โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

รู้จัก BNK48 ไอดอลที่ไม่ได้มีดีแค่ความน่ารัก

อีจัน

อัพเดต 22 มิ.ย. 2561 เวลา 20.24 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2561 เวลา 05.09 น. • อีจันบันเทิง
“พวกเราเป็นคนไทย พวกเรารู้ว่าเราเป&#365…

“พวกเราเป็นคนไทย พวกเรารู้ว่าเราเป็นใคร เรากำลังพยายามปรับและพัฒนาให้มันเป็นในรูปแบบความเป็นไทยมากขึ้น พวกเราไม่ได้ลืมความเป็นไทย” –เฌอปราง BNK48
ถ้าพูดถึงวงการไอดอลในตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักวงเกิร์ลกรุ๊ปสุดน่ารักที่มีผลงานเพลงเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศอย่าง BNK48 แน่นอน วันนี้อีจันบันเทิงจะขอพาสาว ๆ BNK48 ทั้ง 6 คน มาแจกความสดใสและมอบแง่คิดดี ๆ ให้ทุกคนได้เข้ามารู้จักตัวตนที่แท้จริงของพวกเธอไปด้วยกัน

เฌอปราง เฌอปราง อารีย์กุล – แคปเฌอคนเก่งแห่ง BNK48
“เราไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ เพราะถ้าสมบูรณ์แบบแล้วเราก็จะไม่พัฒนาต่อ” –เฌอปราง BNK48

เฌอปราง BNK48

BNK48 เป็นวงรุ่นน้องของ AKB48 ที่ญี่ปุ่นค่ะ เป็นการรวบรวมเด็กไทยมาอยู่ในระบบเดียวกับที่ญี่ปุ่น ชื่อ BNK ก็มาจาก Bangkok ส่วน 48 เป็นเลขนำโชคที่มาจากชื่อประธานบริษัทของที่โน่นเขา ก็เรียกรวมๆได้ว่าพวกเราอยู่ใน 48 Group ที่ญี่ปุ่นเองก็มีพี่น้องของเราเยอะมากแล้วก็มีที่ต่างประเทศค่ะ อย่างที่ฟิลิปปินส์ก็จะเป็น MNL48 มะนิลา แล้วก็ที่จาการ์ตา อินโดนิเซีย เป็น JKT48 ค่ะ
48 Group คือ กำลังใจ เฌอเป็นคนที่ชอบ 48 Group ชอบคอนเซ็ปต์ที่ได้เห็นเด็กคนหนึ่งเติบโต เพราะตัวเฌอเองเห็นคน ๆ หนึ่งที่ญี่ปุ่นเขาเติบโต เป็นแรงกำลังใจให้เฌอในการเรียนต่อไปเรื่อย ๆ ทำให้เฌอรู้สึกว่าถ้ามีสิ่งนี้ในประเทศไทยบ้างก็คงจะดีนะ มันคงได้ช่วยน้อง ๆ เด็ก ๆ หรือใครหลาย ๆ คนให้เขาเห็นว่ามีคนพยายามเป็นเพื่อนเขาอยู่นะ

การเติบโตของBNK48

ไอดอลกับแฟนคลับ พวกเราเริ่มจากศูนย์ พวกเราค่อย ๆ พัฒนา ตอนที่เราเข้ามาแล้ว พวกเราแสดงให้เห็นการพัฒนาและความพยายามที่พวกเราจะอยู่ตรงนี้จะทำอย่างไรได้บ้าง ให้ทุกคนได้เห็นได้ติดตาม เหมือนติดตามชีวิตเรียลลิตี้ เพราะเราก็จะอัพเดตชีวิตกันอยู่เรื่อย ๆ แล้วยิ่งมีงานที่เราได้ใกล้ชิดกันอย่างงานจับมือ มันเหมือนเราได้เจอเพื่อน ๆ ผู้ปกครอง คนที่คอยสนับสนุนพวกเรามาตลอด ทำให้เหมือนมันมีความสัมพันธ์บางอย่างที่มากกว่าแค่เป็นศิลปิน
ก้าวแรกของเฌอปราง ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าด้วยซ้ำ แค่เหมือนมาลองสัมผัสออดิชั่นรอบแรกก็พอ ไม่ได้คิดเลยว่าจะติดค่ะ เพราะว่าร้อง เต้นไม่เป็นด้วย ไม่มีทักษะในวงการบันเทิงเลย เมื่อก่อนเป็นคนที่เก็บตัวอยู่ในแล็บ อยู่ในมหาวิทยาลัย อยู่ในส่วนที่ตัวเองชอบ คือ พวกวิทยาศาสตร์ แต่มันก็เป็นความรู้สึกหนึ่งตั้งแต่เด็ก ๆ เฌอคิดว่าเด็กผู้หญิงทุกคนก็คงจะเป็นแบบเฌอที่อยากจะยืนอยู่บนเวทีใส่ชุดสวย ๆ มีคนห้อมล้อม มีคนเชียร์ฉัน ถ้าเกิดขึ้นสักครั้งในชีวิตก็คงจะดีนะ แล้วพอมีโอกาสก็ส่งใบสมัคร ผลออกมาว่าผ่านเข้ารอบ 300 คน เราก็อยากไปสัมผัสประสบการณ์ไอดอลที่เราชอบ ปกติเราไม่ค่อยทำอะไรแบบนี้ก็มีโอกาสเข้ามาแล้ว ก็ทำแล้วกัน สุดท้ายพอได้เข้ามาจริง ๆ เราได้อยู๋ในจุดที่หลายคนอยากอยู่ เราก็ต้องทำแทนเขาให้ดีที่สุด
ความตั้งใจเพื่อ BNK48 เรามีความสุขที่ได้เต้น ได้ปลดปล่อย ได้ร้องแต่ไม่เคยฝึกร้องเพลงเลย จนได้เข้ามาเป็น BNK48 จริง ๆ ตัวเฌอชื่นชอบ AKB48 มาก่อนอยู่แล้ว มันเป็นคอนเซ็ปต์ที่เราอยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทย พอเข้ามาก็ตั้งใจไว้เลยว่าจะทำให้ BNK48 แข็งแกร่งได้เท่าที่ความสามารถของเฌอจะมีและทำมันได้
ไม่ยอมแพ้ที่จะพัฒนา จากหลายคนกว่าเราจะได้ขึ้นมาเป็น 1 ใน 16 ก็แข่งขันกันสูง บางทีก็เลือกกันหนักกว่านั้นอีกค่ะ เพราะฉะนั้นมันก็เลยเป็นระบบที่ต้องผลักดันตัวเองตลอดเวลา ไม่ยอมแพ้อะไรง่าย ๆ เราเห็นคนอื่นพัฒนา เราก็อยากพัฒนาบ้าง เราอยากเก่งขึ้นบ้างเหมือนที่คนอื่นเขาเป็น
แคปเฌอแห่ง BNK ไม่คิดเลยว่าตัวเองจะได้เป็นกัปตัน ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนสำคัญในวงด้วยซ้ำ แค่เข้ามาแล้วทำให้เต็มที่ที่สุดในฐานะที่เราได้เข้ามา เฌอก็ดีใจมากแล้วค่ะ แต่ถ้าได้รับโอกาสแล้วทุกคนเห็นว่าเฌอทำได้ เฌอก็จะทำให้เต็มที่เช่นกัน
บทบาทพี่สาวของแคปเฌอ หนูว่าหนูแค่ดูแลน้อง ๆ เฉย ๆ ช่วยพูดคุยระหว่างผู้บริหารกับน้อง เพราะระยะห่างบางทีผู้ใหญ่คุยกับน้อง น้องจะมีกำแพงแบบหนึ่ง มีคนที่มาช่วยตรงนี้ได้นิดหนึ่งก็จะช่วยได้เยอะ

