โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บริบทแบงก์ท่ามกลาง ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 17 ชั่วโมงที่ผ่านมา • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ท่ามกลางกระแสมรสุมเศรษฐกิจโลก กระหน่ำหนักตั้งแต่ต้นปี 2569 จึงเห็นภาพการปรับตัวครั้งสำคัญภาคสถาบันการเงินไทย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การรักษาเสถียรภาพของตัวเองเท่านั้น แต่เป็นการ “กางปีก” ปกป้องภาคธุรกิจไทย ที่กำลังบอบช้ำจากปัจจัยลบรอบด้าน

ทั้งปัญหาสงครามที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานผันผวน และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จนกลายเป็นโจทย์หินพิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการความเสี่ยงของธนาคารพาณิชย์ไทยอย่างแท้จริง..!!

หัวใจสำคัญสะท้อนผ่านมุมมอง 2 ธนาคารอย่างธนาคารกรุงทพ (BBL)และธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่เห็นตรงกันว่า “สภาพคล่อง” คือเส้นเลือดใหญ่ที่ขาดไม่ได้

“ชาติศิริ โสภณพนิช” ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ (BBL) ชี้ให้เห็นว่า ยามวิกฤตเช่นนี้ธนาคารต้องทำหน้าที่มากกว่าการเป็นแหล่งเงินทุน แต่ต้องเป็น “ที่ปรึกษา” และ “ผู้สนับสนุน” โดยการอัดฉีด Liquidity Line และ Working Capital เพื่อให้ฟันเฟืองของธุรกิจหมุนต่อไป การช่วยเหลือแบบรายกรณี (Case by Case) จึงเป็นกลยุทธ์หลัก เพราะนาทีนี้ความต้องการของแต่ละธุรกิจมีความเฉพาะเจาะจงสูงเกินกว่าจะใช้มาตรการแบบเหมาเข่ง

สิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการเงินไทย นั่นคือ การเตรียมพร้อมล่วงหน้า BBL โชว์ตัวเลขสำรองหนี้สูญ (Coverage Ratio) สูงถึง 180% เปรียบเสมือน “กันชน” ขนาดใหญ่ที่ช่วยลดแรงกระแทกจากหนี้เสียที่อาจพุ่งสูงขึ้นในอนาคต การตั้งสำรองเชิงรุกเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อความปลอดภัยของธนาคารเอง แต่เพื่อยืนยันว่าสถาบันการเงินจะยังมีกำลังพอที่จะประคองลูกค้าไปได้จนสุดทาง แม้ในวันที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุดจะมาถึง

“ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย ได้ให้มุมมองที่ลึกซึ้งขึ้นว่า วิกฤตรอบนี้ “เงินอย่างเดียวแก้ไม่ได้” เพราะสิ่งที่เปลี่ยนไป คือ โครงสร้างและพฤติกรรมการบริโภค ธนาคารจึงต้องเข้าไปช่วยลูกค้าปรับเปลี่ยน Business Model เพื่อความอยู่รอด เช่น การปรับกลยุทธ์การขาย หรือ การลดต้นทุนการผลิต

นี่คือการยกระดับจากการช่วยเหลือทางการเงินไปสู่การช่วยเหลือทางปัญญา ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในยุคใหม่

สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ “ฐานความเสี่ยงที่กว้างขึ้น” เดิมทีความเปราะบางมักกระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม SME หรือรายย่อย แต่ปัจจุบันผลกระทบจากราคาพลังงานและค่าขนส่งที่สูงขึ้น ได้เริ่มลุกลามสู่กลุ่มธุรกิจที่เคยแข็งแรง ทำให้ธนาคาร ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรับมือยาวและลึกขึ้น การประเมินสถานการณ์แบบ “วันต่อวัน” กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการและธนาคาร ต้องใช้ร่วมกันเพื่อความอยู่รอด

ภาพรวมธนาคารไทยขณะนี้ คือ การเดินหน้าบนเส้นทางต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง การชะลอการลงทุน โครงการที่ไม่จำเป็น และการควบคุมต้นทุนภายในธนาคารเอง เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ เพื่อรักษาทรัพยากรไว้ใช้ในการช่วยเหลือลูกค้า อย่างไรก็ตามความหวังยังคงอยู่ที่การฟื้นตัวของปัจจัยภายนอก หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายเร็ว โอกาสธุรกิจไทยจะกลับมาฟื้นตัวก็มีสูง แต่หากยืดเยื้อ “ความอดทน” และ “ความแข็งแกร่งของสำรอง”กลายเป็นปัจจัยตัดสินว่าใครจะอยู่หรือใครจะไปในสมรภูมินี้

การที่แบงก์งัดแผน BCP (Business Continuity Plan) ออกมาใช้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุก ถือเป็นสัญญาณบวกบอกว่าระบบการเงินไทยมีความพร้อม แต่สำหรับภาคธุรกิจ ความท้าทายที่แท้จริงคือการยอมรับความจริงและเร่งปรับตัวควบคู่กับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงิน

เพราะโลกยุคหลังวิกฤต ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้ดีที่สุด..!!??

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...