โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ดาวโจนส์” ปิดลบ 269 จุด กังวลศึกตะวันออกกลาง-เงินเฟ้อพุ่ง

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันศุกร์ (10 เม.ย.) เนื่องจากนักลงทุนชะลอการลงทุนก่อนเข้าสู่ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พร้อมกับจับตาสถานการณ์การเจรจาสันติภาพในตะวันออกกลางที่ยังคงดำเนินอยู่อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 47,916.57 จุด ลดลง 269.23 จุด หรือ 0.56% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,816.89 จุด ลดลง 7.77 จุด หรือ 0.11% ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,902.90 จุด เพิ่มขึ้น 80.48 จุด หรือ 0.35%

ภาพรวมของตลาดในรอบสัปดาห์นี้ ดัชนีหลักทั้ง 3 ดัชนีสามารถทำสถิติปรับตัวเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 แม้ว่าสัปดาห์นี้จะเริ่มต้นด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียด หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะทำลายอารยธรรมทั้งหมดหากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้อง แต่เมื่อแนวโน้มการหยุดยิงเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นฟื้นตัวกลับมาได้

สำหรับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ยังคงมีความเปราะบางและถูกคุกคามจากการกล่าวหาว่ามีการละเมิดข้อตกลง โดยอิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีเลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่านายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล จะออกมาระบุว่ากำลังแสวงหาการเจรจาโดยตรงกับเลบานอนก็ตาม นอกจากนี้ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญยังคงถูกอิหร่านปิดกั้น โดยอิหร่านได้เรียกร้องให้มีการหยุดยิงในเลบานอนและปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้ เพื่อเป็นเงื่อนไขในการกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง

ด้านปัจจัยทางเศรษฐกิจที่สำคัญ รายงานดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อที่สำคัญตัวแรกที่เผยแพร่หลังเกิดสงครามกับอิหร่าน บ่งชี้ว่าราคาผู้บริโภคมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นรายเดือนในระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ซึ่งเป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงานตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินพุ่งสูงถึง 21.2% ขณะที่ดัชนี Core CPI ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นมีแนวโน้มที่จะส่งผลชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลายเดือนข้างหน้า

ขณะเดียวกัน นางแมรี ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก ได้ออกมากล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ผลกระทบของราคาน้ำมันจากสงครามอิหร่าน จะทำให้กรอบเวลาในการนำอัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ของเฟดต้องขยายออกไป นอกจากนี้ รายงานอีกฉบับจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนยังระบุว่า ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนนี้ ส่วนการคาดการณ์ในระยะใกล้ก็ปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2523

เมื่อพิจารณาในส่วนของหุ้นรายกลุ่มพบว่า จาก 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักในดัชนี S&P500 มีถึง 7 กลุ่มที่ปิดในแดนลบ โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานและกลุ่มเฮลท์แคร์ปรับตัวลดลงมากที่สุดที่ 1.43% และ 1.33% ตามลำดับ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและกลุ่มวัสดุ ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.76% และ 0.64% ตามลำดับ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปที่เป็นผู้นำตลาดและสามารถทำสถิติแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดย บริษัท บรอดคอม อินคอร์ปอเรท หรือ Broadcom พุ่งขึ้น 4.7% และ บริษัท เอ็นวิเดีย คอร์ปอเรชั่น หรือ Nvidia ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.6%

ในส่วนของหุ้นกลุ่มการเงินมีการปรับตัวลดลง ก่อนที่ธนาคารขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ จะมีการประกาศผลประกอบการในสัปดาห์หน้า ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลรายงานผลประกอบการประจำไตรมาสแรกอย่างไม่เป็นทางการ โดยข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรรวมของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 จะเติบโต 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Ingalls & Snyder ในนครนิวยอร์ก ให้ความเห็นทิ้งท้ายว่า ฤดูกาลประกาศผลประกอบการอาจมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนความสนใจของตลาด ให้กลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ซึ่งเป็นสิ่งที่ตลาดหุ้นควรให้ความสำคัญมากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...