แคปเฌอ

เฌอดูทุกคนอยู่ห่าง ๆ จนถึงจุดที่ต้องบอกก็จะบอก แต่คือหนูให้น้องเรียนรู้ด้วยตัวเองก่อน เพราะน้องบางคนยังอยู่ในช่วงวัยรุ่นที่ต้องให้เขาพิสูจน์ด้วยตัวเอง ให้เขาได้ลองเอง เพราะหนูก็เป็นค่ะ หนูก็รู้ว่าบางทีหนูก็ไม่ฟังที่ผู้ใหญ่เขาเตือนมา คิดว่าฉันต้องทำเองแล้วสุดท้ายก็เจ็บเองค่ะ
ฉันโอชิเธอ คำว่า โอชิ เหมือนฉันชอบ อย่างเฌอโอชิยามาโมโตะ ซายากะซัง ก็หมายถึงเฌอชอบยามาโมโตะ ซายากะซัง แค่นั้นเอง เป็นเหมือนคำถามทั่วไปว่า โอชิใคร ก็หมายถึงชอบใครนั่นเองค่ะ แล้วก็จะมีชอบมากที่สุดในวงก็จะใช้คำว่า คามิโอชิ คามิแปลว่าพระเจ้า จะเรียกว่าเป็นคนที่เรายกขึ้นหิ้งอะไรอย่างนี้ก็ได้ค่ะ
เซ็นบัตสิ คือเป็นตัวจริงค่ะ ได้รับเลือกให้ออกอัลบั้มนั้น ๆ ตามที่บริษัทเลือกค่ะ อย่างที่ญี่ปุ่นจะมีสิ่งที่เรียกว่างานเลือกตั้ง เขาจะมีเซ็นบัตสึ 16 คน 16 คนถัดมาจะเป็นอันเดอร์เกิร์ล ฟิวเจอร์เกิร์ล อะไรอย่างนี้ค่ะแต่ทุกคนจะเรียกกันว่าเป็นสมาชิกของ 48 Group ที่กำลังพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อย ๆ มันแค่เป็นเหมือนชื่อยูนิตย่อย ๆเฉย ๆ ค่ะ อย่างปัจจุบันพอ 16 คนถูกเลือกเป็นเซ็นบัตสึ เราก็เรียกคนที่เหลือที่กำลังขึ้นมาเป็นอันเดอร์เกิร์ล ที่คอยหนุนพี่ ๆ เพื่อน ๆ น้อง ๆ ที่ได้เป็นเซ็นบัตสึ เวลาที่ติดธุระหรือไม่สามารถออกงานได้ค่ะ
โอตะ มาจากโอตาคุค่ะ คือผู้ที่คลั่งไคล้อะไรในบางอย่าง สมมุติบอกว่าเฌอเป็นโอตาคุการ์ตูน ก็หมายความว่าเฌอเป็นพวกที่ชอบการ์ตูนมาก ๆ แล้วพอดีว่าเหมือนมี โอตาคุไอดอล โอตาคุ 48 Group เราก็เรียกสั้น ๆ ย่อลงมาว่า โอตะ ค่ะ
พัฒนาไปพร้อมกับ BNK ก็เรียกได้ว่าพวกเราพัฒนาตัวเองในทุก ๆ ด้าน ทั้งการออกสื่อ การพัฒนาความคิด การเรียนรู้ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบเพราะเด็กที่เข้ามาใน BNK48 น้องมีตั้งแต่ 13-14 ไปจนถึง 20 กว่า ๆ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วน้อง ๆ ก็ยังไม่ได้รู้ว่าตัวเองชอบอะไรจริง ๆ ด้วยซ้ำเหมือนการที่ได้เข้ามาตรงนี้ทำให้ได้พัฒนา ได้ลอง ได้รู้ว่าเราชอบอะไรจริง ๆ แล้วจะไปในเส้นทางไหน

