โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

‘เพราะโลกร้อน ตัวอักษรจึงละลาย’ สื่อสารปัญหาโลกร้อนด้วยฟอนต์ตัวแทนน้ำแข็งขั้วโลก

a day magazine

อัพเดต 25 ก.พ. 2564 เวลา 08.43 น. • เผยแพร่ 25 ก.พ. 2564 เวลา 08.42 น. • a team

โลกร้อน

เคยจินตนาการไหมว่าฟอนต์ที่เราใช้และเห็นกันอยู่ทุกวัน จะสามารถกระตุกเตือนใจให้นึกถึงภาวะโลกร้อนขึ้นมาได้

Helsingin Sanomat หนังสือพิมพ์จากเจ้าหนึ่งของประเทศฟินแลนด์  ได้พัฒนาฟอนต์ที่มีชื่อว่า Climate Crisis ขึ้นมา โดยหวังสร้างการตระหนักรู้อย่างเร่งด่วนถึงภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการสะท้อนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกที่ลดลงเรื่อยๆ ผ่านรูปแบบตัวอักษรที่ค่อยๆ เว้าแหว่งไป

ปกติแล้วฟอนต์ทั่วๆ ไปจะปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ 

ด้วยเหตุนี้ รูปแบบตัวฟอนต์ที่เป็นส่วนบางและส่วนโค้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tuomas Jääskeläinen อาร์ตไดเรกเตอร์ของ Helsingin Sanomat อธิบายว่าเป็นขอบคมน้ำแข็ง จะค่อยๆ ไล่ความหนาที่สุดจนมาบางที่สุดตามปีที่ผ่านพ้น ราวกับว่ามันละลายหายไปหรือจมลงในมหาสมุทรนั่นเอง

แต่ความหนาความบางของตัวอักษรนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะด้วยความที่ Helsingin Sanomat เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีบทบาทเป็นสื่อมวลชน พวกเขาจึงออกแบบฟอนต์ Climate Crisis โดยอิงกับข้อมูลในอดีตจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NSIDC) ตลอดจนการคาดการณ์ในอนาคตจากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ขนาดในปี 2000 รูปแบบฟอนต์ยังแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวเล็กน้อยของน้ำแข็งในทะเลตามข้อมูล

Helsingin Sanomat คาดหวังว่าฟอนต์ของพวกเขาจะทำให้ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเห็นได้เป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ทีมผู้จัดทำได้เปิดให้ดาวน์โหลดฟอนต์ได้ฟรี เพื่อที่นักออกแบบและองค์กรข่าวอื่นๆ จะนำไปใช้ในการเล่าเรื่องเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนได้อย่างทรงพลังขึ้นต่อไป

แหล่งข้อมูล: www.dezeen.com

ปกติแล้วฟอนต์ทั่วๆ ไปจะปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แล้วฟอนต์ทั่วๆ ไปจะปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั่วๆ ไปจะปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ฟอนต์ทั่วๆ ไปจะปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ทั่วๆ ไปจะปรับได้แค่ความหนาหรือตัวเอียง แต่ความพิเศษของฟอนต์ Climate Crisis นั้น ผู้ใช้สามารถปรับน้ำหนักรูปแบบตัวอักษรด้วยการเลื่อนไทม์สเกล ซึ่งน้ำหนักที่แตกต่างกันของฟอนต์คือการแทนปริมาณน้ำแข็งในทะเลอาร์กติก โดยคุณจะเลือกปีไหนก็ได้ในช่วง 1979-2050 เนื่องจากปี 1979 เป็นปีที่มีการตรวจน้ำแข็งในทะเลอาร์กติกด้วยดาวเทียมครั้งแรก และในปี 2050 ได้มีการคาดการณ์ว่าน้ำแข็งจะหดตัวลงถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ รูปแบบตัวฟอนต์ที่เป็นส่วนบางและส่วนโค้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ Tuomas Jääskeläinen อาร์ตไดเรกเตอร์ของ Helsingin Sanomat อธิบายว่าเป็นขอบคมน้ำแข็ง จะค่อยๆ ไล่ความหนาที่สุดจนมาบางที่สุดตามปีที่ผ่านพ้น ราวกับว่ามันละลายหายไปหรือจมลงในมหาสมุทรนั่นเอง แต่ความหนาความบางของตัวอักษรนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาลอยๆ เพราะด้วยความที่ Helsingin Sanomat เป็นหนังสือพิมพ์ที่มีบทบาทเป็นสื่อมวลชน พวกเขาจึงออกแบบฟอนต์ Climate Crisis โดยอิงกับข้อมูลในอดีตจากศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NSIDC) ตลอดจนการคาดการณ์ในอนาคตจากข้อมูลของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ขนาดในปี 2000 รูปแบบฟอนต์ยังแสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวเล็กน้อยของน้ำแข็งในทะเลตามข้อมูล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...