โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Adolescence’ สิ่งใดหนอหล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งกลายเป็นฆาตกร?

The MATTER

อัพเดต 20 มี.ค. 2568 เวลา 08.16 น. • เผยแพร่ 20 มี.ค. 2568 เวลา 10.30 น. • Entertainment

“พ่อครับ ผมไม่ได้ทำอะไรผิด”

เด็กชายวัย 13 ปี ‘เจมี มิลเลอร์’ (โอเวน คูเปอร์ (Owen Cooper)) ตะโกนบอกพ่อในขณะที่หน่วยพิเศษถือปืนเล็งไปทางเขาและเจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังแจ้งว่าเขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม เช้าวันธรรมดาของครอบครัวมิลเลอร์ตกอยู่ในความอลหม่านเพียงชั่วอึดใจของการบุกจับ

‘เอ็ดดี’ (สตีเฟน เกรแฮม (Stephen Graham)) คนเป็นพ่อบอกย้ำกับตำรวจว่านี่คือการเข้าใจผิดและพวกเขาบุกมาผิดบ้าน ‘แมนดา’ (คริสติน เทรมาร์โก (Christine Tremarco)) คนเป็นแม่คือคนแรกที่เจ้าหน้าที่เห็นหน้าหลังพังประตูบ้านเข้าไป ขณะนี้เธอหมอบอยู่กับพื้นทั้งน้ำตาในสภาพที่ยังสวมชุดคลุม คนสุดท้ายคือ ‘ลิซา’ (อามีลี พีส (Amelie Pease)) พี่สาวคนโต เธอทรุดลงกับพื้นตามคำสั่งทันทีที่เห็นปากกระบอกปืนจ่ออยู่ตรงหน้า

มินิซีรีส์ Adolescence (2025) เริ่มต้นแบบนั้น เรื่องเปิดฉากในบรรยากาศนิ่งเงียบระหว่างที่เจ้าหน้าที่สืบสวนกำลังประจำจุดเฝ้ารอการบุกจับ ก่อนจะเป็นเหตุการณ์อึกทึกครึกโครมอย่างที่ได้เล่าไป และในช่วงเวลาที่ผมในฐานะคนดูกำลังเฝ้าดูการจับกุมนั้น ความสงสัยก็ค่อยๆ ก่อตัวจนเกิดเป็นคำถามที่ว่า เด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่าง เจมี มิลเลอร์ เนี่ยน่ะหรือคือฆาตกร? เขาคือคนลงมือฆ่าจริงๆ ใช่ไหม? ทำไมถึงทำ? ไปจนถึง หลักฐานอะไรกันที่ทำให้ตำรวจมั่นใจนักหนาถึงขั้นต้องจับตัวเจมีด้วยความอุกอาจเช่นนั้น?

อย่างแรกที่ต้องบอกไว้ตั้งแต่ต้นคือ ซีรีส์ไม่ได้มีเนื้อหาอิงมาจากเหตุการณ์จริงแต่อย่างใด แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นจริงนัก เพราะสองผู้เขียนบท สตีเฟน เกรแฮม ผู้แสดงเป็นเอ็ดดี พ่อของเจมี และ แจ็ค ธอร์น (Jack Thorne)รวมถึงผู้กำกับ ฟิลิป บารันตินี (Philip Barantini) ได้นำข่าวสะเทือนขวัญบนหน้าสื่อมาเป็นหัวเชื้อสำหรับเนื้อหาในซีรีส์

เช่นเดียวกันกับผมที่ทึ่งกับสิ่งที่ตัวละครเจมีอาจได้กระทำและเหตุการณ์ที่เขากำลังเผชิญ ก่อนหน้าที่จะสร้างซีรีส์ สตีเฟนและแจ็คต่างก็ตกตะลึงกับข่าวเด็กวัยหนุ่มสาวถือมีดแทงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ครั้งสองครั้ง ไม่นานมานี้ในปี 2023 เด็กหนุ่มวัย 17 ได้ก่อเหตุแทงเด็กสาวสามคนในคลาสเรียนเต้นเพลง เทย์เลอร์ สวิฟต์ หรือในปี 2024 นักเรียนชายชั้นมัธยมปลายเกาหลีใต้ลงมือแทงเพื่อนร่วมชั้นหญิง คงเป็นเหตุการณ์รุนแรงเหล่านี้เองที่สตีเฟนและแจ็คหยิบยืมมาสร้างเป็นตัวละครชื่อ 'เจมี มิลเลอร์'

จากทั้งหมด 4 ตอน Adolescence วางให้คนดูเป็นผู้สังเกตการณ์ ติดตามการสืบหาแรงจูงใจและอาวุธฆาตกรรมของ ‘สารวัตรสืบสวนบาสคอมบ์’ (แอชลีย์ วอลเตอร์ส (Ashley Walters)) และ ‘เจ้าหน้าที่สืบสวนแฟรงก์’ (เฟย์ มาร์เซย์ (Faye Marsay)) เฝ้ามองบทสนทนาระหว่างเจมีและนักจิตวิทยาคลินิก ‘อริสตัน' (เอริน โดเฮอร์ตี (Erin Doherty)) ทิ้งท้ายด้วยการพาไปดูผลกระทบแสนสาหัสที่ครอบครัวมิลเลอร์ต้องรับมือหลังลูกชายถูกจับดำเนินคดี ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปโดยที่คนดูรู้อย่างชัดแจ้งตั้งแต่ตอนที่ 1 ว่า เจมีคือคนลงมือฆ่า ‘เคที เลนเนิร์ด’ เพื่อนสาวร่วมรุ่น แต่ต่อให้มีหลักฐานมัดตัวที่ยากปฏิเสธได้ เจมียังคงให้การว่าเขาไม่ได้เป็นคนทำ เขาไม่ได้ทำอะไรผิด

การมุ่งเน้นไปที่ใครคือคนฆ่าจึงไม่ใช่หลักใหญ่ใจความของตัวซีรีส์ ประเด็นสำคัญที่ Adolescence ต้องการตั้งคำถามอาจเป็นว่า อะไรกันแน่ที่หล่อหลอมให้เด็กคนหนึ่งก่อเหตุฆาตกรรมและกลายเป็นฆาตกรในที่สุด หลายครั้งเมื่อมีข่าวใกล้เคียงกับกรณีของเจมีเกิดขึ้นในสังคม เรามักเห็นความเห็นที่ค่อนข้างจะสุดโต่งและตรงไปตรงมาว่า ฆาตรกรคือลูกเต้าเหล่าใคร? พ่อแม่เลี้ยงดูมาอย่างไรถึงก่อเหตุร้ายแรงได้ลงคอ? Adolescence พยายามพาคนดูไปสำรวจความสงสัยที่ว่านั้น พร้อมขยายภาพให้เห็นในมุมกว้าง จนยากที่จะตัดสินด้วยการมองอย่างคับแคบและปัจจัยเพียงปัจจัยเดียว

**หากการเป็นฆาตกรไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด

และครอบครัวเองก็ไม่ใช้สาเหตุเบื้องหลัง

แล้วอะไรกันที่สร้างฆาตกรขึ้นมา?**

**Adolescence ยังสะท้อนใจคนเป็นพ่อเป็นแม่ได้อย่างลึกซึ้ง ในแง่ของการเผยให้เห็นช่องว่าง (gap) ระหว่างพ่อแม่กับลูกที่ช่างถ่างกว้างเสียเหลือเกิน ในวันที่ลูกต้องออกห่างจากอกพ่อแม่ไปสู่สังคมที่กว้างขึ้น ไปสู่รั้วโรงเรียน ไปสู่ชุมชน คนเป็นพ่อเป็นแม่ไม่มีทางรับรู้ได้ 100% ว่า ลูกของเราจะเจอใคร? ไปทำอะไรมา?

ฉากหนึ่งที่ฉายภาพช่องว่างนี้ได้อย่างแยบคาย คือตอนที่สารวัตรสืบสวนบาสคอมบ์เดินทางไปยังโรงเรียนที่เจมีและลูกชายของเขาเข้าเรียน เพื่อหาแรงจูงใจในการฆ่าและมีดก่อเหตุ ในวันนั้น บาสคอมบ์พบเจอแต่ความโกลาหลวุ่นวาย สภาพแวดล้อมของโรงเรียนแทบจะทำให้การสืบสวนของเขาผิดทิศผิดทาง สภาพของบาสคอมบ์คล้ายกับคนที่เดินหลงเข้าไปในพื้นที่ที่เขาไม่รู้จัก ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ไม่รู้จะทำตัวอย่างไร ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไร โชคยังดีที่ ‘อดัม’ (อามารี บัคคัส (Amari Bacchus)) ลูกชายของเขาเองมาบอกใบ้ว่าเบาะแสที่พ่อต้องไปหานั้นอยู่ในไอจี (อินสตาแกรม) ต่างหาก