พัฒนาการของเฌอปรางและBNK48

ความเหมือนที่แตกต่าง แต่ละคนใน BNK ก็จะถูกบอกให้เป็นตัวของตัวเอง ตอนที่เฌอเข้ามาครั้งแรกเฌอเคยถามพวกกรรมการว่าทำไมถึงเลือกเฌอเข้ามา เขาก็บอกว่าเพราะเฌอเป็นตัวของตัวเองดี ซึ่งความเป็นตัวเฌอ เฌอแค่พยายามจะทำมันให้ดีที่สุดจะเรียกว่าติด perfectionist ก็ได้ค่ะ แต่ว่าลดลงมาเยอะแล้วเพราะผ่านประสบการณ์มาทำให้เรารู้ว่าเราไม่ต้องเพอร์เฟกต์ขนาดนั้น ถ้าเราเพอร์เฟกต์แล้วเราก็จะไม่พัฒนาต่อ แค่เหมือนว่าเราใช้คำว่าสมบูรณ์แบบไว้เป็นจุดเป้าหมายให้ตัวเองทำให้เต็มที่ที่สุด ให้ดีที่สุดออกมาเรื่อย ๆ ดีกว่า
เติบโตไปด้วยกัน การได้เจอผู้คน ปฏิสัมพันธ์กัน ได้เป็นกำลังใจให้คนอื่น แล้วเราจะต่อยอดไปเป็นกำลังใจให้เขาในด้านไหนได้อีกบ้าง อันนี้แล้วแต่คน ความสนใจแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน มันเลยทำให้วงเรามีความหลากหลายในคาแรกเตอร์ในตัวน้อง ๆ แต่ละคน ซึ่งจะทำให้คนนอกมองว่า เนี่ยมีคนแบบเราตั้งใจทำแบบเราอยู่เหมือนกัน
ไอดอลเด็กเนิร์ด เฌอเป็นคนขี้เบื่อมากค่ะ เรียนอย่างเดียวเฌอไม่รอดค่ะ อย่างตอนมัธยมเฌอเรียนไปด้วยทำกิจกรรมของโรงเรียนไปด้วย แต่พอเข้ามหาวิทยาลัยมันเหมือนเป็นสังคมใหม่ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไหร่ เรียนอย่างเดียว เกรดก็ตกนิดหนึ่ง มันไม่สนุก ไม่กดดันตัวเอง ไม่ค่อยผลักดันตัวเองเท่าไหร่ ช่วงนั้นเลยทำคอสเพลย์ไปด้วย คือตัดชุดออกไปเจอโลกภายนอก ผ่านไปสักพักเฌอเริ่มทำกิจกรรมมหาวิทยาลัย แล้วก็ไปเป็นผู้ช่วยวิจัยกับอาจารย์ แล้วมีครั้งหนึ่งเฌอลองเรียนอย่างเดียวไม่ทำอะไรเลยอย่างอื่น เกรดตกค่ะ

เฌอปรางกับการเรียน

เพราะไม่ผลักดันตัวเองเท่าไหร่ เฌอประวิงเวลาค่ะ พอมาอยู่ตรงนี้ตกใจมาก เพราะหนูทำ BNK ไปด้วยเรียนไปด้วยเกรดก็ดันขึ้นค่ะ เลยเป็นการพิสูจน์กับตัวเองค่ะว่าเราเป็นพวกชอบทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน
BNK จากญี่ปุ่นสู่ไทย อยากบอกทุกคนที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับ BNK48 อาจจะมองว่ามันมีความญี่ปุ่นมาก แต่คือพวกเราเป็นคนไทย พวกเรารู้ว่าเราเป็นใคร เราเข้าใจ และกำลังพัฒนาปรับเปลี่ยนให้มันเป็นในรูปแบบความเป็นไทยมากขึ้น พวกเราไม่ได้ลืมความเป็นไทย มันเป็นแค่คอนเซ็ปต์หนึ่งที่เอามาเพื่อจะปรับกันต่อเฉย ๆ แล้วก็หวังว่าคนที่เข้ามารู้จักพวกเราจะได้รับกำลังใจหรืออะไรบางอย่างกลับไปบ้าง
มิวสิค แพรวา สุธรรมพงษ์ – สาวน้อยผู้เปี่ยมด้วยความฝัน
“เราอยากเป็นไอดอลแบบนี้ ไอดอลที่ไปพร้อมกับทุกคนได้ โดยที่ไม่ทิ้งทุกคนไว้” – มิวสิค BNK48
ก้าวแรกของความฝัน เริ่มจากสิคชอบดูการ์ตูนญี่ปุ่นกับคุณพ่อค่ะ แล้วได้มารู้จักการ์ตูนเกี่ยวกับวงรุ่นพี่ พอ BNK48 จะมาเปิดที่ไทยเราก็คิดว่า โอกาสมันมาถึงแล้วก็อยากที่จะลองคว้ามันไว้ดูสักครั้งค่ะ

มิวสิค BNK48 กับการออดิชั่น

มันเป็นเหมือนความรู้สึกลึก ๆ อยู่ในใจของเด็กผู้หญิงที่เราอยากจะได้ใส่ชุดสวย ๆ ร้องเพลงอยู่บนเวทีสักครั้ง ตอนแรกคิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ มาลองเป็นประสบการณ์มากกว่าค่ะ เพราะคนไปสมัครไปเป็นพันก็เลยคิดว่าตัวเองจะเป็นหนึ่งในคนที่โชคดีขนาดนั้นเลยเหรอ
ไอดอลในความฝันกับในความจริง มันไม่เหมือนที่คิดไว้เลยค่ะ เราคิดว่าไอดอลอาจจะแค่ร้อง แค่เต้น ก็อาจจะพอ แต่ในความจริงเราต้องกลายมาเป็นคนของสังคมด้วย คำว่า ไอดอล มันก็เหมือนเป็นตัวอย่างของสังคม ทุกอย่างที่เราทำจะอยู่ภายใต้สายตาของคนทุกคนทั้งในและนอกประเทศค่ะ
ความพยายามของเซ็นเตอร์ สิคใช้คำนี้บ่อยมาก คือไม่ว่าสิคจะอยู่ตรงไหน สิคจะทำตรงนั้นให้เต็มที่ที่สุด แต่เหมือนบางครั้งเรากดดันตัวเองมากเกินไป การเป็นเซ็นเตอร์ก็เหมือนกับว่าเราเป็นภาพลักษณ์ของเพลงนั้น เขาไว้วางใจให้เราทำหน้าที่ตรงนี้ ถ้าคนอื่นพยายาม เราก็ต้องพยายามให้มากกว่า
หน้าที่กับความกดดัน หลายครั้งที่กดดัน เครียด ท้อ ไม่เป็นตัวของตัวเองบ้างก็มี จนบางครั้งลืมไปว่าสิ่งที่ทำให้เราเข้ามาอยู่ตรงนี้คืออะไร หนูแค่ชอบที่จะร้อง ที่จะเต้น ไม่ได้อยากที่จะโด่งดังขนาดนั้น คือจริง ๆ แค่หนูมีเพื่อน ๆ อยู่ตรงนี้หนูก็ไม่ต้องการอะไรแล้ว ในความคิดของหนู วงของเรามันเป็นครอบครัว ถึงกับบางคนจะไม่ได้สนิทกันมากขนาดนั้น แต่ถ้าขาดใครสักคนไปหนูคงจะรู้สึกโหวงมากค่ะ
ฝากอะไรถึงแฟนคลับ อยากขอบคุณที่ติดตามกันตลอดมา ก็อย่างที่เคยพูดว่า ถ้าทุกคนจะสู้ หนูก็จะสู้ เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็ยังสู้อยู่นะคะ พยายามค่ะ สู้ต่อไป!

