โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ในประเทศเจริญแล้ว “ความเหลื่อมล้ำ” ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันได้

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ธ.ค. 2567 เวลา 15.45 น. • เผยแพร่ 12 ก.พ. 2566 เวลา 07.23 น.
ประชาชนฝรั่งเศสประท้วงแผนปฏิรูประบบบำนาญ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566/ REUTERS/ Christian Hartmann

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ ผู้เขียน : รุ่งนภา พิมมะศรี

อาจจะดูซ้ำที่พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่ใคร ๆ ก็พูดกันมานานแล้ว แต่การที่เรายังมีเหตุให้ต้องพูดเรื่องนี้กันซ้ำ ๆ ก็ตอกย้ำความจริงว่า ปัญหานี้ยังคงอยู่ ยังไม่ได้ถูกแก้ หรือยังแก้ไม่ได้

ความเหลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคเท่าเทียม เป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก

ประเทศที่ความเหลื่อมล้ำต่ำ ไม่ได้เกิดขึ้นเองเพราะโชคช่วย แต่เป็นไปได้ด้วยการที่รัฐบาลและประชาชนในประเทศนั้นตระหนักถึงปัญหา พยายามแก้ปัญหา และตั้งกฎกติกาเพื่อไม่เพิ่มปัญหานั้น

ถ้าหากเราไปดูสถิติหลายด้านประกอบกัน จะเห็นว่าระดับความเหลื่อมล้ำนั้นเชื่อมโยงกับระดับการพัฒนาทางสังคม การเมือง และประชาธิปไตย

ประเทศที่ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี มีความเหลื่อมล้ำต่ำ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีคะแนนความเป็นประชาธิปไตยสูง และเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาก้าวหน้าแล้ว

ในประเทศโลกที่หนึ่งเหล่านั้น คนไม่ยอมรับกับเรื่องความเหลื่อมล้ำ และการที่ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงตามระบอบประชาธิปไตย ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติเคารพสิทธิ์และเสียงของคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ความเหลื่อมล้ำต่ำกว่าในประเทศที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติไม่เคารพสิทธิ์และเสียงของประชาชน

เพียงแค่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีตัวอย่างในประเทศพัฒนาแล้วที่แสดงให้เห็นถึงความตระหนักและความพยายามลดความเหลื่อมล้ำอย่างน้อยสองสามกรณี

กรณีแรกในสหราชอาณาจักร นักการเมืองฝ่ายค้าน สหภาพแรงงาน และประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลเก็บภาษีกำไรจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หรือภาษีลาภลอยจากบริษัทพลังงานเพิ่มมากขึ้นอีก ให้บริษัทพลังงานจ่ายส่วนแบ่งคืนให้แก่สังคมอย่างเหมาะสม-เป็นธรรม ไม่ให้ร่ำรวยบนความทุกข์ยากของผู้บริโภคมากจนเกินไป และเพื่อที่รัฐบาลจะได้มีงบประมาณมากขึ้น สำหรับนำไปใช้ในโครงการช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชน

ณ ปัจจุบันนี้ภาษีลาภลอยของอังกฤษเก็บ 35% ของกำไรจากน้ำมันและก๊าซ เป็นอัตราใหม่ที่ปรับเพิ่มขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2023 จากเดิมที่รัฐบาลอังกฤษประกาศใช้ภาษีนี้เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2022 กำหนดอัตราไว้ 25% และมีภาษีที่เก็บจากโรงไฟฟ้าอีก 40% ของกำไร โดยมีกำหนดใช้ไปถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2028

กระแสเรียกร้องให้เก็บภาษีลาภลอยเพิ่มขึ้นมีมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และถูกเติมเชื้อเพลิงให้แรงขึ้นอีกในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2023 เมื่อ Shell รายงานผลประกอบการปี 2022 ว่าทำกำไรได้ถึง 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,343,000 ล้านบาท เป็นสถิติกำไรสูงสุดในประวัติศาสตร์ 115 ปีของบริษัท

และถัดมาไม่กี่วัน BP อีกบริษัทน้ำมันรายใหญ่ของอังกฤษรายงานผลประกอบการว่ามีกำไร 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 942,000 ล้านบาท เป็นกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน

