เปิด 7 ข้อเรียกร้องกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี จี้รัฐทบทวน-ชะลอเหมืองโปแตช
สะท้อน 4 ข้อกังวลสิ่งแวดล้อม-สิ่งทรุดตัว-ฝุ่นเกลือ และเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เสนอเปิดข้อมูล-ดึงผู้เชี่ยวชาญอิสระประเมินผลกระทบ ด้านนักวิชาการชี้ภาระจัดการกากเกลือมหาศาลกระทบหลายจังหวัดอีสาน
วันนี้ (25 ต.ค.69) ท่ามกลางข้อกังวลของประชาชนในหลายจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับท่าทีการประกาศเดินหน้าเหมืองโปแตชของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีได้ออกมาเรียกร้องรัฐบาลต้องทบทวนและยกเลิกโครงการเมืองแร่โปแตช จ.อุดรธานี เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมสุขภาพและวิถีชีวิตของประชาชนพร้อมแสดงจุดยืนในการคัดค้านดำเนินโครงการเหมืองแร่โปแตชที่อาจส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อม โดยชี้แจงถึง 4 ข้อกังวล 7 ข้อเรียกร้อง
1.ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ
การทำเหมืองแร่ใต้ดินอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการทรุดตัวของพื้นดิน การจัดการแร่ การแพร่กระจายของน้ำเค็มตลอดจนความเสื่อมของคุณภาพดินและแหล่งน้ำธรรมชาติเสื่อมโทรม ประชาชนจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลการประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ครบถ้วนโปร่งใสและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ
2.ผลกระทบต่อวิถีชีวิตและพื้นที่เกษตรกรรม
ประชาชนจำนวนมากใน จ.อุดรธานี ต้องพึ่งพาที่ดินเพื่อทำเกษตร ต้องใช้แหล่งน้ำอุปโภค-บริโภค และใช้ทรัพยากรธรรมชาติในท้องถิ่นในการดำรงชีวิตเราจึงมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลมีการประเมินความเสี่ยงต่อพื้นที่เกษตรกรรมที่จะเกิดจากการทำเหมืองแร่โปแตช ศึกษาการแพร่กระจายของดินเค็ม ศึกษารายได้ครัวเรือน และความมั่นคงในการประกอบอาชีพอย่างรอบด้าน ที่จะต้องสูญเสียไปจากการทำเหมืองแร่โปแตช
3.ผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
ประชาชนในพื้นที่ควรได้รับข้อมูลข่าวสารที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสุขภาพ ผลกระทบจากการขนส่งแร่ ผลกระทบจากผลดินและกิจกรรมทำเหมืองแร่ฝุ่นเกลือตลอดจนการรับรู้ต่อมาตรการป้องกันและแผนการรับมือ หากเกิดภัยพิบัติขึ้น โดยไม่ให้ชุมชนต้องเผชิญความเสี่ยงโดยปราศจากข้อมูลข่าวสารและการคุ้มครองผลกระทบที่ชัดเจนเป็นขั้น เป็นตอน ที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
4.สิทธิและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนตามรัฐธรรมนูญ การตัดสินใจเกี่ยวกับกับโครงการเหมืองแร่สมัยที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีการปิดกั้นไม่ให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น รัฐบาลต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลอย่างถูกต้องครบถ้วน รอบด้าน และทั่วถึงมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และประชาชนสามารถตรวจสอบกระบวนการขั้นตอนการการตัดสินใจได้อย่างแท้จริง
ด้วยข้อกังวลดังกล่าวกลุ่มจึงขอเรียกร้องให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการดังต่อไปนี้
1.เปิดเผยข้อมูลโครงการรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมรวมถึงข้อมูลความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องต่อสาธารณะให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร
2.หน่วยงานภาครัฐ ต้องยึดหลักธรรมาภิบาลที่เป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปราศจากการกีดกันประชาชนในพื้นที่ ให้มีส่วนร่วม
3.หน่วยงานภาครัฐ ต้องให้มีการตรวจสอบความเสี่ยงผลกระทบต่อน้ำบนดิน ใต้ดิน พื้นที่เกษตรกรรมและการทรุดตัวของพื้นดินโดยผู้เชี่ยวชาญที่เป็นอิสระและตรวจสอบได้ เพราะการคัดเลือกตัวแทนผู้มีส่วนได้เสียจะเป็นบุคคลที่สนับสนุนการทำเหมืองแร่โปแตช
4.รัฐบาลต้องทบทวนหรือชะลอ การดำเนินการในส่วนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบที่แก้ไขได้ยาก จนกว่าจะมีข้อมูลเพียงพอและมีการพิจารณาข้อกังวลของประชาชนอย่างจริงจัง
5.รัฐบาลต้องเคารพสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในการแสดงออกโดยสงบและรับฟังเสียงของชุมชนอย่างจริงใจ
6.กลุ่มฯ ขอยืนยันว่าการพัฒนา จ.อุดรธานี ต้องคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและความเป็นธรรมระหว่างคนรุ่นปัจจุบันกับคนรุ่นต่อไป
7.กลุ่มขอเชิญชวนพี่น้องชาวอุดรธานีร่วมติดตามข้อมูลตรวจสอบข้อเท็จจริงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและใช้สิทธิของตนอย่างสันติเพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติของ จ.อุดรธานี ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน และการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง
สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อธิบายเรื่องนี้ ในรายการ เสียงเปลี่ยนเมืองว่า ปัจจุบันแหล่งแร่ที่มีการสำรวจไม่ได้มีแค่พื้นที่ จ.อุดรธานี แต่ยังกินพื้นที่ จ.ชัยภูมิ จ.นครราชสีมา จ.หนองคาย จ.นครพนม จ.ยโสธร จ.ขอนแก่น หากจะต้องมีการทำเหมืองแร่และขุดแร่ขึ้นมาขายจะต้องถามประชาชนอีสาน พร้อมรับสถานการณ์หรือไม่
เนื่องจากการขุดแร่โปแตชขึ้นมาบนดิน ไม่ได้มีเพียงแร่โปแตชอย่างเดียว
“สมมุติว่าจุดแรกที่มีโปแตช จะมีโปแตชอยู่ที่ประมาณ 40% อีก 60% เป็นเกลือ เป็นสารปนเปื้อนอื่น ๆ เพราะฉะนั้น ถ้ามีการผลิตโปแตช 10 ล้านตัน อาจมีกองเกลืออยู่ที่ประมาณ 40-50 ล้านตัน อันนี้คือสิ่งที่เราต้องรับภาระในการที่จะจัดการ”
ทั้งนี้ได้มีการกล่าวถึงแนวทางในอนาคตที่สำคัญกว่าการมองผลประโยชน์ระยะสั้น คือความเห็นของทุกภาคส่วนและชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่
ขณะที่ปัจจุบันในพื้นที่ จ.อุดรธานี กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานียังคงเดินรณรงค์เพื่อลงชื่อคัดค้าน ไม่เอาเหมืองแร่โปแตช