สู้ไปด้วยกันกับมิวสิค

โมบายล์ พิมรภัส ผดุงวัฒนะโชค – มุ่งมั่นและพยายามคือนิยามของเธอ
“เป็นคนดี ทำตัวให้ดี ทำให้เขายอมรับ และชอบเราให้ได้” – โมบายล์ BNK48
ก่อนจะมาเป็นโมบายล์ BNK ไม่เคยเรียนเต้น ไม่เคยเรียนร้องเพลงเลย เป็นคนชอบเต้นก็แกะเอาจาก Youtube เมื่อก่อนหนูก็ชอบ cover dance ชอบ cosplay อยู่แล้วมันก็จะเกี่ยวกับ j-pop อยู่แล้ว ก็รู้จัก AKB48 มาบ้างรู้ว่าวงนี้คืออะไร เคยจะไปสมัครตอนที่เขาจะขยายสาขาในประเทศญี่ปุ่น แต่หนูติดปัญหาตรงที่พูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ พอมาเปิดที่เมืองไทยก็เลยลองสมัครดูปรากฏว่าติด ตอนนั้นจริง ๆ มาแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองสนุกเฉย ๆ อย่างเขาให้เต้นให้ร้อง เราก็ทำแบบมีความสุขไปกับมันเฉย ๆ ลึก ๆ ก็หวังว่าจะติด พอติดแล้วก็ ดีใจค่ะ
ความรู้สึกเซ็นเตอร์เพลงยอดฮิต ทักษะการเต้นมันพอ ๆ กันค่ะ แต่ที่ได้รับเลือกก็เพราะว่าคาแร็กเตอร์มันตรงกับหนูเท่านั้นเองก็เลยได้มาตำแหน่งนี้ แล้วก็เขาอาจจะเห็นความพยายามเมื่อก่อนก็เลยได้มาอยู่จุด ๆ นี้ คนเลือกเซ็นเตอร์จะเป็นผู้บริหารค่ะ ก็จะเลือกจากองค์ประกอบของเพลงที่มันเข้ากับคาแร็กเตอร์ของสมาชิกแต่ละคน อย่างเพลงหนูก็จะเป็นคนที่ไม่เด็กมาก ไม่โตมาก เป็นคนไม่มีความมั่นใจ เนื้อหาในเพลงก็คือไปชอบคนคนหนึ่งแต่ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะทำได้ไหม เลยใช้คุกกี้เสี่ยงทายเอาค่ะ

ท่อนร้องเดี่ยวของเซ็นเตอร์

อนาคตข้างหน้า คิดว่าอยากเป็นนักร้องเดี่ยวค่ะ แล้วก็อยากมีถ่ายแบบนิตยสารที่ประเทศญี่ปุ่นเพราะเป็นคนชอบแต่งตัว ก็อย่างใน Facebook IG หนูชอบเกี่ยวกับฮาราจูกุ แต่งกายสไตล์ญี่ปุ่น หนูก็จะลงรูปไว้ค่ะ ก็ถ้าทางบริษัทเขาเห็นว่าใครสามารถไปต่อยอด เขาก็จะสนับสนุนค่ะ
มองโลกแบบโมบายล์ BNK48 ก็มีทั้งคนที่ชอบ แล้วก็ไม่ชอบ มันเป็นเรื่องปกติค่ะ เราก็ทำให้คนที่ไม่ชอบมาชอบเราให้ได้ ทำตัวให้ดี ทำให้เขายอมรับให้ได้ เริ่มจากอยู่ในกฏระเบียบของวง ฝึกฝนพัฒนาความสามารถของตัวเองให้มากขึ้น และแก้ไขจุดบกพร่องของตัวเอง

ยิ้มสดใสของโมบายล์

หลาย ๆ คนที่ไม่รู้จักอาจจะคิดว่าเลียนแบบญี่ปุ่นแต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเหมือนวงเดียวกันที่แยกสาขาออกมาตามประเทศ ทำนองหรือท่าเต้นก็จะเหมือนกันหมดจะต่างกันแค่ภาษาค่ะ
มีอะไรจะบอกกับแฟนคลับ ขอขอบคุณแฟนคลับนะคะ ตั้งแต่วงเรายังไม่มีคนภายนอกรู้จัก ก็มีคนคอยสนับสนุน ให้กำลังใจเราอยู่บ่อย ๆ ก็ขอขอบคุณมาก ๆ เลยนะคะที่ตามเรามาจนถึงจุดนี้ และขอบคุณไปถึงแฟนคลับใหม่ ๆ ที่เพิ่งเข้ามา ก็ขอฝาก BNK48 ไว้ด้วยนะคะ

ปัญ ปัญสิกรณ์ ติยะกร – ความสนุก และความสุขในการทำงาน
“คำว่าไอดอลไม่ได้ตีกรอบหนู… เราก็เป็นอย่างที่เราเป็น ต้องไม่ลืมวันแรกที่เราเข้ามา” – ปัญ BNK48
เมื่อเธอคือ ปัญ BNK ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะเลยค่ะ จากที่แค่ไปเรียน กลับบ้าน เต้น ร้องบ้างเป็นงานอดิเรกแต่ตอนนี้การเต้นร้องมันกลายมาเป็นอาชีพเราแล้ว 80% ในชีวิตคือทำงาน BNK ค่ะ เหมือนว่าทุกคนมันต้องมีช่วงอายุที่เราต้องทำงานใช่ไหมคะ หนูแค่เริ่มเร็วกว่าคนอื่นแล้วเราก็ไม่ต้องเป็นผู้ใหญ่ขนาดนั้น มันเป็นวงเด็ก ๆ ค่ะ แล้วก็เป็นตัวของตัวเอง แต่แค่เราต้องไม่เป็นภาระให้คนอื่นเวลาทำงานด้วยค่ะ

พวกเราเป็นตัวของตัวเอง

ความสนุกของคุกกี้เสี่ยงทาย มันมีความสุขตรงที่มันเป็นท่าอิสระค่ะ ระหว่างการโชว์เราก็ต้องมานั่งคิดว่าเราจะทำท่าอะไร เราก็สนุกดีค่ะ เพราะมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ มันทำให้เราไม่เบื่อเลย
นักศึกษาวัย 17 ตอนแรกพี่ชายจะสอบเทียบ คุณแม่หนูก็ไม่อยากให้อยู่บ้านเฉยๆก็เลยให้ไปเรียนเหมือนเป็นกวดวิชา 3 ตัว พอสอบผ่านแม่ก็เลยให้เรียนต่ออีก 2 ตัวจนเทียบว่า จบม.6 แล้วก็เข้ามหาวิทยาลัยเลย ซึ่งมันตรงกับช่วงที่เข้ามาเป็น BNK พอดี อะไรหลาย ๆ อย่างก็เลยง่ายขึ้น เพราะเรามีหลักแหล่งแล้วว่าเราเรียนที่นี่นะ คณะนี้นะ เหลือแค่เราต้องลงวิชาให้กระทบกับงานให้น้อยที่สุดค่ะ
งานของไอดอล งานก็ต้องดี การเรียนก็ต้องดีด้วย งานส่วนมากก็เลยจะเป็นช่วงบ่าย ซ้อมก็จะเป็นช่วงเย็น ๆ แรก ๆ ก็จะซ้อมกันทุกเย็นค่ะ เสาร์อาทิตย์ก็จะซ้อมเต็มวันเพื่อปรับพื้นฐานกันเพราะเราต้องเตรียมตัวให้พร้อมมากที่สุดก่อนจะเดบิวต์ค่ะ ส่วนปัจจุบันเราก็ยังซ้อมกันเรื่อย ๆ แต่อาจจะมีสมาชิกบางคนต้องขาดซ้อมไปบ้าง เพราะติดงาน ถ่ายนู่น ถ่ายนี่ หรือมีไปออกงานตามสื่อต่าง ๆ ค่ะ
ไอดอลแบบปัญ คำว่าไอดอลสำหรับหนู มันไม่ได้ตีกรอบว่าเราจะต้องเป็นไอดอลแบบไหน หนูแค่คิดว่าหนูก็เป็นของหนูแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สำคัญคือ ต้องไม่ลืมวันแรกที่เข้ามาว่าเราต้องการอะไร มีจุดมุ่งหมายอะไร แล้วก็เป็นเหมือนเดิมไปตลอด คนที่เขารักเราตั้งแต่วันแรก ก็จะไม่เปลี่ยนไปตลอดไปค่ะ ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีก็ยังตื่นเต้นอยู่ตลอด เหมือนเราคิดถึงแฟนคลับที่เขารอดูอยู่

แฟนคลับกับไอดอล

เวลาที่เขามารอเราก็ทั้งร้อนทั้งเหนื่อย ส่วนเราก็ซ้อมเพื่อให้เขาดู เหมือนว่ามันเป็นการแลกเปลี่ยนกัน เราซ้อมเพื่อให้เธอมีความสุข คนที่มารอก็รอเพื่อให้คนบนเวทีรู้ว่ามีคนดูอยู่นะ มันลงล็อคกันพอดีค่ะ หนูก็รู้สึกว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่น่ารักดีค่ะ 

แฟนคลับกับไอดอล ด้วยความที่เราเป็นคนสาธารณะ เราก็ต้องวางตัวให้มีระยะห่าง แต่ไม่ใช่คนที่ดูหยิ่ง เราสามารถคุยกับเขาได้ปกติ เพียงแต่เราจะไม่เข้าไปรู้ทุกอย่างของเขาหรือบอกเขาทุกอย่าง คือเราทำได้แค่มอบความสุขให้กับเขาค่ะ
เนย กานต์ธีรา วัชรทัศนกุล – มองโลกให้สดใสในแบบของเนย
“ขอแค่ได้ลองทำ อย่างน้อยก็ได้รู้จริงๆว่าทำได้ไหม ดีกว่ามานั่งคิดเอง” – เนย BNK48
ทางเดินที่เนยเลือก ก็ที่หนูเรียนมันจะเป็นสายวิทย์แต่ที่เราเรียนเพราะว่าเหมือนสายมันต่อมาจากมัธยมปลายค่ะ ตอนนั้นก็เหมือนเรียนให้พ่อแม่ด้วย ถามว่าชอบไหม ก็ชอบค่ะแต่รู้สึกว่ามันไม่ใช่ที่สุดของชีวิตเรา ตอนนี้ก็รู้สึกว่าโตแล้วเลยอยากทำอะไรที่เราชอบบ้าง ก็อันนี้บังเอิญมากเห็นประกาศรับสมัคร BNK บน Facebook เลยสมัครดูค่ะ

