“ธุรกิจ Semiconductor” หัวใจขับเคลื่อนโลกเทคโนโลยี...ตอบโจทย์การลงทุนระยะยาว !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 02.05 น. • เผยแพร่ 01 ก.ค. 2564 เวลา 16.20 น. • สรวิศ อิ่มบำรุงหนึ่งในผลกระทบจาก “วิกฤติ COVID-19” ในครั้งนี้ จากมาตรการ Lock Down ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ก็คือ ปัญหา Semiconductor หรือชิป (Chip)ขาดแคลนจนส่งผลกระทบถึงสายพานการผลิตสินค้าต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ชิปไปด้วย
ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมชิปถึงขาดแคลน…ด้วยปริมาณความต้องการชิปที่เพิ่มสูงขึ้นจากรูปแบบการใช้ชีวิตของคนในแบบปกติใหม่ที่เปลี่ยนไปจากเดิมเป็นส่วนสำคัญ
ซึ่งชิปถือเป็นส่วนประกอบหลักในการขับเคลื่อนโลกดิจิทัล ส่งผลให้ตลาดในกลุ่มนี้มีการเติบโตต่อเนื่องโดยคาดการณ์ว่าช่วงปี 2016 – 2022 จะเติบโตเฉลี่ย 9% ต่อปี
ท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ ก็มี3 บลจ. นำเสนอ“กองทุน Semiconductor” โดยเฉพาะออกมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนที่สนใจได้ลงทุนกัน
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน
หุ้นกลุ่ม “Semiconductor” มีสัดส่วน 14.86% ใหญ่เป็นอันดับ3 ในดัชนี ‘MSCI World Info Tech’
สำหรับหุ้นกลุ่ม “Semiconductor” เป็นหนึ่งในกลุ่มที่มีน้ำหนักในดัชนี “MSCI World Information Technology” (ณ วันที่ 31 พ.ค. 21) มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 มีสัดส่วนส่วนอยู่ 14.86% ดังนั้นกลุ่ม ‘กองทุนกลุ่มเทคโนโลยี’ทั่วไปก็คงมีการลงทุนอยู่บ้างไม่มากก็น้อยเช่นกัน ในเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา ตลอดทั้งเดือนก็มี 3 บลจ. ที่ส่ง “กองทุน Semiconductor” ออกมาให้ลงทุนโดยเฉพาะ
“โดยมากับจังหวะเกิด ‘ปัญหาขาดแคลนชิป (Chip)’ ของโลก และถือเป็นอีกธีมการลงทุนที่สามารถเติบโตได้ในระยะยาวเพราะ Semiconductor นี้ถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมยุคดิจิทัลของโลกอย่างแท้จริง
“บลจ.ไทยพาณิชย์” ให้ข้อมูลว่า “Semiconductor” หรือ “ชิป(Chip)” เป็นวัสดุที่สำคัญในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช้ในการผลิตแผงวงจรเล็กๆ เช่น แผงวงจรรวม (Integrated Circuit) หรือแผงวงจรที่ซับซ้อน (PCB – Print Circuit Board) เพื่อใช้เป็นตัวควบคุมการทำงานของอุปกรณ์ต่าง ๆ ในเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มักมีส่วนประกอบ เช่น ซิลิคอน เจอร์เมเนียม และซิลิเนียม
“โดย Semiconductor นั้น สามารถนำไปใช้ได้หลากหลาย เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เครือข่าย 5G, หุ่นยนต์, แหล่งเก็บพลังงาน, Smart phone, ด้านการแพทย์ หรือเครื่องบิน เป็นต้น นอกจากนี้ยังเป็นส่วนประกอบสำคัญในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถแบ่งตามการใช้งานได้ 3 ประเภทหลัก ๆ ได้แก่ ซึ่ง Application, Technology และ Infrastructure ซึ่งต้องใช้ Chip เป็นหลักในการทำงานทั้งนั้น”
“3 บลจ.” ส่ง ‘กองทุน Semiconductor’…เพิ่มทางเลือกการลงทุน
ปัจจุบันมี “กองทุน Semiconductor” จาก 3 บลจ. ในอุตสาหกรรมที่เสนอขายกันมาในช่วงเดือนมิ.ย. ที่ผ่านมา (ณ วันที่ 29 มิ.ย. 21) มีขนาดสินทรัพย์รวมกัน 2,156.26 ล้านบาท จากทั้งหมด 6 กองทุนย่อย ถือว่าไม่มากในแง่ของเม็ดเงิน ทั้ง 3 กองทุนหลัก ได้แก่
-“กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Semiconductor (SCBSEMI)” ของ ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’กองทุนนี้จะลงทุนในกองทุนหลัก ‘VanEck Vectors Semiconductor UCITS ETF’ ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ London Stock Exchange ประเทศอังกฤษ บริหารโดย ‘VanEck Asset Management B.V.’