พอล โนวัก (Paul Nowak) เลขาธิการสหภาพแรงงาน (Trades Union Congress of UK) วิจารณ์ว่า กำไรอันมากล้นของบริษัทน้ำมันนั้น เป็นสิ่งที่หยาบคายต่อคนทำงานจ่ายภาษี ซึ่งต้องดิ้นเอาตัวรอดจากวิกฤตค่าครองชีพ และเขาเรียกร้องให้รัฐบาลเก็บภาษีลาภลอยมากขึ้นอีก

“เราต้องการให้รัฐบาลยืนอยู่ข้างประชาชนคนทำงาน ไม่ใช่บริษัทพลังงานผู้มั่งคั่งและมีอำนาจทางการเมือง” ตัวแทนสภาพแรงงานอัดรัฐบาล

ตัวเลขอัตราภาษีที่ฝ่ายค้าน-พรรคแรงงานเสนอสูงถึง 78% โดยอิงตามตัวอย่างในประเทศนอร์เวย์

อีกกรณี ในสหรัฐอเมริกา รัฐบาลกำลังพยายามที่จะจัดสรรรัฐสวัสดิการให้ประชาชน ตามแบบอย่างประเทศในยุโรปที่เป็นผู้นำเรื่องรัฐสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แถลงนโยบายประจำปีต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นโยบายของไบเดนในหลาย ๆ ส่วนมุ่งเน้นไปที่การดูแลประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เงินงบประมาณมากขึ้น รัฐบาลจึงพยายามผลักดันกฎหมายที่จะเก็บภาษีผู้มั่งคั่งเพิ่มมากขึ้น

ฝ่ายค้านพรรครีพับลิกันยื่นข้อแลกเปลี่ยนในการขยายเพดานหนี้ว่า รัฐบาลต้องลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งไบเดนแฉในรัฐสภาว่า รีพับลิกันเสนอให้รัฐบาลยกเลิกระบบประกันสังคมและระบบประกันสุขภาพของประชาชน แต่รัฐบาลยืนยันจะไม่ยอมลด และจะลดการขาดดุลงบประมาณโดยการเก็บภาษีคนรวยเพิ่ม

นอกจากนั้น รัฐบาลสหรัฐได้จำกัดราคายาบางชนิด เช่น อินซูลินที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน ไบเดนกล่าวว่า บริษัทยาตั้งราคาเอาเปรียบผู้บริโภคมากเกินไป รัฐบาลจะไม่ยอมให้เป็นแบบนั้นอีกแล้ว

หรือถ้าจะย้อนไปดูอีกตัวอย่าง กรณีที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้สักหน่อย คือ เมื่อวันที่ 19 มกราคม ประชาชนชาวฝรั่งเศสกว่าล้านคนออกมาประท้วงแผนปฏิรูประบบเงินบำนาญ ที่จะขยายอายุเกษียณให้คนทำงานนานขึ้น 2 ปี จากเกษียณอายุ 62 เพิ่มเป็น 64 ปี และได้นัดประท้วงกันอีกครั้งเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

หนึ่งในข้อโต้แย้งของประชาชนและพรรคฝ่ายค้านคือว่า ผลกระทบของการปฏิรูประบบบำนาญจะตกเป็นภาระของคนที่จนที่สุดในสังคม เพราะคนจนส่วนใหญ่จะเริ่มต้นทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วถ้ามีการปฏิรูปพวกเขาจะต้องทำงานเพิ่มอีก 2 ปี โดยไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ เพิ่ม

ความพยายามเรื่องเหล่านี้ยังคงดำเนินอยู่ ยังไม่ถึงบทสรุป แต่ก็เป็นตัวอย่างให้เห็นถึงการไม่ยอมรับ “ความเหลื่อมล้ำ” ของประชาชน และการฟังเสียงประชาชนของรัฐบาลในประเทศที่เขาเจริญแล้ว

นอกจากนี้ ก็มีตัวอย่างที่สำเร็จแล้วให้เห็นมากมาย ซึ่งรูปธรรมหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนก็คือ การที่คนไทยใฝ่ฝันจะย้ายไปอยู่ประเทศเหล่านั้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ในประเทศเจริญแล้ว “ความเหลื่อมล้ำ” ไม่ใช่เรื่องที่จะยอมรับกันได้

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...