เนยอ๊บของเหล่าโอตะ

จริงๆหนูเป็นคนชอบร้องชอบเต้นอยู่แล้วแต่ว่าขี้อายมาก พ่อแม่หรือญาติๆก็จะไม่เคยรู้เลยค่ะ หนูก็จะแกะท่าเองแล้วก็เต้นอยู่หน้ากระจก พอตอนมาสมัครกรรมการก็ถามว่ามีอะไรจะแสดงไหม ด้วยความที่หนูอายไม่กล้าแสดงต่อแล้วเลยบอกว่าไม่มีค่ะ พอกำลังจะหันหลังกลับเขาก็ถามว่า อ้าวไม่มีจริง ๆ เหรอ หนูเลยบอกว่าก็เตรียมเต้นมานิดหนึ่งค่ะ ก็พอเต้นเสร็จครูสอนเต้นเขาก็ถามว่านี่ไม่เคยเรียนเต้นมาจริง ๆ เหรอ
ความกล้าชนะความกลัว หนูว่านี่มันเหมือนเป็นโอกาสประจวบเหมาะพอดี ตอนแรกก็ลังเลมากเลยว่าจะสมัครดีไหม ถ้าต้องไปอยู่ต่อหน้ากรรมการเราจะทำได้ไหม แต่สุดท้ายก็ลงสมัครไป คือขอแค่ให้ได้ลองทำก่อนอย่างน้อยก็ได้รู้ว่ามันจะได้ไหม ดีกว่ามานั่งคิดเอง ถ้าได้ทำก็จะได้รู้ผลจริง ๆ ว่ามันจะเป็นอย่างไร
ชีวิตจริงของไอดอล พอได้เข้ามาแล้วน้ำตาไหลบ่อยมาก เพราะหนูก็เป็นเด็กปกติค่ะ ที่เรียน เล่น ช่วงสอบก็อ่านหนังสือ แต่พอมาอยู่ตรงนี้แล้วมันต้องแบ่งเวลาเยอะมาก เรียนเสร็จก็ต้องไปซ้อม ระยะทางก็ไกล ปกติหนูก็ไม่ชอบออกกำลังกาย แต่ซ้อมก็ต้องออกกำลังกายหนัก เหมือนว่าตอนนั้นเรายังไม่รู้อะไรเลยค่ะ ไม่รู้จักด้วยซ้ำว่า AKB คืออะไร หนูรู้แค่ว่าอยู่ตรงนี้แล้วได้ร้อง ได้เต้น แค่นั้น พอมาเจออย่างนี้เหมือนมันเริ่มท้อว่าเราคิดถูกไหมนะ แต่พอผ่านมาเรื่อย ๆ ก็รู้สึกว่าคิดถูกมากค่ะ เหมือนเราได้เติบโต ได้ร้อง ได้เต้นให้คนอื่นดู ได้รับการตอบรับว่าเราทำได้โอเค นั่นคือความสุขที่เราได้รับกลับมา หนูก็ถือว่าหนูประสบความสำเร็จแล้ว
น้องเล็กกลุ่มชราไลน์ ช่วงแรกๆเราจะอยู่กันตามอายุมากกว่าค่ะ แล้วก็ตอนนั้นเราอยู่หอด้วยกัน พอเราอยู่ด้วยกันไปกินข้าวด้วยกันมันเลยสนิท แล้วบังเอิญว่าอายุเยอะ ก็เลยตั้งเป็นกลุ่มชราไลน์ค่ะ หนูเป็นน้องเล็กของกลุ่มชราไลน์เลยนะคะ
ไลน์เต้นที่ไม่เหมือนกัน ตอนแรกหนูก็ไม่รู้ว่าไลน์เต้นคืออะไร แต่ครูบอกว่ามันเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละคนค่ะ บางทีเราปล่อยให้มันเป็นตามธรรมชาติค่ะ สำหรับหนูมันก็ไม่ได้เต้นไม่พร้อมขนาดนั้น แต่ว่าด้วยความที่ไลน์เต้นของแต่ละคนมันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกัน

ไลน์เต้นที่ใส่เอกลักษณ์ของแต่ละคน

มันก็เลยดูไม่เหมือนกัน ไม่พร้อมกัน หนูมองว่ามันเป็นเสน่ห์มากกว่าค่ะ แต่พวกเราก็พยายามปรับให้มันดีขึ้นเรื่อยๆค่ะ คุณครูจะพูดเสมอค่ะว่าอย่าลืมเอกลักษณ์ของตัวเอง เพราะใน BNK สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ความเป็นตัวเอง ถ้าเราเปลี่ยนมากเกินไปเราก็จะสูญเสียความเป็นตัวเองไปค่ะ
การแข่งขันของเนย BNK คนภายนอกจะมองว่าเราต้องแข่งขันอันดับกัน แต่หนูว่ามันเหมือนการแข่งกับตัวเองมากกว่าค่ะ เราไม่ได้ไปทำให้เพื่อนเราเสียหายอะไร เราก็พัฒนาที่ตัวเรา ถ้ามันจะขึ้นก็เหมือนว่าเป็นผลมาจากที่เราพัฒนามากกว่า
อนาคตข้างหน้า หนูอยากให้วงพัฒนาต่อไปเรื่อยๆก่อน อยากทำตรงนี้ให้ดีก่อนค่ะ แต่ก็อยากมีโอกาสมาทางด้านอื่นบ้าง อย่างซีรีส์ถ้ามีโอกาสก็อยากลองค่ะ หนูรู้สึกว่ามันมีความสุขที่ทำตรงนี้ ถึงแม้ว่ามันจะท้อมันจะเหนื่อย แต่ทุกครั้งที่ได้ขึ้นเวที หนูยิ้ม หนูมีความสุขจริง ๆ ค่ะ
ความในใจที่อยากจะบอกทุกคน อยากบอกว่าขอบคุณมาก ๆ ค่ะ ตอนแรกหนูเหมือนไม่ค่อยมีตัวตนในวงนี้ด้วยซ้ำ คือหนูจะไม่ค่อยถูกพูดถึงเท่าไหร่ แต่ก็เหมือนมีแฟนคลับกลุ่มหนึ่งคอยให้กำลังใจมาตลอด ตอนนี้เขาก็จะคอยแนะนำเราว่าลองทำแบบนี้สิ หรือให้เรากล้ามากขึ้น เราก็ทำตามนะคะแต่ไม่ให้เสียความเป็นตัวตนไป จนตอนนี้หนูก็รู้สึกว่า หนูกล้าแสดงออกมากขึ้น อย่างน้อยก็กล้าคุยมากขึ้น แฟนคลับก็เห็นและสนับสนุน คอยให้กำลังใจมาตลอด หนูรู้สึกว่ามันเป็นครอบครัวแม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน หนูเองก็เคยชอบศิลปินไอดอลมาก่อน ก็คิดว่าเขาแค่บอกว่ารักเพื่อเอาใจแฟนคลับไปอย่างนั้น แต่พอมาอยู่ตรงนี้มันทำให้เรารู้เลยว่ามันจริงมาก คือ เรารักพวกเขาจริง ๆ