“โดยกองทุนหลักมีการบริหารเชิงรับ (Passive Management) เพื่อสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนี ‘MVIS US Listed Semiconductor 10% Capped Index (MVSMCTR)’ ซึ่งประกอบไปด้วยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Semiconductor และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกองทุนหลักมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 15.17% และตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 19.11% เทียบกับดัชนีอ้างอิง MVSMCTR อยู่ที่ 15.28% และ 19.23% ตามลำดับ (ที่มา: Vaneck.com ณ วันที่ 31 พ.ค. 21)
-“กองทุนเปิดวี อีโวลูชั่น ออฟ เซมิคอนดักเตอร์ (WE-EVOSEMI)” จาก ‘บลจ.วี’ กองทุนนี้มีการลงทุนใน 2 กองทุน ได้แก่
- Invesco Dynamic Semiconductors ETFประมาณ 70% บริหารจัดการลงทุนโดย ‘Invesco Capital Management LLC’ มีนโยบายในการลงทุนหุ้นขนาดใหญ่-กลาง-เล็ก เป็น ETF ที่มีการคัดเลือกหุ้นในรูปแบบ Smart Beta คัดเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มการทำกำไรได้ดีในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลักในการผลิต Semiconductor ซึ่งเป็นส่วนประกอบของดัชนี ‘Dynamic Semiconductor IntellidexSM Index’
“ดัชนีดังกล่าวเป็นส่วนประกอบของหุ้นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศสหรัฐ มีการบริหารเชิงรุก (Active) เลือกลงทุนในหุ้นที่ผ่านการคัดเลือกจำนวน 30 บริษัท เท่านั้น กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 18.42% และตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 14.76% เทียบกับดัชนีอ้างอิง S&P500 Composite 1500 Semiconductor Index อยู่ที่ 9.58% และ 13.13% ตามลำดับ (ที่มา: Invesco.com, ณ วันที่ 31 พ.ค. 21)
- VanEck Vectors Semiconductor ETFประมาณ 30% เน้นลงทุนหุ้นขนาดใหญ่ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Semiconductor และอุปกรณ์ต่างๆ
-“กองทุนเปิดแอล เอช เซมิคอนดักเตอร์ (LHSEMICON)” ของ ‘บลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์’ ซึ่งลงทุนในกองทุนหลัก ได้แก่ ‘iShares Semiconductor ETF’ ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV กองทุนหลักจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แนสแด็ก (NASDAQ) บริหารและจัดการโดย ‘BlackRock Fund Advisors’
“กองทุนหลักมีการบริหารเชิงรับมีเป้าหมายเพื่อให้ผลตอบแทนด้านการลงทุนที่สอดคล้องกับราคาและผลการดำเนินงานก่อนค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายของดัชนี ‘ICE Semiconductor Index’ ซึ่งเป็นหุ้นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านการออกแบบ การจัดจำหน่าย การผลิต และการขาย Semiconductor ทั้งนี้กองทุนหลักมีผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 11.97% และตั้งแต่จัดตั้งอยู่ที่ 10.83% ต่อปี (ที่มา: ishares.com, ณ วันที่ 31 พ.ค. 21)”
คาด “ธุรกิจ Semiconductor” มีแนวโน้มเติบโตสูง-รับดีมานด์การใช้ชิปในอนาคต
สำหรับอุตสาหกรรม “Semiconductor” มีแนวโน้มเติบโตสูงตามประเทศกลุ่มผู้นำตลาดเดินหน้าพัฒนาแผนรองรับความต้องการใช้ชิปในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี หนุนบริษัทผู้ผลิตเติบโตในระยะยาว
