‘เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน’ วาทกรรมที่ล้มเป็นโดมิโน่ทับเด็กไทยรุ่นใหม่
‘เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน’ เชื่อว่าเด็กไทยหลายคนต้องเคยได้ยินวาทกรรมสุดขัดแย้งกับการศึกษาไทยแบบนี้มาตลอดช่วงวัยการศึกษาอย่างแน่นอน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะการศึกษาไทยที่เราก็ต่างรู้ดีว่ามีช่องว่างของการดิ่งลงเหวและพุ่งกระฉูดเสียดฟ้าต่างกันลิบลับอย่างนี้ ไหงผู้ใหญ่บ้านเราถึงยังคงเชื่อมั่นในวาทกรรมนี้กัน
.
#TheShout เองก็สังเกตได้ว่าประเด็นร้อนที่ถกกันในโลกโซเชียลอยู่บ่อยครั้งนั้นจะไม่พ้นเรื่องของระบบการศึกษาไทย โดยเฉพาะช่วงปีหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็ยิ่งทำให้กระแสการพูดถึงการศึกษาหนักขึ้น โดยวาทกรรมที่ว่า ‘เรียนที่ไหนก็เหมือนกันนั้น’ ยังมีมาให้พบเห็นได้บ่อยๆ
.
คงต้องย้อนกลับไปถึงประวัติของการศึกษาไทยในยุคสมัยโบราณ ที่เรียกได้ว่าเป็นการศึกษาที่ไม่มีระบบและแบบแผน เพราะไม่ได้มีโรงเรียนให้เป็นหลักแหล่ง แหล่งเรียนรู้สำคัญที่เรารู้กันดีก็คือวัด โดยมีพระภิกษุเป็นผู้อบรมสั่งสอน และวิชาความรู้ก็ไม่ได้มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้การศึกษาไม่มีอิทธิพลต่อสังคมมากนัก
.
แต่พอเริ่มมีสถานศึกษาอย่างโรงเรียน คนที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ส่วนใหญ่ก็มักเป็นผู้ชาย หรือต้องเป็นคนที่ทางบ้านมีฐานะมากพอที่จะเจียดเงินให้ลูกหลานได้เข้ารับการศึกษา และโรงเรียนนั้นก็ไม่ได้มีให้เลือกเยอะเท่าในปัจจุบัน ฉะนั้นวาทกรรมอย่างประโยค ‘เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน’ จะติดปากผู้ใหญ่ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกสักเท่าไหร่
.
แต่ในยุคปัจจุบันที่การศึกษาพัฒนามากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่ใช่ว่าจะพัฒนาครอบคลุมทุกพื้นที่เสียเมื่อไหร่เนี่ยสิ ที่ทำให้ความเชื่อเดิมนั้นไม่สอดคล้องอีกต่อไป ทั้งตัวหลักสูตรและเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้ช่องว่างทางการศึกษานั้นขยายกว้างมากขึ้นกว่าเก่า
.
สิ่งที่น่าเจ็บใจนั้นคือ การที่ได้เข้าถึงการศึกษา แต่สุดท้ายแล้วก็ยังไม่สามารถได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกันได้ จะเห็นกรณีนี้ได้บ่อย เมื่อเด็กในเมืองจะได้หลักสูตรและอุปกรณ์ในการเรียนรู้ที่ดีกว่าเด็กต่างจังหวัด ทำให้การแข่งขันมากระจุกอยู่ในตัวเมือง บางครอบครัวต้องส่งลูกมาเรียนต่อในเมืองตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะไม่ใช่เพียงแค่มหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพบว่าเด็กต่างจังหวัดที่ถูกส่งเข้ามาเรียนนั้นมีตั้งแต่ช่วงประถมวัยเลยทีเดียว
.
หากขุดไปถึงต้นตอของสาเหตุ ท้ายสุดแล้วการศึกษานั้นก็มีโครงสร้างจากสังคมที่ถูกชักใยโดยสวัสดิการจากรัฐ เห็นได้จากการจัดอันดับและการแข่งขันเพื่อเป็นที่หนึ่งของสถาบันการศึกษา นี่เป็นคำตอบที่ดีว่า การศึกษา ในประเทศไทยนั้นถูกมองในเชิงธุรกิจมากกว่าการพัฒนาบุคคล
.
เด็กที่ต้องการเข้ารับการศึกษาที่มีคุณภาพสูงได้ รัฐจึงมีสวัดิการให้ในคราบของสังคมสงเคราะ์ ที่ท้ายสุดแล้ว ใจความสำคัญก็คือการที่เด็กต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงความจน เพื่อให้ตรงตามเงื่อนไข ทั้งที่การศึกษาเป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้โดยเท่าเทียมกัน
.
ดังนั้นวาทกรรมที่ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เห็นจะไม่สามารถใช้ได้จริงในสังคมปัจจุบันเสียแล้ว เพราะช่องว่างของการศึกษาที่ไม่พอดีกันนี่เอง ที่ทำให้ #TheShout ยังคงสงสัย ว่าเรียนที่ไหนก็เหมือนกัน คือสิ่งที่ปฏิบัติตามได้จริง หรือเป็นเพียงคำปลอบใจที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีพอได้กันแน่
ข้อมูลอ้าง 1 : https://mappalearning.co/education-and-the-welfare-state/
ข้อมูลอ้าง 2 : https://www.trueplookpanya.com/blog/content/86476/
Read Me - We Shout l The Shout
Living Online Magazine
[Life, Culture, Creative, Spirit]