โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เศรษฐกิจไม่ดี-วิถีชีวิตเปลี่ยน วรรณะทั้ง 4 ในอินเดียจะประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 พ.ค. 2565 เวลา 01.46 น. • เผยแพร่ 06 พ.ค. 2565 เวลา 01.33 น.
ภาพประกอบ พ่อค้าขายผักชาวอินเดีย ที่กรุงนิวเดลี ภาพถ่ายเมื่อ 26 พฤษภาคม 2562 (Laurène Becquart / AFP)

ความหมายของคำว่า วรรณะ (Varna) มีนักวิชาการให้ความหมายแตกต่างกันออกไปเช่นหมายถึง สีผิว, ชาติกำเนิด, คุณลักษณะ, คุณสมบัติ, ชนชั้นและหน้าที่ เป็นต้น

ในความหมายว่า สีผิว คงเป็นช่วงเริ่มแรกที่ชาวอารยันได้บุกรุกเข้าช่วงชิงพื้นที่จากชาวพื้นเมืองเดิมที่เรียกว่า ชาวมิลักขะซึ่งมีสีผิวดำเป็นเครื่องหมายว่ามีสีผิวที่แตกต่างจากตนเองคือผู้มีสีผิวขาว ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของศรีสุรางค์ พูลทรัพย์ให้ข้อสรุปว่า สาเหตุของการแบ่งวรรณะคงมาจากการแบ่งสีผิวและการแบ่งหน้าที่ กล่าวถือ พราหมณ์ กษัตริย์ ไวศยะ ถือเป็นอารยวรรณะซึ่งผิวขาว เป็นผู้มาเป็นนายคือพวกอารยะหรืออารยัน พวกอารยันแบ่งเป็น 3 พวกตามหน้าที่ พวกมีหน้าที่ประกอบพิธีบวงสรวงทางศาสนาคือพวกพราหมณ์ พวกมีหน้าที่รบป้องกันสังคมคือกษัตริย์ พวกมีหน้าที่หาเลี้ยงสังคมคือพวกไวศยะ (ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์, 2536:9)

สำหรับความหมายที่หมายถึงชนชั้นและหน้าที่คงเป็นความหมายเมื่อชาวอารยันเข้ามาปกครองและทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองชาวมิลักขะซึ่งต้องอยู่ในสถานะผู้ถูกปกครองความหมายนี้ สอดคล้องตรงกับที่ท่านยวาหระลาล เนรูห์ แปลโดย กรุณา กุศลาสัย กล่าวว่า ภูมิปัญญาของพวกพราหมณ์ในการใช้หน้าที่การงานจัดระเบียบสังคม ในสมัยก่อนที่ชาวอารยันจะมีอาณาจักรของตนเอง ยังไม่มีการแบ่งหน้าที่การงานกันอย่างชัดเจน แม้ว่าจะมีเค้าของชนชั้นภายในสังคมอารยัน การถือชนชั้นในระยะนี้น่าจะเป็นการแบ่งกลุ่มชนตามหน้าที่โดยยังไม่มีกำเนิดเข้ามาเกี่ยวข้อง ชาวอารยันบางส่วนทำหน้าที่บวงสรวงอ้อนวอนพระเป็นเจ้า เพื่อขอชัยชนะในการทำสงครามหรือให้พบแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ บางกลุ่มทำหน้าที่รบและป้องกันภัยที่จะเกิดกับเผ่า บางกลุ่มทำหน้าที่ตระเตรียมเสบียง แต่มีบางคนที่ทำหน้าที่หลายอย่างในเวลาเดียวกัน กล่าวคือชาวนาอาจทำหน้าที่นักบวช ทหาร และพ่อค้าไปด้วยในตัว อาชีพนักบวชชนิดที่เป็นชนชั้นอภิสิทธิ์ยังไม่เกิด คำว่า “อารยะ” เกิดจากรากศัพท์ที่แปลว่า ไถ อารยันส่วนมากในสมัยนั้นเป็นกสิกรและถือว่าเกษตรกรรมเป็นอาชีพที่ประเสริฐ (ยวาหระลาล เนรูห์แปลโดยกรุณา กุศลาสัย, 2537:143) และโครงสร้างทางสังคมฮินดูจึงปรากฏมีด้วยกัน 4 วรรณะได้แก่ วรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และศูทร

โครงสร้างทางสังคมเรื่องวรรณะทั้ง 4 ในสังคมอินเดียปัจจุบัน ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายหรือบั่นทอนสิทธิเสรีภาพของสังคมในอินเดียอย่างที่หลายคนมีความเข้าใจกัน ผู้ออกแบบวิถีชีวิตย่อมมองเห็นและเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนแปลงในระบบสังคมจึงปรากฏในคัมภีร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการประกอบอาชีพการงาน หากยึดหลักวรรณะตามหน้าที่ใดหน้าที่หนึ่งโดยไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้แล้ว วรรณะทั้ง 4 คงหายสาญสูญไปจากระบบสังคมอินเดียนานแล้ว ด้วยความชาญฉลาดของชาวอารยันได้ให้คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์เปิดช่องว่างเรื่องอาชีพไว้ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการปฏิบัติและเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นเมื่อมีความจำเป็นหรือในยามวิบัติกาลตามสมควรแก่วรรณะ เช่น ผู้เป็นพราหมณ์อาจจะประกอบการกสิกรรม การค้าขาย หรือธุรกรรมอื่นๆ ได้เพื่อการมีอาชีพที่สมควร

ดังปรากฏในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:80 ความว่า “ในบรรดาอาชีพทั้งหลายนั้น ที่ควรแก่การยกย่องชมเชยที่สุดได้แก่ การศึกษาพระเวทของวรรณะพราหมณ์ การป้องกัน(รัฐและประชาชน)ของวรรณะกษัตริย์เป็นอันดับสอง และการประกอบการผลิตของวรรณะไวศยะเป็นอันดับสาม”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:81 “แต่พราหมณ์หากไม่อาจเลี้ยงชีพด้วยอาชีพที่เฉพาะของตนได้ ก็อาจดำรงชีพด้วยอาชีพของกษัตริย์ เพราะกษัตริย์อยู่ถัดไปจากพราหมณ์”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:82 “มีข้อสงสัยว่า ถ้าหากไม่สามารถเลี้ยงชีพด้วยอาชีพทั้งสองนั้นเล่าจะทำอย่างไร? หากเป็นเช่นนั้นเขาอาจดำรงชีพอย่างไวศยะ นั่นคือการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:83 “แต่หากพราหมณ์หรือกษัตริย์จักดำรงชีพอย่างไวศยะ พึงหลีกเลี่ยงการกสิกรรม เพราะเป็นการงานที่ทำให้สัตว์หลายชนิดบาดเจ็บและต้องอาศัยสัตว์อื่น(โค)”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:84 “บางคนพูดว่ากสิกรรมเป็นอาชีพที่วิเศษ แต่สาธุชนตำหนิอาชีพนี้เพราะไถย่อมทำลายทั้งดินและสัตว์ที่อยู่ในดิน” (Max Muller,1970:420)

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:95 “กษัตริย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก ก็อาจจะดำรงชีพด้วยอาชีพทั้งหลายของไวศยะ แต่ต้องพึงระลึกว่าดำรงชีพเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มิใช่ทำด้วยความหยิ่งจองหอง”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:98 “ไวศยะผู้ไม่สามารถทำหน้าที่ของตนได้ อาจจะมีรูปแบบการดำรงชีพอย่างศูทรได้ แต่ให้หลีกเลี่ยงอาชีพที่เจาะจงไว้สำหรับศูทร (การรับใช้) และควรเลิกการดำรงชีพอย่างศูทรด้วยถ้าสามารถทำอย่างอื่นได้”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:99 “สำหรับศูทรเป็นผู้ไม่อาจได้รับการบริการจากชนชาวทวิชาติไม่ว่ากรณีใดๆเขาอาจดำรงชีวิตด้วยงานหัตถกรรมได้” (Max Muller,1970:423)

ส่วนคนวรรณะล่างหรือวรรณะศูทร เมื่อไม่สามารถทำหน้าที่หรืออาชีพของตนได้แล้วแม้ในยามกาลวิบัติห้ามไปประกอบอาชีพหรือทำหน้าที่ของคนวรรณะสูงหากล่วงละเมิดย่อมถูกตัดขาดจากวรรณะเดิมดังปรากฏในคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:96 ความว่า “หากคนที่อยู่ในวรรณะต่ำ มีความโลภ ดำรงชีพด้วยอาชีพของคนวรรณะสูง พระราชาพึงริบทรัพย์สมบัติเขาแล้วเนรเทศไปเสีย”

คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:97 “การทำหน้าที่ของตนอย่างขาดตกบกพร่อง ดีกว่าการทำหน้าที่ของผู้อื่นอย่างสมบูรณ์ เพราะบุคคลผู้ยังชีพอยู่ด้วยการทำหน้าที่ของคนวรรณะอื่นนั้นถือว่าขาดจากวรรณะทันที” (Max Muller,1970:423)

ข้อความบางส่วนจากคัมภีร์มนูธรรมศาสตร์ทำให้เห็นภาพเรื่องอาชีพของคนในวรรณะทั้ง 4 ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปและแน่นอนว่าการทำหน้าที่แม้ไม่ใช่หน้าที่ในวรรณะของตนก็มีความสำคัญยิ่งไม่น้อยกว่ากันดังจะเห็นได้จาก คัมภีร์มนูธรรมศาสตร์X,:130 ความว่า “หน้าที่ของวรรณะ 4 ในยามวิบัติกาลที่ได้กล่าวไว้แล้ว ถ้าพวกเขาทำหน้าที่ตรงนั้นให้ดี พวกเขาจะได้รับการอวยพรจากพระเป็นเจ้า” (Max Muller,1970:430)

พระพรหมผู้เป็นเจ้าทรงสร้างโลกนี้ขึ้นมาพร้อมทั้งมนุษย์เพื่อให้แต่ละส่วนของพระองค์เป็นวรรณะต่างๆ ทำหน้าที่ช่วยกันขับเคลื่อนโลกให้เป็นไปตามพระประสงค์ เมื่อส่วนต่างๆ ที่มาจากพระวรกายของพระองค์ทำหน้าได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์แล้วเป้าหมายที่เหมือนกันคือความสุขสงบและสันติเป็นเบื้องปลาย

อ้างอิง

กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย.(2525). อินเดียอนุทวีปที่น่าทึ่ง. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม

นิกร สุวรรณดี,พระมหา.(2544). การศึกษาวิเคราะห์หลักความเชื่อเรื่องระบบวรรณะของชาวฮินดูในประเทศไทยศึกษาเฉพาะกรณีชาวฮินดูและนักศึกษาศาสนาในกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล

ยวาหระลาล เนรูห์ (กรุณา กุศลาสัย,แปล.). (2537). พบถิ่นอินเดีย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศยาม

ศรีสุรางค์ พูลทรัพย์.(2542). อารยธรรมตะวันออก. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

Emile Senart.(1977). Caste in India : The Fact and The System. Delhi : Datta Book Centre.

Max Muller F.(1969). The Sacred Book of the East : The Law of Aryas. Delhi : Motilal Banarsidass.

Olivelle, Patrick, Translated. (2004). The Law Code of Manu. Oxford : Oxford University Press.

Ram Ahuja.(2004). Indian Social System. New Delhi: Nice Printing Press.

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มกราคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...