โดย “อิศรา พุฒตาลศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.วี จำกัด มองว่า อุตสาหกรรมการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ปัจจุบันมีความสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและในระบบห่วงโซ่อุตสาหกรรมต่างๆ (Supply Chain) เช่น การผลิตสมาร์ทโฟน, เซิร์ฟเวอร์ระบบคลาวด์, การผลิตรถยนต์สมาร์ทคาร์, ระบบอัตโนมัติในอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีรวมไปถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยที่สำคัญๆ ซึ่งยอดขายเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นจาก 2.04แสนล้านเหรียญฯ ในปี 2000 เป็น 4.40 แสนล้านเหรียญฯ ในปี 2020 หรือเติบโตเฉลี่ย 3.91% ต่อปี และคาดว่าอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก จะมียอดขายสูงถึง 4.69 แสนล้านเหรียญฯ ในปี 2021 และจะเติบโตถึง 4.96 แสนล้านเหรียญฯ ในปี 2025 (Source: SIA 2021 Factbook)
“โดยบริษัทใน ‘สหรัฐ’ ถือเป็นผู้นำด้านการวิจัยและพัฒนาการออกแบบกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านไมโครโปรเซสเซอร์และทรัพย์สินทางปัญญา ในปี 2020 บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐ มีสัดส่วนการตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก (ตามที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท) คิดเป็น 47.2% ของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ทั้งหมด ขณะที่ประเทศอื่นมีสัดส่วนการตลาดระหว่าง 5- 20% (Source: SIA 2021 Factbook)”
ปัจจุบันสหรัฐมีแผนใช้งบประมาณจำนวน 5.2 หมื่นล้านเหรียญฯ เพื่อทำแผนฟื้นฟูและวิจัยพัฒนาภาคการผลิตชิป (Chip)ในประเทศ มีการออกกฎหมาย “CHIPS for America Act” เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านความร่วมมือกับประเทศพันธมิตรเพื่อลดความเสี่ยงการผลิตชิปในโลก(Global Supply Disruption)ด้วยการกระจายการผลิตไปที่ภูมิภาคต่างๆ ลดการกระจุกตัว ตั้งแต่การผลิตชิปขั้นพื้นฐานไปจนถึงการผลิตชิปประสิทธิภาพสูงที่ใช้ในอุตสาหกรรมการทหาร, การบิน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐ
“เช่นเดียวกับกลุ่มประเทศผู้นำอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้, ยุโรป และจีน ได้กำหนดนโยบายแห่งชาติด้านการลงทุนผลิต, การวิจัยและพัฒนาเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศของตนเอง (Source: https://www.semiconductors.org/chips/)””)
แม้เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจาก “พิษ COVID-19W ที่ผ่านมา แต่บริษัท Semiconductor ส่วนใหญ่ ยังเติบโตต่อไปได้ เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตเริ่มวางแผนปรับตัวเพื่อไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลน (Shortage) และรองรับความต้องการได้ในระยะยาว ทำให้กลุ่มธุรกิจ Semiconductor ยังมีแนวโน้มเติบโตสูง และทำให้เป็นอีกทางเลือกในการสร้างผลตอบแทนระยะยาวจากธุรกิจ Semiconductor ทั่วโลกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน