โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เทคโนโลยีพลังงานสะอาด ก้าวต่อไปอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 พ.ย. 2564 เวลา 06.00 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2564 เวลา 06.00 น.

มองข้ามชอต โอฬาร เอื้อวิทยาศุภร (EIC) ธ.ไทยพาณิชย์

 

ในปัจจุบัน ESG หรือ environmental, social และ governance เป็นแนวทางที่องค์กรทั่วโลก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนให้ความสำคัญ และเริ่มนำมาใช้เป็นหลักในการบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะ “E” หรือ environmental ซึ่งหมายถึงการจัดการและความรับผิดชอบของการดำเนินธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อม ประกอบกับกระแสรักษ์โลกที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นในระยะที่ผ่านมา

เห็นได้จากการที่ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกได้ประกาศจุดยืนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในช่วงปี 2050-2060 และควบคุมไม่ให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกอย่างมีนัยสำคัญ

แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมไปถึงวัสดุก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง โดย Global Efficiency Intelligence บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมระบุว่า ในปี 2019 ปริมาณการปล่อย CO2 จากการผลิตเหล็ก และซีเมนต์ คิดเป็นสัดส่วนถึง 11% และ 7% ของปริมาณการปล่อย CO2 ทั้งหมดตามลำดับ

ทั้งนี้ ในปัจจุบันผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างทั้งในต่างประเทศ และไทยต่างก็ขานรับแนวทางการจัดการและความรับผิดชอบของการดำเนินธุรกิจต่อสิ่งแวดล้อมดังกล่าว และเริ่มมีการปรับตัวกันบ้างแล้ว รวมถึงผู้ผลิตซีเมนต์ ซึ่งมีการปล่อย CO2 ราว 620 กิโลกรัมต่อการผลิตซีเมนต์ 1 ตัน โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในกระบวนการเผาวัตถุดิบเพื่อให้ได้ปูนเม็ด (clinker) ซึ่งใช้พลังงานจากฟอสซิล อย่างถ่านหิน เป็นเชื้อเพลิงหลัก

ทั้งนี้ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตซีเมนต์ทั้งในต่างประเทศ และไทยเริ่มดำเนินการลดสัดส่วนการใช้พลังงานจากถ่านหิน โดยหันมาใช้พลังงานทดแทนจากขยะเชื้อเพลิง (refuse derived fuel : RDF) และชีวมวล (biomass) ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาถ่านหินอีกด้วย โดยภายในปี 2021 ผู้ผลิตซีเมนต์รายใหญ่ของไทยมีแผนเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ราว 20-30% ของแหล่งพลังงานในการผลิตทั้งหมด

แม้ว่าผู้ผลิตซีเมนต์ส่วนใหญ่จะเริ่มทยอยปรับตัวบ้างแล้ว แต่ในอนาคตยังจำเป็นต้องมีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้เพิ่มเติม โดย McKinsey ได้ประเมินว่า วิธีการลดการปล่อย CO2 แบบดั้งเดิม (traditional) เช่น การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การใช้วัสดุทดแทนเม็ดปูน เช่น เถ้าลอยจากการเผาถ่านหิน วัสดุผสมปอซโซลาน จะสามารถช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ราว 30% เท่านั้น รวมถึงต้องเผชิญความท้าทายด้านการขาดแคลนวัสดุที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทางเลือก และวัสดุทดแทนเม็ดปูน

ดังนั้น ผู้ประกอบการควรเริ่มศึกษานวัตกรรมใหม่ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO2 เพิ่มเติมได้อีก 25%-30% ภายในปี 2050 ควบคู่ไปด้วย ซึ่งได้แก่

1) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ CO2 (carbon capture and storage : CCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้กระบวนการทางเคมีในการดักจับ CO2 ก่อนออกสู่ชั้นบรรยากาศ และฉีดอัดเพื่อกักเก็บใต้ดินลึกหลายกิโลเมตร โดยปัจจุบัน CCS ยังอยู่ในระหว่างพัฒนาและเริ่มใช้กับอุตสาหกรรมโรงไฟฟ้าเป็นหลัก แต่คาดว่าจะมีการนำมาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตอื่น ๆ รวมถึงซีเมนต์ได้ในอนาคต

2) green cement ซึ่งปัจจุบันมีบริษัท startup หลายแห่งกำลังทำการวิจัยและพัฒนา โดยมีหลักการสำคัญคือ ลดสัดส่วนการใช้หินปูนในการผลิตซีเมนต์ โดยแทนที่ด้วยสารเคมีชนิดอื่นที่ปล่อย CO2 ผ่านการเผาไหม้น้อยกว่า อย่างแมกนีเซียมไดออกไซด์ และหินปูนสังเคราะห์

อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการทยอยปรับตัวเพื่อลดการปล่อย CO2 อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะประเทศจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ของโลก ได้มีการเริ่มปฏิรูปอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศตั้งแต่ปี 2016 โดยทยอยลดกำลังการผลิตด้วยการสั่งปิดโรงงานผลิตเหล็กคุณภาพต่ำที่มากเกินความต้องการ จนก่อให้เกิดมลพิษจากการผลิตเหล็กราคาถูกที่มากเกินไป ต่อเนื่องมายังปี 2021 ซึ่งมีการควบคุมกำลังผลิตในประเทศอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาเหล็กปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับสูงในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ในระยะยาวจีนยังมีแผนเพิ่มการใช้เตาอาร์กไฟฟ้า (electric arc furnace : EAF) ซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซ CO2 อยู่ที่ราว 440 กิโลกรัมต่อการผลิตเหล็ก 1 ตัน น้อยกว่าเตา basic oxygen furnace (BOF) ถึง 4 เท่า โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนโรงเหล็กแบบเตา EAF จากราว 10% ในปี 2020 มาอยู่ที่ 30% ของกำลังการผลิตในปี 2030 สำหรับการผลิตเหล็กในไทยนั้น ปัจจุบันมีการใช้เตาหลอม 2 ชนิด ได้แก่ EAF และ IF ซึ่งถือเป็นเตาหลอมที่มีการปล่อย CO2 ในระดับต่ำ สะท้อนว่าผู้ผลิตเหล็กไทยก็ให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแล้วด้วยเช่นกัน

EIC มองว่า ในระยะยาวเทคโนโลยีการผลิตเหล็กใหม่ ๆ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วย

1) เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บ CO2 ซึ่งช่วยดักจับและกักเก็บคาร์บอนคล้ายกับการผลิตซีเมนต์

2) การนำเหล็กถลุงโดยตรง (direct reduced iron : DRI) มาใช้ร่วมกับเศษเหล็กโดยเตา EAF โดย DRI คือแร่เหล็กที่ผ่านกรรมวิธีถลุงโดยตรงในสภาวะของแข็ง ซึ่งมีการปล่อย CO2 น้อยกว่าการถลุงผ่านเตาพ่นลม (blast furnace) และช่วยรักษาคุณภาพของเหล็กในกรณีที่อุปทานเศษเหล็กคุณภาพสูงมีไม่เพียงพอ

3) การใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นแหล่งพลังงานทดแทนก๊าซธรรมชาติ ทั้งในขั้นตอนการหลอมเหล็กด้วยเตา EAF รวมถึงการใช้ green hydrogen ในกระบวนการถลุงเหล็กโดยตรง จะช่วยให้การลดการปล่อย CO2 เป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทเหล็กชั้นนำในยุโรป อย่าง ArcelorMittal และ Salzgitter มีแผนพัฒนาโครงการ DRI อย่างต่อเนื่อง แม้เบื้องต้นยังใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นสารถลุงหลัก ก่อนจะมีแผนจะเปลี่ยนไปใช้ green hydrogen ในอนาคต ซึ่งยังใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง

EIC มองว่า การดำเนินการเพื่อลดการปล่อย CO2 ในอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างในปัจจุบันยังพึ่งพาวิธีการ และเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม เช่น การควบคุมการผลิต การใช้เชื้อเพลิงทางเลือก การเปลี่ยนไปใช้เตา EAF มากขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยลดปริมาณการปล่อย CO2 ได้ส่วนหนึ่ง แต่อาจยังไม่เพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมาย carbon neutrality ได้

ดังนั้น ในอนาคตผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องมีการพิจารณานำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดใหม่ ๆ มาใช้ ไม่เพียงแต่คุณประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่หากผู้ประกอบการไทยไม่ปรับตัวอาจได้รับผลกระทบทั้งด้านการเสียโอกาสในการส่งออกจากการถูกกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ

รวมถึงมีต้นทุนการประกอบธุรกิจที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายคาร์บอนเครดิต ตัวอย่างเช่น ในปี 2026 ที่ยุโรปจะเริ่มใช้มาตรการ carbon border adjustment mechanism (CBAM) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง ซึ่งรวมถึงเหล็กและซีเมนต์ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ทั้งนี้ ภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมการลงทุนผ่านการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การให้สิทธิพิเศษทางภาษี การงดเว้นอากรนำเข้าเครื่องจักรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การส่งเสริมตลาดคาร์บอนเครดิตในไทย

เพื่อจูงใจให้ผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้างไทยลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนสูงในระยะแรก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...