การปลูกมะนาว โดย พาวิน มะโนชัย
มะนาวเป็นพืชตระกูล Rutaceae มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Citrus aurantifolia Swingle มะนาวมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของมนุษย์มาช้านานแล้วและนับวันจะทวีความสำคัญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือคนไทยเรานิยมใช้มะนาวสำหรับปรุงอาหารเป็นประจำ ส่วนชาวต่างประเทศนอกจากใช้ปรุงอาหารแล้ว ยังใช้คั้นน้ำเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นที่นิยมกันมาก นอกจากนี้ในทางอุตสาหกรรมยังใช้สกัดน้ำมันจากผิวมะนาวเพื่อใช้ทำเครื่องสำอางและผสมยารักษาโรคบางชนิด ปัจจุบันนี้มะนาวสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศ ทำรายได้ให้กับเกษตรกรปีละไม่น้อย
ถิ่นกำเนิดและการแพร่กระจาย:
มะนาวมีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะอินดีสตะวันออก หรือภาคเหนือของอินเดีย ต่อมามีการนำเข้าไปยังประเทศไทยทวีปยุโรปและอเมริกา ปัจจุบันมีการปลูกแพร่หลายเป็นการค้าในเม็กซิโก หมู่เกาะอินดีสตะวันตก และอียิปต์
แหล่งปลูกมะนาวในประเทศไทย:
มะนาวสามารถปลูกได้ทุกภาคของประเทศไทย จังหวัดที่มีการปลูกมะนาวมาก ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ กาญจนบุรี นนทบุรี ปราจีนบุรี และสุพรรณบุรี เป็นต้น
พฤกษศาสตร์ของมะนาว:
ลำต้น ลำต้นมีลักษณะงอ บนลำต้นมีหนามสีเขียวเข้มจนถึงสีเขียวอมเหลือง เกิดที่ซอกใบ หนามมีลักษณะแข็ง อ้วน แหลมและสั้น
ใบ - รูปร่างรูปไข่ค่อนข้างกลม หรือรูปโล่ค่อนข้างกลม ใบขนาดเล็ก ความกว้าง 2-8 เซนติเมตร และยาว 4-8 เซนติเมตร ขอบใบหยักเล็กน้อยฐานใบกลม ปลายใบมีรอยเว้าเล็กน้อย ก้านใบมีปีกแคบๆ รูปร่างคล้ายช้อน
ดอก - เกิดเป็นช่ออยู่ชอกใบ ช่อหนึ่งประกอบด้วยจำนวน 1-7 ดอก เกิดดอกเป็นระยะนาน แต่ละดอกมีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-2.5 เซนติเมตร ชั้นกลีบเลี้ยงสีขาวอมเหลืองและเจือด้วยสีม่วงตามขอบกลีบดอก มีจำนวน 4-5 กลีบ เกสรตัวผู้มีจำนวน 20-25 อัน เกสรตัวเมียประกอบด้วยรังไข่ที่มี 9-12 ช่อง
ผล - ผลขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3.5-6.0 เซนติเมตร รูปร่างกลมหรือรูปไข่ที่ปลายผลมีลักษณะเป็นปุ่มเล็กๆ (apical papillae) และมีรอยแผลเป็นของยอดเกสรตัวเมีย ลักษณะคล้ายหัวนม ผิวเรียบ ที่ผิวเปลือกมีต่อมน้ำมันที่จมอยู่ภายในเปลือกต่อมมีจำนวนมากมาย เปลือกเมื่อผลอ่อนมีสีเขียวเข้ม เมื่อผลแก่มีสีเหลือง เขียวอมเหลืองหรือเขียว เปลือกบาง เปลือกติดกันแน่นแยกลำบาก เนื้อสีเขียวหรือเขียวอมเหลือง รสเปรี้ยวมากมีกลิ่นหอม