หนูพยายามอยู่ค่ะ

เรื่องน้ำหนักหนูเป็นคนอ้วนง่ายแต่ว่าจะพยายามไม่กินดึกมากค่ะ จะเน้นกินผลไม้มากขึ้น ส่วนเรื่องนอนดึกก็ถ้ามีเวลานอนหนูก็จะนอนให้เต็มที่ค่ะ อยากบอกทุกคนด้วยที่ยังไม่ได้เข้ามาติดตามพวกเรามากเท่าไหร่ อยากให้ลองเปิดใจฟังพวกเราดูค่ะ จะได้รู้ว่าพวกเราน่ารักขนาดไหน
เจนนิษฐ์ เจนนิษฐ์ โอ่ประเสริฐ – ความจริงใจในแบบเจนนิษฐ์
“เราต้องให้อะไรที่จริงกับคนดู เขาถึงจะให้อะไรที่จริงกลับมา” – เจนนิษฐ์ BNK48
เกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เรียนเต้นมาตลอดค่ะ พอแม่เห็นว่าชอบก็ให้เรียน เห็นประกาศสมัครออดิชั่นก็ขอแม่มา ก็ไปตั้งแต่งานเปิดตัว งาน We Need You ก็พาแม่ไปด้วยค่ะ พอเขาประกาศรับสมัครก็สมัครเลยค่ะ

เจนนิษฐ์ผู้มากด้วยความสามารถ

ไอดอลคือกำลังใจ จากการที่หนูเคยติดตามไอดอล เป็นฝ่ายเป็นแฟนคลับมาก่อน เวลาดูเขารู้สึกว่า มีอารมณ์ไปเรียน ไปทำงาน รู้สึกมีความสุข เขาเป็นแรงบันดาลใจว่าเขาทำงานหนักกว่าเรามากๆเขายังมีแรงมาร้องเพลงให้เราฟัง มาเต้นให้เราดู เขาแทบจะไม่มีเวลาพักเลย เทียบกับเราที่แค่เรียนหนังสือทำไมเราจะทำไม่ได้ มันเหมือนเขาเป็นบุคคลตัวอย่างให้เรา ไม่ใช่ว่าจะเลียนแบบนะคะ แต่เหมือนเราอยากจะได้ดีแบบเขา มันยิ่งทำให้เรามีความตั้งใจที่จะทำอะไรที่เราชอบให้ดียิ่งขึ้นไปอีก
เมื่อฉันคือไอดอล การเข้ามาว่ายากแล้วแต่การอยู่ไปเรื่อย ๆ มันก็ยากขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ มันมีอะไรที่ท้าทาย มีอุปสรรคใหม่เข้ามาทุกวัน เราต้องปรับตัวจากคนธรรมดามาเป็นคนที่ทุกคนจับตามองตลอดว่าเราจะทำอะไร เป็นเหมือนบุคคลตัวอย่างที่มีน้อง ๆ เด็ก ๆ จนกระทั่งผู้ใหญ่มาติดตาม เราก็ต้องวางตัวเป็นกลาง พูดจาให้ไพเราะ เลือกพูดอะไรต้องให้เหมาะสม ทำอะไรต้องมีสติมาก ๆ ค่ะ คือเราพลาดครั้งหนึ่งมันจะได้รับผลกระทบทั้งต่อตัวเราแล้วก็ต่อวงด้วยค่ะ
ให้ความสำคัญกับภาษา มีคนบอกว่าพูดจา ร.เรือ ชัด ไม่รู้ว่าเกี่ยวไหมนะคะ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบภาษา ก็เลยอยากอ่านออกมาให้ถูกต้อง เขาก็เลยบอกว่าดูเป็นคนรักภาษาไทยดีนะ ก็คิดว่าน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้นะคะ
การจัดการกับความเหนื่อย ถามว่าเหนื่อยไหม คือ ความเหนื่อยร่างกายอาจจะปรับสภาพให้ชินขึ้น แข็งแรงขึ้น เต้นได้นานขึ้น ร้องเพลงได้นานขึ้น แต่เวลาไปออกงานเราจะโดนสูบพลังงานมากกว่าเวลาซ้อมค่ะ เราก็ต้องหาอะไรทำที่จะกระตุ้นเราขึ้นมา อย่างบางคนมีเวลาว่างก็อาจจะนอนพักให้ร่างกายได้พักผ่อนบ้าง หรือพักสมอง เพราะนี่มันเป็นอาชีพที่ค่อนข้างใช้ความคิดเยอะนิดหนึ่ง หนูก็อาจจะอ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานอดิเรกทั่วไปค่ะ ถ้าถามว่าท้อไหม ก็มีแต่เหนื่อยค่ะ แต่ส่วนตัวหนูเองก็ไม่ท้อนะคะ อาจจะด้วยติดตามวงการมาพอสมควรก็รู้ว่ามันต้องเจออะไรแบบนี้บ้าง
ฉายาลูกพี่ ไม่แน่ใจค่ะ เขาก็ตอบไม่ค่อยเหมือนกันค่ะ บางคนก็บอกว่าเพราะมีกล้าม หรือเพราะเป็นคนพูดตรง กล้า ๆ เป็นคนห้าว ๆ บางคนก็บอกว่าเพราะท่าทาง บุคลิก แล้วแต่คนจะคิดค่ะ มันก็เท่ดีนะคะ ไม่มีใครเหมือนดี

