.54 น. • เพจ Beautiful Madness by Mafuang

 

‘หนึ่งในพฤติกรรมที่ทรงพลังที่สุดของมนุษย์ มีรากเหง้ามาจากความต้องการที่จะคงภาพลักษณ์ที่มั่นคงและดูดีของตนเองเอาไว้!’

นี่คือคำพูดจากเอลเลียต อรอนสัน นักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกัน

และแน่นอน หลายครั้งการ ‘อยากคงภาพลักษณ์ที่ดูดี’ นี้เอาไว้ของแต่ละคน มันก็ลื่นไถลลงไปในสิ่งที่เรา ‘ไม่เคยคาดคิดว่าจะทำมาก่อน’ เหมือนกัน

.

.

.

มีคำหนึ่งที่เขาเรียกว่า ‘Cognitive Dissonance’ ถ้าแปลเป็นไทย คงหมายความถึง

‘ความไม่กลมกลืนกันของกระบวนความคิด/การรับรู้’

 

อธิบายได้ว่า เมื่อไหร่ก็ตาม ที่การกระทำของเรา มันขัดกับความเชื่อและหลักศีลธรรมในใจที่เรายึดถืออยู่ จิตใจก็จะเกิดปรากฎการณ์ หาวิธีอะไรก็ได้ มาทำให้เราเลิก ‘หงุดหงิดหรือไม่สบายใจ’ กับความรู้สึกนั้นซะ!

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

ผู้ชายคนหนึ่งกำลังมีความสุขกับการลอกข้อสอบเพื่อนอยู่ ทันใดนั้น ‘ศีลธรรมในจิตใจ’ ก็ดังขึ้นมาว่า ‘นี่มันเป็นสิ่งที่ผิดนะ!’ ทีนี้ ผู้ชายคนนี้ก็พยายามหาความคิดหรือการกระทำอะไรก็ได้ที่ทำให้เขากลับมา ‘มีความสุข’ ตามเดิม

อาจเป็นการ ‘หยุดลอกข้อสอบนั้น’ เพื่อให้ชีวิตกลับมาตรงกับศีลธรรมที่ใจตัวเองเชื่อไว้

หรืออาจเป็นการบอกตัวเองว่า ‘โอ้ย ไม่เห็นเป็นไรเลย ใครๆ เขาก็ทำกัน’ เพื่อให้เขาสบายใจ และกลับมีความสุขได้เหมือนเดิม

หรืออีกตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น เราโดนหลอกให้ซื้อเครื่องสำอางแพงๆ โมโหตัวเองจนต้องไปหารีวิวเครื่องสำอางต่างๆ แล้วก็บอกตัวเองว่า เห้ยยยยย มันดีนะ คุ้มค่านะ เราคิดถูกแล้ว ให้ตัวเองสบายใจ

.

.

.

ทำไมเจ้า Cognitive Dissonance มันถึงจะรุนแรงได้?

เพราะหลายคน เมื่อรู้แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่มันทะแม่งๆ แต่บางครั้งมันเลยเถิดจนกลับลำไม่ได้แล้ว จึงเลือกหาวิธีคิดต่างๆ มาทำให้ตัวเองสบายใจขึ้น

ตัวอย่างหนักๆ ก็เช่น

มีนักจิตวิทยา เคยไปติดตามพิธีทางศาสนาฮินดูในเทศกาลไทปูซัม พิธีนี้ จะแบ่งศาสนิกชนออกเป็น 2 ฝ่าย

ฝ่ายแรกก็คือเคารพแบบเบาๆ กราบไหว้บูชา ร้องเพลงก็ว่ากันไป ส่วนอีกฝ่ายคือ ฝ่ายจัดหนัก โดยสิ่งที่คนเหล่านี้ต้องทำ คือการเอาทั้งเข็มมาเจาะ เอาตะขอมาเกี่ยวแผ่นหลังของตัวเองเอาไว้ โดยมีตุ้มหนักๆ ถ่วงเอาไว้อีก และยังต้องเอาตะขอมากมายที่เกี่ยวหลังนั้น ลากรถเลื่อนที่อยู่ข้างหลัง เป็นเวลากว่า 4 ชั่วโมง จากนั้นก็ปีนขึ้นภูเขาด้วยเท้าเปล่า เพื่อให้ไปถึงจุดสุดยอด

หลังจากนั้น นักจิตวิทยาก็ไป เดินเรี่ยไรเก็บเงินผู้ไม่ประสงค์ออกนามเพื่อบำรุงศาสนา จากผู้เข้าร่วมพิธีทั้งฝ่ายเบาๆ และฝ่ายจัดหนัก

