'หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท' อบรมกัมมัฏฐานเข้มข้นตามรอยครูบาอาจารย์
(ต่อจากตอนที่แล้ว) ช่วงพรรษาที่ ๔๐ หลวงปู่เจี๊ยะท่านได้ละทิ้งภาระอื่นๆ สิ้นในทันที เมื่อได้ทราบข่าวว่า พระอาจารย์ขาว อนาลโย ป่วยหนัก เพราะท่านเคารพองค์ท่านอย่างยิ่ง จึงได้เร่งเดินทางกลับไปจำพรรษา ที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่อปฏิบัติองค์หลวงปู่ขาวโดยเฉพาะ
เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้างหลวงปู่เจี๊ยะ จึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการามท่านอยู่อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณรอุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนั้นเอง
เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่งประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน) วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชได้มานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวรารามเพราะสมเด็จฯ ท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน
สมเด็จฯ ท่านปรารภว่า “วัดอโศฯ กับ วัดบวรฯ มีพระหนาแน่นมาก ต้องมีสถานที่วิเวกให้พระปฏิบัติกันบ้าง เราควรแสวงหาที่สัปปายะเพื่อพระที่เป็นกุลบุตร สุดท้ายภายหลังจะได้มีที่ปฏิบัติธรรมในที่ที่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก”
เมื่อสมเด็จฯ ท่านปรารภดังนี้ ก็แสวงหาที่อันเหมาะสม ในที่สุดก็ไปได้ที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี โดย นายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ ถวายที่จำนวน ๓๐๐ ไร่เศษ และคณะกรรมการจัดสร้างวัดซื้อที่ข้างเคียงอีก ๕๙ ไร่ ๙๙ ตารางวา รวมเป็น ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ประกอบกับเนื้อที่โครงการพระราชดำริอีก ๒,๕๐๐ ไร่เศษ ด้วยศรัทธาปณิธานของผู้ถวายที่แด่สมเด็จพระญาณสังวรฯ จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดญาณสังวราราม”
เมื่อรับนิมนต์ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณสังวรารามแล้ว หลวงปู่เจี๊ยะได้เดินทางมาพร้อมพระอีกจำนวนหนึ่งเพื่อมาจำพรรษาที่วัดนี้วัตรปฏิบัติในขณะนั้น…หลังจากฉันน้ำร้อนน้ำชาประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ท่านจะนำทำความเพียรทางจิตภาวนาจนถึงเที่ยงคืนพอถึงเที่ยงคืนท่านสั่งหยุดเลยให้เข้านอน
พอถึงตอนตี ๓ พระอาจารย์เจี๊ยะจะทำเสียงสัญญาณด้วยการไอค๊อกแค๊กๆ ถ้ากุฏิที่ท่านเดินผ่านแล้วพระรูปที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ส่งเสียงไอตอบหรือจุดตะเกียงออกมาล้างหน้าล่ะ เสียงเคาะปี๊ป! จะดังตามมาทันที
ถ้ายังไม่ตื่นทำความเพียร ครั้งที่ ๒ ก็โน่น ทุบฝากุฏิพังเลยล่ะ หรือใช้ค้อนขว้างเลย แล้วท่านก็จะสอนพระองค์นั้นๆ เลยว่า “ตอนที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าท่านกระแอมก็ต้องแอ้มตอบ แล้วต้องทำความเพียรต่อเลย เราจะต้องมีชาครธรรมต้องตื่นอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์ครอบงำเราได้”
เหล่าพระและแม่ชีที่อยู่วัดญาณฯ ตอนนั้น ตี ๓ ง่วงขนาดไหนก็ต้องออกมา เดินจงกรมหัวทิ่มหัวตำ ชนตอ ชนต้นไม้ เดินจงกรมออกนอกทางเพราะไม่เคยทำอย่างนั้น ใครก็ตามที่ไปอยู่กับท่าน ต้องปรับสภาพร่างกายให้รับได้ทนได้ ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะชินวิธีปฏิบัติแบบท่าน พระทั้งหลายเดินจงกรม เซไปเซมาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่ ไม่ให้หยุดเลย
และการดำรงชีวิตตามอย่างสมณะที่วัดญาณสังวรารามกับท่านหลวงปู่เจี๊ยะนี้ ท่านกำชับมาก ท่านเน้นว่า “ความถูกต้อง ตามธรรมวินัยให้พากันทำ ไม่ต้องอาย แต่อันไหนผิดธรรมวินัยให้รู้จักละอาย”
พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่ที่วัดญาณสังวรารามนี้ นอกจากจะนำพระปฏิบัติทางด้านจิต ภาวนาแล้ว ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้างพระอุโบสถ, พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ และเสนาสนะอื่นๆ ตามพระบัญชาของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ แต่ด้วยเหตุไม่สะดวกอะไรบางอย่าง ตามนิสัยวาสนาของท่าน ท่านจึงเดินทางกลับมา วัดอโศการาม ซึ่งเหมือนร่มโพธิร่มไทรใหญ่ เนื่องด้วย ท่านพ่อลี ธัมมธโร เป็นบุพพาจารย์ของท่าน เมื่อไปที่ไหนมีเหตุขัดข้องก็จะกลับมาที่นี่
การกลับมาครั้งนี้ แม้ท่านพ่อลีจะล่วงไปแล้วถึง ๑๘ ปี แต่สายใยแห่งธรรมก็ยังค้ำจุนในจิตใจอยู่เสมอหลวงปู่เจี๊ยะมาจำพรรษาที่วัดอโศการาม ได้พระอาจารย์บัว ญาณสัมปันโน นิมนต์ให้อยู่อบรมพระเณรต่ออย่าเพิ่งด่วนไปที่อื่น
แต่ด้วยความไม่สะดวกตามนิสัยวาสนาของท่านหลวงปู่เจี๊ยะ มาอยู่ที่วัดอโศการามนี้ ก็ได้อบรมสั่งสอนพระเณรเต็มความสามารถ แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาอาภัพ การอบรมสั่งสอนของท่านจึงไม่เป็นที่ถูกจริตนิสัยของพระเณรนัก คงไม่เคยร่วมทำบุญ ร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน ไปสอนเขาอย่างไรเขาก็ไม่เชื่อ
ท่านเปรียบตัวท่านเองกับท่านพ่อลีว่า “เราก็เหมือนขี้ไก่ ท่านพ่อนั้นเป็นประดุจทองคำ”
หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงว่า “ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใครก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงู ที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ
ฉะนั้น จึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่นอย่างเรานี้ ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่น เป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่
คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ”
…………………………..
ตามรอยพระอริยะเจ้า! "หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท" พระผู้เป็นดั่งผ้าขื้ริ้วห่อทอง คัดลอกจากหนังสือ "ตามรอยพระอริยเจ้าหลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี" ท่านคือสมณะสงฆ์สายป่าผู้เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองของแม่ทัพกรรมฐานแห่งสยาม : ดำรงธรรม เรียบเรียง
(ติดตามตอนต่อไป) - 003