เมล็ด - มีขนาดเล็ก รูปร่างไข่ เมล็ดหนึ่งมีหลายต้นกล้า เนื้อเยื่อสะสมอาหารสีขาว
พันธุ์มะนาว:
พันธุ์มะนาวที่พบเห็นในเมืองไทยในขณะนี้มีอยู่หลายพันธ์ แต่ที่นิยมปลูกกัน ได้แก่
1.มะนาวหนัง ลักษณะเป็นพุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็กสูงประมาณ 2 - 5 เมตร การแตกกิ่งก้านสาขาไม่เป็นระเบียบ กิ่งอ่อนเป็นเหลี่ยมสีเขียวจางเมื่อโตขึ้น จะกลมและตามกิ่งมีหนามโคน หนามสีเขียว ปลายหนามสีน้ำตาล รอยต่อระหว่างสีเขียวและสีน้ำตาลมักมีรอยต่อเห็นได้ชัด เมื่อกิ่งแก่หนามจะแห้งและตาย
ผลอ่อนมีลักษณะกลมยาว หัวท้ายแหลม เมื่อโตขึ้นจะค่อย ๆ สั้นเข้าหัวท้ายจะมนเข้า ผลโตเต็มที่ ส่วนมากมีลักษณะกลมค่อนข้างยาว มีกลมมนบ้าง แต่น้อยกว่า ด้านหัวมีจุดเล็กๆ ผิวเรียบและมีเปลือกบาง
2.มะนาวไข่ ลักษณะลำต้นเป็นไม้พุ่มหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 2-5 เมตร มีขนาดและลักษณะคล้ายกับมะนาวหนัง ผลอ่อนจะมีลักษณะกลมยาว หัวท่านแหลมจะค่อย ๆ มนเข้าเมื่อโตขึ้น เมื่อโตเต็มที่ลักษณะกลมมนเป็นส่วนใหญ่ ผิวเรียบ เปลือกบาง ผลโตกว่ามะนาวหนังเหมาะสำหรับทำมะนาวดอง
3.มะนาวทราย ในปัจจุบันนี้นิยมปลูกกันมากที่สุด เพราะเป็นมะนาวที่ออกลูกมากและออกดอกตลอดปี ซึ่งได้แก่
3.1.พันธุ์แม่ไก่ไข่ดก ลักษณะผลกลม ผลมีขนาดกลาง แต่ความดกมีมาก ให้ผลได้เกือบตลอดทั้งปี ปลูกในกระถางก็สามารถออกดอกและเก็บผลได้
3.2.พันธุ์แป้นรำไพ ลักษณะทรงผลแป้น ผลใหญ่กว่าแม่ไก่ไข่ดกเปลือกไม่หนามาก
3.3.พันธุ์แป้นทวาย ผลมีขนาดกลาง ทรงผลแป้น เปลือกบาง
4.มะนาวฮิติ เป็นมะนาวพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งกรมวิชาการเกษตรได้นำมาจากหมู่เกาะตาฮิติ ผลมีขาดใหญ่ รูปร่างรูปไข่ เปลือกมีสีเขียว เนื้อมีสีเขียว เก็บเกี่ยวขณะที่เปลือกสีเขียวเข้ม มีกลิ่นและรสดี เป็นมะนาวไม่มีเมล็ด เพราะมีเซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองเพศไม่สมบูรณ์และมีสภาพเป็นพืชที่มีจำนวนโครโมโซม 3 ชุด (2n = 27) มักอ่อนแอต่อโรคแคงเกอร์
5. มะนาวหวาน มีผลขนาดใหญ่ ผลรูปร่างกลม เปลือกสีเขียวเข้ม รสไม่เปรี้ยว หรือเปรี้ยวน้อยกว่าพันธุ์อื่น จึงไม่ค่อยนิยมปลูกกัน
6.มะนาวปีนัง ลักษณะผลกลมยาว ผลโตกว่ามะนาวหนัง ก้นแหลมคล้ายไข่เต่า เปลือกหนา มีกลิ่นหอม ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี
7. มะนาวโมฬี ลักษณะลูกกลมโต แต่ส่วนก้นจะกลมแป้น มีเปลือกหนา พันธุ์นี้มีรสเปรี้ยวมาก ลำต้นจะใหญ่แข็งแรง เหมาะสำหรับใช้ทำเป็นต้นตอ
8.มะนาวพม่า มีผลโตเกือบเท่าส้มเขียวหวาน เปลือกหนา ใบค่อนข้างจะรี ๆ ขอบใบมีจักเล็กน้อย มีรสเปรี้ยว แต่ไม่ค่อยมีกลิ่นจึงไม่ค่อยนิยมปลูกกันมาก