ที่น่าสนใจก็คือ ผู้ที่จัดหนักกับพิธีสุดทรมานนั้น บริจาคเงินเยอะกว่าผู้ที่ผ่านพิธีแบบเบาๆ หลายเท่าตัวนัก

‘ยิ่งเขาผ่านเหตุการณ์หนักหนาที่ทางวัดได้ให้เขาทำมากเท่าไหร่

เขายิ่งรู้สึกผูกมัดกับทางวัดมากเท่านั้น ยิ่งเจ็บแสบ ยิ่งภูมิใจ’

(ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่คือความเชื่อทางศาสนาส่วนบุคคล เราไม่ได้มีเจตนาจะวิจารณ์ให้สั่นคลอน เราอยากอธิบายให้เห็นถึงพลังของความคิด/ความเชื่อนี้เท่านั้น

.

.

.

มีตัวอย่างที่หนักกว่านี้อีก!

ในปี 1997 มีกลุ่มนิกายหนึ่งชื่อว่า เฮเวนส์ เกท (Heaven’s Gate)

ผู้เริ่มตั้งกลุ่มนี้ขึ้นมามีนามว่า มาร์เชล แอปเปิ้ลไวท์ (Marshall Applewhite) เขามีความเชื่อหนักแน่นกับเรื่องเหนือธรรมชาติแบบสุดๆ เขาเชื่อว่า จะมีดาวหางดวงหนึ่งที่โคจรเข้ามาในโลกมนุษย์ และนำพาทุกคนที่เชื่อในสิ่งนี้ ไปสู่สรวงสววรค์ในโลกใหม่ ซึ่งการจะเดินทางไปถึงโลกใหม่นั้นได้ ทุกคนจะต้องออกจาก ‘ร่างของในโลกนี้’ และขึ้นยานดาวหางนี้ออกเดินทางไปพร้อมกัน

ใช่ค่ะ ตัดภาพมา ในที่สุดแล้ว มีคนไปเจอศพของผู้ร่วมนิกายจำนวน 39 ศพ ‘เต็มใจฆ่าตัวตาย’ ด้วยความสงบ ในสถานที่ประกอบพิธีสุดหรูในเมืองแคลิฟอร์เนีย เพื่อพร้อมไปเจอโลกใหม่ที่เขาโหยหา

และใช่ค่ะ ดาวหางที่พวกเขาเชื่อมั่น ก็ไม่ได้มารับพวกเขาไป

ก่อนหน้าที่จะถึงวันฆ่าตัวตาย มีผู้ร่วมนิกายบางคนถึงขั้นไปซื้อกล้องโทรทรรศน์ที่แพงที่สุดมา เพื่อตามหาดาวหางนี้ และเมื่อเขาหาดาวหางนั้นไม่เจอ แทนที่เขาจะตระหนักรู้ว่า ‘ดาวหางนั้นไม่มีจริง’ เขากลับบอกว่า ‘กล้องโทรทรรศน์นั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอ’

.

.

.

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ เหล่าผู้ร่วมนิกายเหล่านี้ เมื่อถามเพื่อนบ้านของพวกเขา ทุกคนต่างบอกว่า พวกเขาเป็นคนฉลาด มีเหตุมีผล เป็นคนร่าเริงอัธยาศัยดี

‘แต่เมื่อเราเอาตัวเองเข้ามาถึงจุดๆ หนึ่งแล้ว ถลำเข้ามาลึกแล้ว มันยากที่จะดึงตัวเองออกมาพร้อมกับความจริงที่ว่า ความเชื่อที่ผ่านมานั้นมัน ‘ผิด’

มันเลยง่ายกว่าสำหรับบางคน ที่จะทำทุกวิถีทาง เพื่อคงไว้ซึ่งการกระทำและความคิดที่ถลำเข้ามาในดินแดนแห่งความทะแม่งๆ นี้’

.

.

.

วิธีแก้ไข Cognitive Dissonance พูดง่าย แต่อาจจะทำยาก

คือการคอยเช็คตัวเองตลอดว่า สิ่งที่เราทำอยู่ มันสอดคล้องกับศีลธรรมที่เรายึดไว้ในใจหรือไม่ และเมื่อไหร่ที่เราเริ่มรู้สึกว่ามันขัดกับศีลธรรมที่เรายึดไว้

มันจะเป็นไปได้หรือไม่

ที่เราจะทำลายทิฐิหนาแน่นที่เรามี

ด้วยการเดินออกมา หาจุดที่ถูกต้องและ ‘ใช่’

เพื่อให้ชีวิตกลับมามีความสุขได้ตามเดิม.

อ่านบทความใหม่จากเพจ Beautiful Madness by Mafuang ได้บน LINE TODAY ทุกวันอังคาร

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...