ฉายาลูกพี่ของเจนนิษฐ์

ทำไมเจนนิษฐ์มีกล้าม!! หนูก็สงสัยหมือนกันค่ะ น่าจะเป็นเพราะกรรมพันธุ์นะคะ คนอาจจะนึกว่าหนูชอบเล่นกีฬาแต่หนูก็ไม่ได้เสพติดการออกกำลังกายนะคะ ซ้อมเสร็จกลับบ้านไปหนูก็ไม่ได้ออกนะคะแต่กล้ามมันมาเองค่ะ หนูก็เริ่มเต้นตั้งแต่ 5 ขวบสิบกว่าปีมาแล้ว ก็มีกล้ามสะสมมาแล้วยิ่งไปเป็นนักกีฬา เป็นนักวิ่งก็ยิ่งสะสม แต่จริง ๆ ตอนแรกหนูก็ไม่ได้กล้ามขนาดนี้นะคะ ถ้าย้อนไปดู BNK senpai ตอนแรก ๆ หนูก็ไม่มีกล้ามนะคะ ไป ๆมา ๆ มันก็มาเองแล้วลดไม่ลงด้วย มีช่วงหนึ่งพักไม่ออกกำลังกายเผื่อมันจะหายไป ก็ไม่ไปค่ะ มันก็ยังอยู่
ลูกพี่กลัวอะไร กลัวแม่ค่ะ ไม่ชอบทะเลาะกันค่ะพอพูดกันตึงๆแล้วก็จะต้องแยกออก ไม่ได้เดี๋ยวตีกันค่ะ เราจะรู้จังหวะว่าใครเริ่มอารมณ์ขึ้น หรือว่าช่วงไหนสงบ ต้องหาจังหวะคุยกันค่ะ จริง ๆก็ไม่ได้กลัวค่ะเรียกเกรงใจดีกว่า ส่วนคำว่า กลัว กับพวกสัตว์เลื้อยคลานที่คนส่วนใหญ่จะกลัวกัน หนูก็จะไม่ค่อยเท่าไหร่ค่ะเพราะโตมากับบ้านสวน แต่ก็จะมีแค่จิ้งจกกับตุ๊กแกเป็นข้อยกเว้นค่ะ
กว่าจะเจอตัวตน มันก็แล้วแต่ช่วงจังหวะช่วงวัย เด็กแต่ละคนอาจจะหาตัวเองเจอในช่วงวันที่ต่างกัน อย่างตัวหนู หนูรู้สึกว่านิสัยตัวเองก็เปลี่ยนไปในทุกๆปี โตขึ้นในทุกๆวัน กว่าจะรู้จักตัวเองก็ม.5 ถึงรู้ว่าตัวเองอยากทำอะไรจริงจัง จริง ๆ ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ น้อง ๆ ยังมีเวลาหาความฝันเยอะแยะ แต่อย่าบอกว่าตัวเองไม่มีความฝันค่ะ หนูเชื่อว่าลึกๆทุกคนก็ต้องมีสิ่งที่ชอบแน่นอน แต่ว่าก็ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน เราก็ยังมีพ่อแม่ เพื่อน พี่น้อง ให้ปรึกษาในเรื่องการใช้ชีวิตต่าง ๆ หนูว่าปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติดีกว่าค่ะ ไม่ต้องไปเร่งรีบอะไรมาก
ความจริงใจถึงคนดู คือเวลาออกไปไม่ใช่แค่ยิ้มให้เขาเฉย ๆ แบบนั้นก็เป็นการยิ้มแบบไม่จริงค่ะ แต่ถ้าเราสนุกกับเนื้อเพลง สนุกกับการเต้นของเรา มันจะส่งไปถึงคนดูได้ เพราะฉะนั้นเราต้องให้อะไรที่จริงกับเขา เขาถึงจะให้อะไรที่จริงกลับมา
สิ่งที่อยากจะทำ Project ในหัวหนูเยอะมากค่ะ แต่ว่าถ้าเอาที่ใกล้ที่สุดแล้วก็เป็นไปได้มากที่สุดก่อนก็คืองานแสดงค่ะ เพราะเคยทำมาตอนเด็ก ๆ แล้วรู้สึกชอบก็น่าจะต่อยอดไปทางานแสดงมากขึ้น แล้วก็อยากลองทำเบื้องหลังด้วยค่ะ

งานแสดงของเจนนิษฐ์

ถ้าต้องจบการศึกษาจาก BNK หนูคงอยากให้ BNK อยู่ในจุดที่มั่นคงพอสมควร ที่หนูจะออกไปแล้วมีรุ่นน้องที่ไว้ใจได้ที่เขาจะสานต่อ BNK ต่อค่ะ หนูเองก็คงไปทำงานในวงการบันเทิงอื่น ๆ ที่ไม่เคยทำ แล้วก็อาจจะเปิดธุรกิจของตัวเองแล้วแวะเวียนมาดู BNK บ้างว่าเป็นอย่างไรบ้าง จริง ๆ ก็เพิ่งเดบิวต์มาปีกว่า ๆ ยังเหลือเวลาอีกเยอะเลยค่ะ ที่เราจะได้ใช้เวลาสนุก ๆ ร่วมกันค่ะก็อยากจะให้ติดตามพัฒนาการของทั้งตัวหนูเอง แล้วก็เพื่อน ๆ ในวง รวมถึงน้อง ๆ รุ่น 2 รุ่น 3 ที่จะเข้ามาด้วยก็อยากจะให้เป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนค่ะ แล้วก็อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ นะคะ

อีจันบันเทิงขอบอกเลยว่าสาว ๆ BNK48 ทั้งน่ารัก ทั้งสดใส สมวัยจริง ๆ อย่างนี้จะไม่ให้รักไม่ได้แล้ว ต้องรีบเข้าไปสมัครเป็นโอตะบ้างแล้วนะคะเนี่ย..

#อีจันบันเทิง #BNK48

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...