และพ่อผู้ไม่เข้าใจอะไรที่เด็กเจนใหม่สื่อสารกันในโลกออนไลน์เลยสักนิด อีโมจิยาเม็ดสีแดงระเบิด (💊💣) ที่เคทีส่งให้เจมีในไอจี ไม่ใช่ข้อความในแง่ดี แต่คือการสื่อเป็นนัยถึงคอมมูนิตี้ชายแท้ อีกทั้งยังมีอีโมจิเยาะเย้ยว่าเจมีคือ 'อินเซล (incel)' กลุ่มชายที่ถือพรหมจรรย์โดยไม่สมัครใจ ด้วยหมดหวังที่จะมีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้หญิง บาสคอมบ์คงไม่เข้าใจความหมายทั้งหมดนี้เลยถ้าลูกไม่อธิบายให้ฟัง**

**คนดูจะได้เห็นการพยายามทำความเข้าใจตัวตนของลูกที่แม้จะไม่มีทางเข้าใจได้เลยในฉากใจสลายระหว่างเอ็ดดีและแมนดาผู้เป็นพ่อแม่เจมี มันคือการปรับทุกข์ของสองสามีภรรยาในสภาพใจพังเพื่อหาคำตอบว่าพวกเขาเลี้ยงลูกผิดตรงไหน ในเมื่อเอ็ดดีคือพ่อที่ไม่เคยเฆี่ยนตีลูก เพราะไม่อยากให้ลูกต้องเจ็บปวดอย่างที่ตัวเองเคยโดน กลับต้องมาโบยตีตัวเอง โทษตัวเองที่ยังทำดีไม่พอ ส่วนแมนดาคือแม่ผู้กาวเชื่อมทุกคนในครอบครัว กลับต้องมาคอยอดกลั้นในแต่ละวัน ทนเห็นความเจ็บช้ำในสีหน้าแววตาของสามี

นอกจากประเด็นอันหนักอึ้ง Adolescence มีความพิเศษอีกหนึ่งประการคือ ทุกตอนถ่ายทำแบบ long take ไม่มีการตัดฉากแม้แต่น้อยตลอดเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงต่อตอน ทำให้ Adolescence เป็นซีรีส์ที่ยากจะละสายตา ทั้งจากตัวเนื้อเรื่อง และเทคนิคการถ่ายทำที่น่าทึ่ง เราจะเห็นกล้องเดินตามตัวละครหนึ่ง ทะลุผ่านประตูหน้าต่าง วิ่งตามอีกตัวละครหนึ่ง แล้วลอยขึ้นฟ้าในอีกไม่กี่นาทีต่อมา การเคลื่อนกล้องทั้งหมดดูลื่นไหลคล้ายกับว่าคนดูไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ซึ่งตรงนี้ต้องยกประโยชน์ให้กับผู้กำกับภาพ แมทธิว ลูอิส (Matthew Lewis) และทีมงานเบื้องหลังที่ทำงานอย่างหนัก รวมถึงนักแสดงที่จำเป็นต้องแม่นยำในบทของตัวเอง**

เทคนิคที่ทำให้การถ่าย long take ไปรอดคือการเตรียมการและการซ้อมหนัก แต่ละตอนใช้เวลาถ่ายทำสามสัปดาห์ สัปดาห์แรกซ้อมคิวการแสดง สัปดาห์ที่สองนักแสดงซ้อมพร้อมกล้อง และสัปดาห์ที่สามถ่ายทำจริง เท่ากับว่าซีรีส์ 4 ตอนเรื่องนี้ใช้เวลาถ่ายทำไปมากกว่า 12 สัปดาห์ การถ่าย long take นับว่ารีดเอาทักษะการแสดงของนักแสดงออกมาได้เต็มความสามารถ ชัดที่สุดคือการแสดงของ โอเวน คูเปอร์ กับ เอริน โดเฮอร์ตี ในฉากที่ทั้งคู่ต้องต่อบทกันตลอดหนึ่งตอนเต็ม ความทรงพลังของฉากนี้ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า นักแสดงหนุ่มน้อยคูเปอร์น่าจะมีอนาคตไกลในวงการทีเดียว

*ซีรีส์ Adolescence ชวนให้นึกถึงซีรีส์สืบสวนจิตใจฆาตกร Mindhunter (2017-2019) อยู่ไม่น้อย จะต่างกันก็ตรงที่ Mindhunter สนใจอยู่กับการขุดค้นตัวตนของฆาตกรลงไปแนวดิ่งผ่านพฤติกรรมและความคิดของตัวฆาตกรเพียงคนเดียว ทว่า Adolescence* คือการกวาดสายตาไปในแนวราบ มองบริบทโดยรอบที่ห้อมล้อมและส่งผลให้ใครสักคนเป็นฆาตกร

คำกล่าวที่ว่า “การเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน” จึงอาจเป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงนัก

อ้างอิงจาก

france24.com

m.koreaherald.com

youtube.com 1, 2

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Paranee Srikham**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...