การขยายพันธุ์มะนาว:
วิธีนิยมขยายพันธุ์มะนาวมากที่สุดในบ้านเราขณะนี้ คือการตอนกิ่งซึ่งมีขั้นตอนการทำดังนี้
1.เลือกกิ่งมะนาวกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ สีของกิ่งเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีน้ำตาลอ่อน ยาวประมาณ 30-50 เซนติเมตร ต้นพันธุ์ ควรเลือกจากต้นที่แข็งแรงปราศจากเชื้อโรค โดยเฉพาะเชื้อไวรัส
2.ควั่นกิ่งเป็น 2 รอย ถึงเนื้อไม้ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว จากนั้นลอกเปลือกออก
3.ใช้สันมีดขูดเนื้อเยื่อเจริญออกให้หมดโดยจะขูดจากข้างบนลงล่าง
4.หาสารเร่งรากพวกเซราดิกซ์เบอร์ 3 ตรงบริเวณด้านบนของรอยควั่น
5.หุ้มด้วยกาบมะพร้าวที่มีความชื้นหรือหุ้มด้วยขุยมะพร้าว มัดกระเปาะหัวท้ายให้แน่น
6.ทิ้งไว้ประมาณ 30 - 45 วัน รากจะแทงออกมาให้เห็น เมื่อเห็นว่ามีรากมากแล้วก็ตัดลงไปชำในถุง เก็บไว้ในที่ร่มรำไร เพื่อเลี้ยงไว้สำหรับปลูกในแปลงต่อไป
การปักชำ : วิธีการนี้สามารถทำได้โดยการปักชำกิ่งกึ่งอ่อนกึ่งแก่ นำมาตัดเป็นอ่อนๆ ยาวท่อนละ 6-8 นิ้ว ตัดให้ชิดข้อ ส่วนด้านปลายตัดเหนือตาบนสุดประมาณ 0.5 เซนติเมตร ควรตัดเฉียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันน้ำขังซึ่งจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กิ่งปักชำเน่า ส่วนโคนกิ่งตัดเป็นรูปปากฉลามใต้ข้อ กิ่งปักชำควรไว้ใบประมาณ 4 - 6 ใบ ทำการกรีดโคนกิ่ง 3 - 4 รอย ยาวประมาณ 1 นิ้ว นำไปจุ่มสาร NAA ความเข้มข้น 4,000 ส่วนต่อล้าน นาน 1-2 นาที จากนั้นนำกิ่งมะนาวไปผึ่งลมให้แห้ง แล้วนำมาปักชำในกระบะพ่นหมากประมาณ 30 วัน กิ่งปักชำเริ่มติดราก
ลักษณะนิสัยการเจริญเติบโต: มะนาวเป็นไม้ผลยืนต้นขนาดเล็กเจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขากว้างการแตกออกของกิ่งค่อนข้างไม่เป็นระเบียบ ลักษณะทรงพุ่มสูงประมาณ 5 เมตร ช่วงการแตกใบอ่อนหลายครั้ง เมื่อมีการแตกใบอ่อนแล้วมักจะมีการออกดอกตามมาด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้น ด้วยเหตุนี้จึงมีการบังคับให้มะนาวออกดอกติดผล โดยใช้วิธีเลียนแบบธรรมชาติและลักษณะนิสัยของมะนาว คือ เมื่อมีอาการใกล้ตายเนื่องจากขาดน้ำ จะทิ้งใบเมื่อได้รับน้ำ ก็จะผลิยอดใหม่ แล้วตามด้วยการออกดอก ด้วยเหตุนี้เกษตรกรชาวสวนจึงหาวิธีบังคับให้มะนาวออกดอกในช่วงฤดูฝน เพื่อที่จะได้จำหน่ายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน
ปฏิทินการเก็บเกี่ยว :
การปลูกและการดูแลรักษา:
1. การเลือกพื้นที่ปลูกมะนาว สามารถขึ้นได้ในพื้นที่เกือบทุกชนิดโดยจะปลูกในดินเหนียว ดินทราย ดินร่วนปนทรายหรือดินลูกรังก็ขึ้นได้ทั้งนั้น ปลูกได้ตั้งแต่ที่ดินจนถึงที่ลุ่ม แต่ที่สำคัญต้องระบายน้ำดี เนื่องจากมะนาวไม่ชอบน้ำขัง การที่จะปลูกมะนาวให้เจริญงอกงามดีและให้ผลผลิตดีนั้น การปลูกในพื้นที่ที่มีดินร่วนซุยมีอินทรียวัตถุมากความเป็นกรด-ด่างประมาณ 5.5-6.0
2. ฤดูปลูก ควรปลูกตอนต้นฤดูฝน ฉะนั้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนผู้ปลูกจะต้องปรับพื้นที่ให้เรียบ หรือทำเป็นคันร่องนูนแบบหลังเต่าเพื่อไม่ให้น้ำขังในช่วงฝนตกชุกและช่วยระบายน้ำออกได้โดยเร็ว
3. ระยะปลูกขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของดิน ถ้าดินอุดมสมบูรณ์ควรใช้ระยะ 6 x 6 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ประมาณ 44 ต้น หากดินไม่อุดมเพื่อไม่ให้น้ำขังในช่วงฝนตกชุกและช่วยระบายน้ำออกได้โดยเร็ว
4. การเตรียมหลุมปลูกควรขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง ยาว และ ลึกประมาณ 50-100 เซนติเมตร แยกดินชั้นบนและล่าง จากนั้นนำปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักผสม หลุมละ 3 บุ้งกี้ คลุกเคล้ากันได้ดีแล้วใส่ลงไปในหลุมให้สูงประมาณ 20 เซนติเมตร เพื่อไม่ให้น้ำขังรอบต้นมะนาวเมื่อฝนตกหนัก ซึ่งจะทำให้เกิดโรคโคนเน่า
5. การเตรียมกิ่งพันธุ์ส่วนใหญ่การปลูกมะนาวจะนิยมปลูกจากกิ่งตอน ดังนั้นกิ่งตอนก่อนที่จะนำมาปลูกควรได้รับการชำเสียก่อน เพื่อให้กิ่งพันธุ์ตั้งตัวเจริญแข็งแรงพร้อมที่นำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้
กิ่งที่ได้จากการชำและพร้อมที่จะนำลงหลุม ควรนำมาตัดแต่งกิ่งออกเสียบ้างให้เหลือเพียงส่วนน้อย เพื่อลดการระเหยของน้ำ และจะทำให้การเจริญเติบโตดีขึ้น หากกิ่งพันธุ์ที่ได้มามีลักษณะไม่สมบูรณ์ควรเลี้ยงไว้ระยะหนึ่งจนกว่าจะแข็งแรง ถ้ากิ่งพันธุ์มีโรคติดมาควรตัดออกทิ้งไป เพื่อไม่ให้โรคระบาดเข้ามาในสวนได้ และควรเตรียมกิ่งพันธุ์สำรองไว้เผื่อต้นตาย จะได้ซ่อมทันทีเพื่อให้ต้นมะนาวเติบโตทันกัน
6.การปลูกเมื่อเลือกพื้นที่เตรียมกิ่งพันธุ์ เตรียมหลุมเรียบร้อยแล้ว จึงลงมือปลูก หากเป็นกิ่งตอน การปลูกควรให้ส่วนบนของตุ้มตอนอยู่ต่ำจากระดับผิวดินประมาณ 2 นิ้ว และอย่าลืมแกะเชือกและพลาสติกที่หุ้มตุ้มออก เวลาปลูกลงตรงกลางหลุมและคลี่รากให้แผ่ออกโดยรอบในลักษณะที่ไม่หักพับ แล้วค่อย ๆ โรยดินกลบดินให้แน่นเมื่อปลูกเสร็จ ควรปักหลักผูกเชือกยึดลำต้น เพื่อมิให้โยกคลอนตอนลมพัด ควรมีการบังร่มให้กับต้นมะนาวที่ปลูกใหม่หรือปลูกต้นกล้วยเพื่อบังร่ม
การดูแลรักษา:
1.การให้น้ำ ในระยะที่ปลูกใหม่ ๆ ต้องค่อยหมั่นให้น้ำถ้าหากฝนทิ้งช่วงไปปกติมะนาวสามารถทนแล้งได้ดีพอสมควร ในปีแรกที่มะนาวยังเล็กอยู่ หลังฤดูฝนต้องสูบน้ำรดประมาณเดือนละ 2 ครั้ง ต้นมะนาวก็ยังอยู่ได้โดยไม่เหี่ยวเฉา และควรใช้พวกวัสดุคลุมดินโคนต้นช่วยด้วย เช่น หญ้าแห้งที่ถากและพรวนดินหรือลำต้น กล้วยที่ใช้ปลูกบังร่มตัดมาผ่าคลุมโคนต้นได้
2.การให้ปุ๋ยในระยะปีแรกควรใส่ปุ๋ยอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ถ้าจะให้มากครั้งกว่านี้ต้องให้ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้ง การใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ๆ แรกใส่หลังจากเมื่อปลูกตอนต้นฤดูฝนแล้วประมาณ 3 เดือน ห่างจากลำต้นรอบๆ ประมาณ 1 คืบ โดยใช้ปุ๋ยผสมสำเร็จรูปสูตร 20-11-11 หรือ 20-14-14 ก็ได้ต้นละประมาณ 100 กรัมหรือครึ่งกระป๋องนมข้นหวานแล้วใช้ดินกลบ ส่วนครั้งที่ 2 ใส่หลังจากครั้งแรก 6 เดือน แต่ใช้ปุ๋ยต้นละประมาณ 100-250 กรัม หรือครึ่งถึงหนึ่งกระป๋องนมข้นหวาน แล้วแต่ต้นมะนาวจะโตมากน้อยแค่ไหนกล่าวคือมะนาวตนเล็กก็ใช้ปุ๋ยน้อย ถ้าต้นใหญ่ก็ใช้ปุ๋ยมาก ไม่ต้องเร่งจนเกินไป หรือเพื่อให้ต้นเล็กโตทันกับต้นใหญ่ สำหรับปีที่ 2 และปีที่ 3 ก็ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ใส่ปีละ 4 ครั้งเช่นกันห่างกัน 3 เดือน ครั้งแรกควรใส่ตอนต้นฤดูฝน จำนวนที่ใช้ก็ต้องมากขึ้น นอกจากนี้ควรใช้ปุ๋ยคอกที่เปื่อยผุพังแล้วช่วยอีกก็ยิ่งดี วิธีการใส่ปุ๋ยใช้จอบถางหญ้าให้เตียนตามแนวพุ่มต้นมะนาวโดยรอบ
3.การพรวนดินดายหญ้าในฤดูฝนวัชพืชมักจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถ้าหากไม่ถากถางออกเสียบ้างเป็นครั้งคราวก็จะไปแย่งอาหารต้นมะนาวได้ ฉะนั้นควรดายหญ้าสัก 1-2 ครั้ง ในฤดูฝนก่อนใส่ปุ๋ยตอนปลายฤดูฝน จำเป็นอย่างยิ่งต้องพรวนดินดายหญ้า สุ่มโคนต้นเพื่อช่วยเก็บความชุ่มชื้นในดินไว้ เพราะไม่มีฝนตกมากนักในฤดูหนาวและฤดูร้อน
4.การปลิดดอก ในระยะ 1-2 ปีนับจากวันปลูก ถ้าหากต้นมะนาวออกดอกในช่วงนี้ควรจะปลิดทิ้ง เพราต้นมะนาวยังเล็กไม่มีกำลังพอที่จะเลี้ยงทั้งต้นและลูก ถ้าหากปล่อยให้ติดลูกต้นมะนาวอาจจะแคระแกรนไม่เจริญเติบโตเท่าที่ควรหรือจะโทรมตายเร็วกว่าเท่าที่ควร ดังนั้นควรจะให้ต้นมะนาวติดผลได้เมื่ออายุ 3 ปี
5.การตัดแต่งกิ่ง ขณะที่ต้นมะนาวยังเล็กอยู่อายุ 1-2 ปี ควรตัดเฉพาะกิ่งที่แห้งและที่อยู่ชิดดินออกไป ส่วนกิ่งที่ยาวมากก็ควรตัดให้สั้นลงหรือกิ่งกระโดงที่พุ่งจากโคนต้นสัก 1-2 กระโดงก็พอ เพื่อช่วยเสริมลำต้นเดิมให้มีกิ่งที่จะออกดอกติดผลได้มากขึ้นและให้ต้นโปร่ง ไม่ทึบ แสงแดดส่องได้ทั่วถึง
เรื่องโดย :พาวิน มะโนชัย